Career Talk – อาชีพในสายงานลงทุน ภาค II: Sell Side
เจษฎา สุขทิศ, CFA
จากภาคแรกที่ผมได้เล่าถึงงานในสาย Buy Side ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม, บริษัทประกัน, กบข, สปส อันได้แก่งานในสายวิเคราะห์, สายบริหารความเสี่ยง, และสายลงทุนไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยเกี่ยวกับงานทางสาย Sell Side กันบ้าง ขอออกตัวก่อนว่าผมทำงานสาย Buy Side มาตลอด โดยข้อมูลที่นำมาเล่าในวันนี้ได้มาจากการพูดคุยกับเพื่อนร่วมวงการหลาย ๆ ท่านครับ
งาน Sale
ขึ้นชื่อว่า Sell Side งานแรกที่ขอเล่าก็คืองานขาย งาน Sale ในสายงานลงทุน จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความซับซ้อน ถ้าทำงาน Sale อยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์ (หรือ Broker) ก็ต้องมีความรู้ในเรื่องหุ้น และอนุพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ Valuation ของหุ้น Future, Option การอ่านภาวะเศรษฐกิจ และภาวะตลาดเพื่อนำไปสู่คำแนะนำที่ดีให้กับลูกค้า สำหรับการเป็น Sale อยู่ในแผนก Treasury ของธนาคารพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ได้แก่ พันธบัตร, หุ้นกู้, อนุพันธ์ทางการเงินต่าง ๆ, FX, รวมไปถึง Structure Note ซึ่งจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้เรื่อง Fixed Income, Interest Rate Derivatives, FX Derivatives ฯลฯ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือบุคลิก ที่ต้องเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ ที่ดี รวมถึงรู้จักสร้าง Connection เพราะการทำงาน Sale เป้าหมายวัดได้ชัดเจนคือ ยอดขาย และกำไรที่คุณได้ทำให้กับองค์กร ซึ่งแน่นอน ว่าย่อมสร้างความกดดันให้กับคุณไม่น้อย แต่หากคุณทำได้ดี และเกินเป้า บอกได้เลยว่าองค์กรจะให้ผลตอบแทนคุณอย่างมากทีเดียว (ดีกว่าฝั่ง Buy Side แยะ)
งาน Trader
จะว่าไปแล้วงาน Trader ก็จะคล้ายกันกับงาน Fund Manager ในระดับหนึ่ง สำหรับ Trader ที่ทำอยู่กับโบรคเกอร์ โดยมากจะเรียกว่า Proprietary Trader หรือ (Prop Trade) สิ่งที่ต่างจากงานผู้จัดการกองทุน คืองานผู้จัดการกองทุนมักจะวัดผลประกอบการเทียบกับดัชนีอ้างอิง เช่นกองทุนหุ้นก็เทียบกับ SET Index ส่วนงาน Prop Trader มักจะวัดผลงานเป็น Absolute Return และมีจุด Cut loss เช่น บริษัทอาจให้เป้าคุณเป็นผลตอบแทน 12% ต่อปี และ Stop Loss ที่ 8% ยกตัวอย่าง หากคุณมีพอร์ตที่ต้องดูแล 100 ล้านบาท หากสิ้นปีพอร์ตคุณเกิน 112 ล้านบาทก็เรียกว่าเกินเป้า และหาก ณ จุดเวลาใด หากพอร์ตแตะ 92 ล้านบาท เท่ากับว่าคุณต้องปิดโต๊ะ และหยุด Trade ทันที เพราะขาดทุนถึงจุด Stop Loss แล้ว สำหรับงาน Trader ในธนาคารพาณิชย์ก็มักจะฝังตัวอยู่กับแผนก Treasury เช่นกัน แต่ผลิตภัณฑ์หลัก ๆ จะเป็น ตราสารหนี้ และ Derivatives เช่น Interest Rate Swap, FX Swap, รวมไปถึงการ trade เงินตราต่างประเทศ ซึ่งแต่ละปีคุณก็มักจะได้ Budget (กำไร) มาเป็นเป้าหมายเช่นกัน โดยถ้าคุณทำการ draw เงินเพื่อนำมาลงทุนก็จะมีการคิดต้นทุนของเงินทุนที่คุณกู้มาด้วย สำหรับผลตอบแทนจากการ Trade หลัก ๆ แบ่งออกเป็น ผลตอบแทนจากการถือครอง Position ซึ่งเรียกว่า “Carry” และกำไร (Capital Gain) งานในสาย Trader นี้คุณจะต้องมีความกล้าตัดสินใจสูง มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะการ Valuation และที่สำคัญคือต้องมีวินัย (Discipline) ในการทำงาน โดยเฉพาะการทำกำไร / ตัดขาดทุน เพราะหากคุณขาดวินัย และปล่อยให้อารมณ์เข้าครองงำ นั่นอาจจะหมายถึงความเสียหายอย่างมากต่อองค์กรที่คุณทำงาน
งาน Investment Banker (IB)
สำหรับงานสายสุดท้ายที่จะมาเล่าให้ฟังคืองานสายวาณิชธนกิจ ( Investment Bank – IB) ถ้าทำงาน IB ที่โบรคเกอร์งานหลัก ๆ คือการทำ deal ที่หลากหลาย เช่น การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering – IPO), การควบรวกิจการ (Merger & Acquisition), การปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) สำหรับงาน IB ที่ทำบนธนาคารก็ฝังตัวอยู่กับแผนก Treasury เช่นกัน บางทีจะตั้งชื่อแผนกว่า DCM (Debt-Capital Market) ซึ่งงานก็มีอย่างหลากหลายเช่นกัน เช่นการระดมทุนผ่านตราสารหนี้, Syndicated Loan เป็นต้น สำหรับงานในสาย IB เท่าที่คุยกับเพื่อน คุณสมบัตสำคัญคือความ “ถึก” และ “อึด” โดยเวลาทำ Deal หลาย ๆ ครั้งจะต้องมีการแข่งขันที่สูงมาก และต้องทำงานแข่งกับเวลา การทำงาน IB จะมีงานเอกสาร และงานกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแต่ละ Deal ที่ได้ทำจะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ใน “เชิงลึก” กันอุตสาหกรรมนั้น ๆ และผลตอบแทนที่บริษัทที่คุยทำงานจะให้กับคุณ ก็จะคิดจากค่า Fee ที่แผนกคุณได้สร้างให้กับบริษัท คือมีการ Profit Sharing คล้าย ๆ กับงาน Sale เช่นเดียวกัน
ผู้เขียนหวังว่าทั้งสองบทความเรื่องโอกาสในสายงานด้านลงทุนทั้งด้าน Sell Side และ Buy Side จะช่วยเป็นข้อมูล หรือแนวทางประกอบให้กับท่านที่สนใจไม่มาก ก็น้อย โดย คุณสามารถคุยกับเราในเรื่องอาชีพในสายงานการเงินได้ที่เวบบอร์ดเพื่อนักลงทุนไทย http://fundmanagertalk.com/forum/career/ โดยสามารถ Login ได้โดยใช้ Social Networking Account เช่น Facebook หรือ Twitter สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ขอบคุณมากๆครับสำหรับบทความนี้
พอดีผมกำลังสนใจเรื่องการลงทุนและเพิ่งจะศึกษาด้วยตนเองได้ไม่นาน
บทความนี้ช่วยเป็นไกด์ให้ผมได้พบเป้าหมายในการทำงานในสายงานลงทุน
ซึ่งเป็นสายงานที่ชื่นชอบได้เป็นอย่างดีเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
Thanathep( Quote )
[Reply]
รบกวนถามสักนิดนะครับ
คือถ้าผมสนใจจะทำงานในสายงานลงทุนนี่ ควรศึกษาด้านไหนบ้างครับ
ปัจจุบันศึกษา เศรษฐศาสตร์การเงิน ม.รามครับ
ทำงานออแกไนซ์ไปด้วย
แต่พยายามศึกษาพื้นฐานการลงทุน จากสื่อต่างๆของตลท.
และหนังสือแนะนำเทคนิคการลงทุนและการวิเคราะห์ของนักลงทุนต่างๆ
เช่น ปีเตอร์ ลินซ์ บัฟเฟท ดร.นิเวศน์ อ.เทพ รุ่งธนาภิรมณ์ คุณสุมาอี้ เป็นต้นนะครับ
แต่ยังรู้สึกว่า พื้นฐานความรู้ด้านการเงินยังน้อยมากเลย
จึงอยากศึกษาเพิ่มเติม รบกวนช่วยแนะนำด้วยนะครับ
Thanathep( Quote )
[Reply]
แนะนำให้เริ่มสอบ CFA ไว้ครับ (ลองอ่านดูในเวบบอร์ด CareerTalk นะครับ)
อาจเหนื่อย และต้องลงทุนมาก แต่จะได้ประโยชน์เวลาสมัครงาน
ลองเปิดพอร์ตเล่นหุ้นไปด้วย ก็จะทำให้ in ขึ้นนะครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
ขอบคุณอย่างสูงครับ
พอดีเปิดพอร์ตเล่นหุ้นไว้แล้วครับ ในปีที่ผ่านมา
แล้ว CFA กับ CISA นี่แตกต่างกันมากมั้ยครับ
เวลาสมัครงานน่ะครับ พอดีที่ ตลท.เค้าแนะนำ CISA น่ะครับ
ผมไปอบรมแล้วก็สัมนาที่นั่นบ่อยๆ เพิ่งลง Turn Pro package1 ไป
ยังไม่รู้ว่าจะเข้าใจเนื้อหามากน้อยแค่ไหนเลยครับ แต่จะพยายามมากๆครับ
ยังไงจะขอเข้ามาอ่านบทความของ อ.เจษฎา เรื่อยๆนะครับ
ขอบคุณมากครับ
Thanathep( Quote )
[Reply]
เนื้อหา cfa กับ cisa ใกล้เคียงกันครับ เพียงแต่ cfa จะเป็นภาษาอังกฤษ และเวลาสอบไม่สามารถเก็บเป็น part ๆ ได้เหมือนกัน cisa ครับ
ส่วนตัวผมเชียร์ cfa มากกว่าเพราะเป็นที่ยอมรับของบริษัททั่วโลกครับ เหนื่อยทีเดียวไปเลย
FundTalk( Quote )
[Reply]
อ.เจษฏาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผมมากเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
Thanathep( Quote )
[Reply]
ยินดีครับ
หากมีคำถาม หรือความรู้ดี ๆ ในประเด็นอื่น สามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้ที่ เวบบอร์ด นะครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
สอบถามหน่อยครับ สนใจอยากเป็นนายหน้าขายหุ้น
จำเป็นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างคับ
ตอนนี้เรียน MBA Finance อยู่ ตั้งใจจะสอบ CFA
ขอบคุณมากครับ บทความดีมากๆ
eakite( Quote )
[Reply]
ต้องเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบสื่อสารกับลูกค้า
ยิ่งถ้ามี network รู้จักกับคนที่เล่นหุ้นอยู่เยอะ ๆ ก็ยิ่งดีครับ
ในเรื่องวิชาการ การเรียน MBA และสอบ CFA ผมคิดว่าเป็นความคิดที่ดีครับ จริงแล้วจะลองทำดูก่อนจะไปเรียนต่อก็น่าสนใจนะครับซักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นประสบการณ์
FundTalk( Quote )
[Reply]
ขอบคุณมากสำหรับคำตอบและบทความดีๆ ครับ
eakite( Quote )
[Reply]
จบป ตรี เศรษฐศาสตร์ minor finance ค่ะ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี
อยากทำ IB
อาจารย์พอจะทราบว่ามีhouseไหนรับป ตรี บ้างไหมคะ
คือหนูอยากทำงานก่อน 2-3ปีก่อนเรียนต่อโท
ถ้ายังทำIBเลยไม่ได้ อาจารย์คิดว่าสายงานไหนที่จะเป็นพื้นฐานที่ดีเพื่อทำIBในอนาคตคะ
และระหว่างนี้ควรสอบ CFA เก็บไว้เลยไหมคะ
IB( Quote )
[Reply]
FundTalk Reply:
March 18th, 2012 at 22:31
เห็นด้วยที่จะทำงานก่อนซักหน่อยก่อนจะไปเรียนโท เพราะจะทำให้เปิดมุมมองเรามากขึ้นเยอะครับ
ลองสมัคร IB ดูนะครับ ตำแหน่ง junior ก็มี ถ้า IB ไม่ได้ ลองสมัครตำแหน่ง IB ใน Treasury Department ของ Bank ดูนะครับ บางทีเค้าก็เรียกว่า DCM (Debt Capital Market)
ถ้า IB ยังไม่ได้ลองสมัครงานนักวิเคราะห์ตามโบรคเกอร์ดูครับ พอจะเป็นพื้นฐานได้
ส่วนการสอบ CFA เก็บไว้ เป็นความคิดที่ดีแน่นอนครับ อีกตัวนึงที่ควรดูคือ FA License ครับ
FundTalk( Quote )
[Reply]
ถ้าพึงจบการเงินมาอยากทำงานด้านสายงานลงทุนควรเริ่มทำงานตำแหน่งไหนก่อนดีค่ะ
bbb( Quote )
[Reply]
Leave your response!
5-minute with FundManagerTalk.com ตอน "จัดพอร์ตลงทุนรับปีมังกรทอง" มาดูกันครับว่าแนวโน้มตลาดการลงทุนปีมังกรพ่นเสียงหัวเราะ
Login
Categories
Authors
- Arsa (12)
- FundTalk (50)
- Keng (23)
- krit587 (2)
- Mr.Messenger (13)
- Roj (14)
- Setha (8)
- Tikamporn (4)
Powered by Authors WidgetRecent Comments
FundTalk Links
Powered by
Investment Sites
Tags
UserOnline
recent posts
Most Commented
Most Viewed
Switch to our mobile site
Powered by WordPress | Log in | Entries (RSS) | Comments (RSS) | Arthemia theme by Michael HutagalungSwitch to our mobile site