EconomicTalk – สัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐ

                  ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่คือการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ โดยผลกระทบลำดับแรกคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตามมาด้วยความต้องการค่าจ้างที่มากขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น การปรับราคาสินค้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วัฏจักรดังกล่าวเป็นผลจากพลวัตของเงินเฟ้อ (Inflation Dynamics) ซึ่งธนาคารกลางมีความจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อบริหารเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ด้วยเหตุนี้ กระแสเงินลงทุนในช่วงแรกของปีนี้จึงไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปริมาณมาก ดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐจึงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ต่อไปคือ“สหรัฐมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อต่ำจริงหรือ?”                 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐต่ำเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่คือ CPI ของสหรัฐคำนวณโดยใช้สัดส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มากในขณะที่สัดส่วนหลักใน CPI ของตลาดเกิดใหม่เป็นภาคอาหารและการขนส่งที่มีการส่งผ่านราคาอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐกลับมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของ Owner’s Equivalent Rent (OER) ที่เป็นสัดส่วนหลักในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สำคัญอีกสามประการคือ1).การเพิ่มขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ล่วงหน้าหนึ่งปีที่คำนวณโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนออกมาสูงถึงร้อยละ 4.6 และสูงที่สุดในรอบเกือบสามปี 2).การเพิ่มขึ้นของจุดคุ้มทุนต่อเงินเฟ้อที่คำนวณจาก Treasury Inflation Protected Securities (TIPS) ...

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์ (4 จบ)

ลงทุนอย่างมีสไตล์(4)   ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM   ในครั้งก่อนๆได้แนะนำแนวทางการลงทุนแบบเชิงรับและเชิงรุกในรูปแบบต่างๆให้นักลงทุนได้รู้จักไปมากพอสมควรแล้ว ในครั้งสุดท้ายนี้จะขอนำเสนอคำแนะนำที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่สนใจในแนวทางบริหารการลงทุนรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้   รู้จักตัวเอง นักลงทุนควรทำความเข้าใจกับตัวตนที่แท้จริงของตนเองให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจลงทุนใดๆ  คุณต้องการผลตอบแทนเท่าไร? คุณรับผลขาดทุนได้แค่ไหน? คุณมีระยะเวลาลงทุนนานเพียงใด?  ต้นทุนเงินทุนของคุณอยู่ที่เท่าไร? คุณมีเวลาติดตามการลงทุนของคุณมากน้อยเพียงใด? คุณมีความมั่นคงในความคิดของคุณมากน้อยแค่ไหน? อุปนิสัยของคุณเป็นเช่นไร? การรู้จักตัวเองนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะนำไปสู่รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละคนซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างมากก็ได้   เลือกรูปแบบที่ “ใช่” เมื่อคุณรู้จักตัวเองดีพอแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของตัวคุณ โดยนักลงทุนอาจพิจารณาข้อเสนอแนะต่อไปนี้เป็นแนวทางในเบื้องต้น ถ้านักลงทุนเชื่อมั่นในงานวิจัยที่สนับสนุนว่าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ ไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดในระยะยาวได้ เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเพียงการรับผลตอบแทนแบบสุ่ม (Random walk) ไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษาบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่มากมาย หรือไม่อยากวุ่นวายกับการปรับเปลี่ยนพอร์ตหุ้นไปตามสถานการณ์ การลงทุนแบบเชิงรับ ดูจะเหมาะสมกับนักลงทุนมากที่สุด หากนักลงทุนเป็นคนเชื่อว่าตนมีความสามารถในการวิเคราะห์ความเป็นไปของธุรกิจได้ดีกว่านักลงทุนทั่วไป ยึดมั่นในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของกิจการและเชื่อว่าในระยะยาวแล้วตลาดจะมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของหุ้นเสมอ ชอบลงทุนในหุ้นโดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าความคาดหวังการเติบโต และมีเวลามากพอที่จะรอให้เงินลงทุนของคุณเติบโตโดยไม่มีปัจจัยใดที่จะมาเร่งเร้าการตัดสินใจได้ ...

