InvestmentTalk – เงินปันผล สำหรับหุ้นปันผล และหุ้นเติบโต

InvestmentTalk – เงินปันผล สำหรับหุ้นปันผล และหุ้นเติบโต

หุ้นปันผลกับหุ้นเติบโตมีลักษณะที่แตกต่างกันคือ โดยปกติหุ้นปันผลคือบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำไร(Payout ratio) และหากเทียบกับราคาหุ้นก็อยู่ในระดับที่สูง (Dividend yield) เช่นกัน บริษัทลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างจะอิ่มตัว ต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการค่อนข้างต่ำ ทำให้มีเงินสดเหลือเยอะจึงจ่ายเงินปันผลออกมาค่อนข้างมาก สำหรับหุ้นเติบโตคือบริษัทที่อยู่ในช่วงขยายกิจการ ต้องการเงินลงทุนสูง มีอัตราการเติบโตของกำไรที่มากแต่อัตราการจ่ายเงินปันผลก็จะน้อยกว่าหุ้นปันผล

การลงทุนสำหรับหุ้นปันผลหรือว่าหุ้นเติบโตลักษณะใดให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากัน เป็นสิ่งที่ตอบได้ได้ยากเพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นปันผลปกติราคาหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่าและผลตอบแทนที่ได้จะมาจากเงินปันผลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปกติบริษัทจะจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ผลตอบแทนสำหรับหุ้นปันผลจะไม่หวือหวาเพราะกำไรบริษัทค่อนข้างคงที่หรือการเติบโตของกำไรอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่สำหรับหุ้นเติบโตนั้นผลตอบแทนที่ได้มักมาจากราคาหุ้นและมีความตื่นเต้นกว่าเพราะมีกำไรเติบโตมาก หากเราเชื่อว่าราคาหุ้นมีทิศทางเดียวกับกำไรของบริษัท ดังนั้นหุ้นเติบโตน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นปันผล แต่หากเราสรุปแบบนั้นมันก็จะลำเอียงเกินไปหากไม่ได้พิจารณาความเสี่ยงด้วย

หุ้นปันผลกับหุ้นเติบโตเมื่อเปรียบเทียบความถูกแพงในเชิง PE หุ้นเติบโตมักจะมี PE ที่สูงกว่าหุ้นปันผล เพราะนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของกำไรที่สูงกว่า แต่หากบริษัทไม่สามารถเติบโตได้ตามนักลงทุนคาดหวัง ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้มากกว่าหุ้นปันผล หากเปรียบเทียบในเชิง PB เป็นการเปรียบเทียบที่ยากที่จะบอกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะหุ้นปันผลบางครั้งก็มี PB ที่สูงเนื่องจากการจ่ายเงินปันผลที่สูงทำให้มูลค่าทางบัญชี (ฺBook value) ไม่เพิ่มขึ้น

บริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโตพอถึงจุดๆหนึ่งบริษัทจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและกลายเป็นหุ้นปันผลในที่สุด เพราะความต้องการเงินลงทุนที่น้อยลง และมีเงินสดเพิ่มมากขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นในอนาคต สำหรับหุ้นปันผลอาจกลายเป็นหุ้นที่เติบโตได้ถ้ามีการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจ โดยการขยายธุรกิจหลักๆจะมี 2 ประเภท คือขยายธุรกิจเดิมที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นอยู่แล้วเพื่อกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นหรือการขยายสินค้าใหม่เพื่อจับกลุ่มตลาดเดิมหรือตลาดใหม่ ส่วนการเติบโตอีกลักษณะหนึ่งคือการขยายธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม เงินลงทุนมักจะสูงกว่าการขยายธุรกิจในแบบแรก และความเสี่ยงก็สูงกว่าเพราะเป็นธุรกิจที่บริษัทนั้นไม่มีความรู้ความชำนาญมาก่อน

หากพิจารณาการลงทุน ผมมักจะได้คำถามว่าควรซื้อหุ้นปันผลหรือว่าหุ้นเติบโตดี เป็นคำตอบที่ยากเพราะหุ้นทั้งสองมีลักษณะที่แตกต่างกันในเรื่องของเงินปันผล การเติบโตของกำไร และความเสี่ยง ซึ่งเราต้องพิจารณาถึงผลตอบแทนว่าเราชอบความสม่ำเสมอของผลตอบแทนสำหรับหุ้นปันผลหรือว่าผลตอบแทนจากราคาหุ้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของเราที่ยอมรับได้ อีกประเด็นควรพิจารณาด้วยคือ การนำเงินปันผลที่ได้จากหุ้นทั้งสองไปลงทุนต่อ (Reinvestment) หากเราคิดว่าเรามีความสามารถในการนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าบริษัทเติบโตที่นำผลกำไรไปลงทุนต่อ เราควรที่จะเลือกลงทุนในหุ้นปันผลเพราะจะเป็นแหล่งเงินทุนให้เราได้นำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงเพิ่มขึ้น แต่หากเราคิดว่าการนำเงินปันผลนั้นไปลงทุนต่อได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าบริษัทหุ้นเติบโต เราก็ควรลงทุนในหุ้นเติบโตแทนที่จะนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนเอง

การลงทุนในหุ้นทั้งสองแบบนี้ ผมคิดว่าถ้านักลงทุนสามารถหาบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูงและมีการเติบโตที่สูงเช่นกัน  ถือว่าเจอหุ้นสุดยอด ซึ่งอาจขัดกับหลักการข้างต้นที่หุ้นเติบโตมักจ่ายเงินปันผลน้อย แต่หากพิจารณาบริษัทที่จ่ายปันผลในระดับสูงแล้วมีการลงทุนเพื่อขยายกิจการเพิ่มแต่ใช้เงินลงทุนต่ำโดยให้ผลตอบแทนที่สูงเนื่องจากมีตลาดรองรับที่แน่นอนอยู่แล้ว หรือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าบริษัทคู่แข่ง เป็นต้น ผมเรียกว่า “หุ้นปันผลเติบโต” จงถือมันไว้เพราะว่าในที่สุดมันจะเป็นหุ้นจ่ายปันผลที่สุดยอดเลยเมื่อมันเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวอีกครั้ง

 

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

CareerTalk – คุณสมบัติ 12 ประการของผู้จัดการกองทุนที่ดี

อาชีพผู้จัดการกองทุน เป็นอาชีพหนึ่งที่หลายๆคนใผ่ฝัน เป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง เพราะต้องบริหารจัดการเงินของผู้อื่น วันนี้ผมมีคำแนะนำดีๆจากหนังสือ ลงทุนสวนกระแสอย่าง…แอนโทนี โบลตัน (INVESTING ...

About Setha

คุณ เศรษฐา ปวีณอภิชาต จบการศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีประสบการณ์การทำงานด้านวิศวกรติดตั้งระบบสื่อสาร ในตำแหน่งวิศวรกร กับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง และบริษัทเนทแอนคอนเทนด์ (ไทยแลนด์) รวมระยะเวลาการทำงาน 3 ปี จากนั้นคุณ เศรษฐาได้ทำกาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจสาขาด้านการเงิน ที่สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และเริ่มทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 ในตำแหน่งนักวิเคราะห์การลงทุน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุน ตราสารทุนภายในประเทศ