Investment Talk – John J. Murphy กับ 10 กฎเหล็กในการใช้ Technical Analysis

       ใครรู้จัก John J. Murphy บ้างไหมครับ? เขาคือนักวิเคราะห์เทคนิคคนหนึ่งของ Wallstreet เขียนตำราอ่านเทคนิคขั้นเทพไว้ Murphy นี่เขาได้รับการยอมรับว่าเป็น “the father of inter-market technical analysis” เชียวนะครับ โดยเขาเคยเขียนหนังสือเรื่อง “Technical Analysis of the Financial Markets” ไว้ หนังสือดังกล่าวได้รับการยอมรับในวงการเทคนิค และใช้เป็นตำราเบื้องต้นกันอย่างกว้างขวาง หนังสือเล่มนี้ได้ระบุ กฎเหล็ก 10 ข้อ สำหรับการใช้ Technical Analysis มาเป็นกลยุทธ์ในการลงทุน มีอะไรบ้าง ตามมาเลยครับ  1. Map ...

InvestmentTalk – ความแตกต่างของราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI

                     ราคาน้ำมันดิบที่พบตามหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ มักเป็นการกล่าวถึงน้ำมัน  West Texas Intermediate ที่เรียกสั้นๆว่า WTI ซึ่งใช้เป็นราคาอ้างอิงของน้ำมันในแถบอเมริกาเหนือและใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของน้ำมันในตลาด NYMEX แต่ในระยะหลังนักลงทุนมักได้ยินคำว่า Brent มาควบคู่กับ WTI เสมอเพื่อป้องกันความสับสนเนื่องจากความแตกต่างของราคาที่ต่างกันถึง $15 ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดปกติเมื่อเทียบกับอดีตที่ราคาน้ำมันทั้งสองนี้มักมีราคาใกล้เคียงกัน (ในความเป็นจริงราคาของ WTI ควรจะสูงกว่า Brent เพราะคุณภาพน้ำมันที่ดีกว่า) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุดังนี้            อุปทานของน้ำมัน WTI อยู่ในสภาวะ Over supply ในขณะที่ของอุปทานของ Brent อยู่ในสภาวะ Under supply โดยปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทำให้อุปทานของ ...

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์(3)

ลงทุนอย่างมีสไตล์(3)   ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM   ในครั้งก่อนได้แนะนำแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และเน้นการเติบโตให้นักลงทุนได้รู้จักแล้ว ในครั้งนี้จะขอนำเสนอการลงทุนเชิงรุกในรูปแบบตามกระแสและสวนกระแส เพื่อเติมเต็มความเข้าในการลงทุนเชิงรุกให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การลงทุนแบบตามกระแส (Momentum Investing) การลงทุนแบบตามกระแสนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่ามนุษย์มีพฤติกรรมแห่ตามกัน (Herding) เป็นพื้นฐาน ในเชิงจิตวิทยาการมนุษย์มีแนวโน้มที่จะคล้อยตามคนส่วนใหญ่มากกว่าที่จะมีความเห็นที่ขัดแย้ง ในด้านการลงทุนนักลงทุนมักรู้สึกสบายใจมากกว่าที่จะซื้อหุ้นที่ตลาดกำลังไล่ซื้อ หรือหุ้นเด็ดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เมื่อเทียบกับหุ้นที่ตลาดไม่รู้จัก หรือหุ้นที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึง การลงทุนในรูปแบบนี้จึงเน้นหุ้นที่กำลังอยู่ในความสนใจของตลาด ซึ่งหุ้นดังกล่าวอาจเป็นหุ้นโตเร็ว หุ้นที่อยู่ในวัฎจักรธุรกิจขาขึ้น หุ้นที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด หุ้นเก็งกำไร หรือหุ้นที่มีสัญญาณซื้อทางเทคนิคก็ได้ เมื่อหุ้นตัวหนึ่งปรับตัวเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจะกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนส่วนหนึ่งให้มาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีกเป็นวัฎจักรขาขึ้นเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งนักลงทุนส่วนหนึ่งเริ่มระลึกได้ว่าราคาของหุ้นแพงเกินจริงหรือมีข่าวร้ายที่มีนัยสำคัญมากระทบ และเริ่มขายหุ้นออกมาจนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลง ซึ่งอาจกระตุ้นให้นักลงทุนคนอื่นๆที่ถือหุ้นดังกล่าวอยู่ขายหุ้น และกดให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปอีกจนกระทั่งก่อเป็นกระแสในขาลง ลักษณะเด่นประการหนึ่งของหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแสขาขึ้นคือ นักลงทุนจะตีความข้อมูลทางเศรษฐกิจ หรือข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเหล่านั้นไปในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ ข่าวร้ายที่มากระทบจะถูกเพิกเฉย ส่วนข่าวดีจะได้รับการตีความไปในทางดีจนเกินจริง ทำให้ราคาหุ้นที่อยู่ในกระแสสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทิศทางตลาดไปได้เรื่อยๆ จนกว่ากระแสของหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาลง ...