EconomicTalk – คิดๆ เขียนๆ … ใครได้ใครเสียจากการคุ้มครองเงินฝาก

InvestmentTalk – หลุมพรางของราคาเป้าหมาย
09/08/11
InvestmentTalk – ปรับกลยุทธ์ลงทุนกับ @FundTalk ตอน “ข่าวดีคือไม่มีข่าวร้าย”
04/09/11

11 สิงหาคม 2554 เป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 (“กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก”) กำหนดให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency หรือ “DPA”) ลดวงเงินการคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 50 ล้า่นบาท/คน/สถาบันการเงิน จากเดิมที่คุ้มครองเต็มจำนวน จึงขอใช้โอกาสนี้ คิดๆ เขียนๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากของไทย จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงิน


การคุ้มครองเงินฝากในประเทศไทย มีความเป็นมาอย่างไร?

ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540 ประเทศไทยไม่มีการคุ้มครองเงินฝากแต่อย่างใด ผู้ฝากเงินพิจารณาความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินและระดับอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นสำคัญ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในปี 2540 ซึ่งมีต้นตอจากปัญหาหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้สถาบันการเงินมีฐานะอ่อนแอลงอย่างมาก จนผู้ฝากเงินขาดความมั่นใจในสถาบันการเงินที่ตนฝากเงินไว้ จึงพากันถอนเงินฝากออกมาเป็นจำนวนมากในเวลาไม่นาน (Bank Run) กล่าวกันว่าในยุคนั้น สถาบันการเงินที่ล้มไปหลายสิบแห่ง เหตุไม่ได้เกิดจากปัญหาหนี้เสียจนขาดทุนมโหฬารเพียงอย่างเ้ดียว แต่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่น อีกด้วย

เพื่อบรรเทาความตื่นกลัวของผู้ฝากเงินและนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ระบบการเงินของไทยในช่วงวิกฤติ กองทุนเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund หรือ “FIDF”) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเดิมมีหน้าที่ในการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินที่ประสบปัญหา จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการค้ำประกันและจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝากเงินของสถาบันการเงิน ตั้งแต่บัดนั้น

ต่อมาในปี 2551 ภาครัฐเห็นว่า ควรจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบการคุ้มครองเงินฝากของประชาชนเป็นการเฉพาะ จึงได้ตรากฎหมายคุ้มครองเงินฝากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของ DPA และเป็นการสิ้นสุดหน้าที่การคุ้มครองเงินฝากของ FIDF ไปพร้อมกัน


DPA เอาเงินที่ไหนมาคุ้มครองเงินฝาก?

กฎหมายคุ้มครองเงินฝากในปัจจุบัน กำหนดให้สถาบันการเงิน “ที่เกี่ยวข้อง” (ธนาคารของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งเฉพาะ เช่น ธอส.  ธกส. ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้) ต้องนำส่งเงินเข้า DPA ในอัตราร้อยละ 0.2 ต่อ 6 เดือน (หรือร้อยละ 0.4 ต่อปี) ของจำนวนเงินฝากที่สถาับันการเงินมีอยู่ ซึ่งจะว่าไป ก็เหมือนเบี้ยประกันที่เอกชนต้องส่งให้รัฐ

โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 (อย่างเป็นทางการล่าสุดแล้ว) DPA มีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 38,172 ล้านบาท และหากลองคำนวณมาจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2554 DPA น่าจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 80,000 ล้านบาท (คำนวณจากยอดเงินฝากทั้งระบบสถาบันการเงินไทยซึ่งมีอยู่ประมาณ 7,000,000 ล้านบาท x 0.4% ต่อปี)

หากสถาบันการเงินใดล้มลง เงินจำนวนประมาณ 80,000 ล้านบาทนี้ (ซึ่งจะเิพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี) นี้ จะนำมาจ่ายคืนให้ผู้ฝากเงินของสถาบันการเงินนั้นๆ


แต่ละฝ่ายในระบบเศรษฐกิจ จะได้ประโยชน์จากการคุ้มครองเงินฝากอย่างไรบ้าง?

ผู้ฝากเงิน: มีความมั่นใจในการฝากเงินกับสถาบันการเงิน สบายใจว่าเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหา ก็จะมีผู้เข้ามาชดใช้ความเสียหาย

สถาบันการเงิน: เมื่อผู้ฝากเงินมีความมั่นใจ สถาบันการเงินก็สามารถระดมทุนจากประชาชนเพื่อนำไปทำธุรกิจ (หลักๆ คือปล่อยสินเชื่อ) ได้สะดวกขึ้น และมีต้นทุนการกู้ยืม (ดอกเบี้ยเงินฝาก) ต่ำ

ภาครัฐ: เมื่อผู้ฝากเงินมีความมั่นใจ ต้นทุนการกู้ยืมของสถาบันการเงินอยู่ในระดับต่ำ เสถียรภาพในระบบการเงินโดยรวมมีสูง ความเสี่ยงที่ภาครัฐจะต้องยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหาก็ลดลง (หลักๆ คือการนำเงินคงคลังอัดฉีดเข้ามาเสริมสภาพคล่องในระบบ รวมถึงการเพิ่มทุนธนาคารที่มีฐานะอ่อนแอ)


วงเงินคุ้มครองเงินฝากในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

  • ก่อนวันที่ 11 ส.ค.54: คุ้มครองไม่จำกัดจำนวนเงิน
  • วันที่ 11 ส.ค. 54 – 10 ส.ค. 55: คุ้มครอง 50 ล้านบาท/คน/สถาบันการเงิน (กระจายไปฝากได้หลายแห่ง)
  • วันที่ 11 ส.ค. 55 เป็นต้นไป: คุ้มครองลดลงเหลือ 1 ล้านบาท/คน/สถาบันการเงิน


จำนวน
ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบจากการลดวงเงินคุ้มครอง มีมากน้อยแค่ไหน?

ณ 30 มิถุนายน 2554 ประเทศไทยมีบัญชีเงินฝากทั้งสิ้น 79,699,995 บัญชี มีเงินฝากรวมกัน 7,513,868 ล้านบาท เฉลี่ย 94,277 บาท/บัญชี

  • ผู้ที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท (ได้ัรับผลกระทบตั้งแต่ 11 ส.ค.54) มีทั้งสิ้น 9,537 บัญชี คิดเป็น 0.01% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่มีเงินฝากรวมกันทั้งสิ้น 1,735,954 ล้านบาท หรือ 23.10% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด
  • ผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท (จะได้รับผลกระทบ ตังแต่ 11 ส.ค.55) มีทั้งสิ้น 969,786 บัญชี คิดเป็น 1.22% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่มีเงินฝากรวมกันทั้งสิ้น 5,249,918 ล้านบาท หรือ 69.87% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด

จะเห็นว่า จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบมีสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้น (แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินกลับเป็นสัดส่วนสูงถึง 70%)


การที่วงเงินการคุ้มครองเงินฝากจะลดลงเรื่อยๆ จะส่งผลอย่างไร? กับใครบ้าง?

ผู้ฝากเงิน:

  • ต้องมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น เกี่ยวกับสถานะทางการเงินและความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ตนเองฝากเงินอยู่
  • เศรษฐีเงินฝาก ต้องรู้จักการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ (Asset Allocation) เนื่องจากไม่สามารถกองทรัพย์สินส่วนใหญ่ไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารได้อีกต่อไป ซึ่งก็จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น การซื้อตั๋วแลกเงินของธนาคาร การลงทุนในกองทุนรวม หรือการซื้อประกันชีวิตแบบฝากเงิน

สถาบันการเงิน:

  • ต้องรักษาสถานะทางการเงินให้มั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากผู้ฝากเงิน
  • ลดภาระการจ่ายเงินนำ้เข้า DPA จากเดิมที่คำนวณจากยอดเงินฝากทั้งหมด จะลดลงเหลือเฉพาะส่วนที่อยู่ภายใต้วงเงินคุ้มครองเท่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมของสถาบันการเงินลดลง เท่ากับว่ากำไรจะสูงขึ้น

ธุรกิจกองทุนรวม:

เติบโตขึ้นต่อเนื่อง (วัดจากขนาดสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของกองทุนรวมทุกแห่ง) เนื่องจากผู้ฝากเงินต้องกระจายสินทรัพย์ออกไปลงทุนให้หลากหลายขึ้น

โดยขนาดกองทุนรวมทั้งหมดในประเทศไทย ณ ปี 2548 มีเพียง 962,021 ล้านบาท แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 2,036,809 ล้านบาท ณ ก.ค. 2554 หรือเพิ่มขึ้นถึง 111% และหากวัดจากปี 2551 ถึง ก.ค.54 ก็เพิ่มขึ้นกว่า ห้าแสนล้านบาท หรือกว่า 33%

ภาครัฐ:

ความเสี่ยงที่ต้องรับผิดชอบการใช้คืนเงินฝากให้กับประชาชนลดลง สามารถจัดสรรเงินงบประมาณไปใช้พัฒนากิจการอื่นๆ ของประเทศได้มากขึ้น


ประเด็นที่ต้องจับตาต่ิิอไป

  • ปัจจุบัน DPA ยังเก็บเงินนำส่ง (เบี้ยประกัน) จากทุกสถาบันการเงินในอัตราเดียวกัน คือ 0.4% ต่อปี ในขณะที่ความเสี่ยง ซึ่งดูจากอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันเงินแต่ละแห่ง ไม่เท่ากัน ต่อไปจึงอาจเก็บในอัตราที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะเป็นการบังคับกลายๆ ให้สถาบันการเงินต้องเร่งพัฒนาตัวเอง (เสี่ยงต่ำกว่า นำส่งเงินในอัตราต่ำกว่า ก็จะกำไรสูงกว่า)
  • สินทรัพย์ของ DPA มีเพียงประมาณ 80,000 ล้านบาท ขณะที่เงินฝากทั้งระบบมีสูงถึง 7,513,868 ล้านบาท หรือคุ้มครองได้เพียง 1.06% เท่านั้น หากสถาบันการเงินประสบปัญหาพร้อมๆ กัน อาจไม่สามารถชดเชยให้กับผู้ฝากเงินได้อย่างเพียงพอ (หากจำนวนเงินฝากคงที่ในระดับนี้ไปตลอด จะต้องใช้เวลาถึง 250 ปี กว่าที่ DPA จะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจนเท่ากับจำนวนเงินฝาก)

ซึ่งข้อความข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นความเห็นของผู้เีขียน (ยกเว้นตัวเลขต่างๆ เป็นข้อเท็จจริง) หากท่านผู้อ่านมีความเห็นเพิ่มเติมหรือแตกต่างกันอย่างไร ชวนมาแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ 🙂

SJ

————–

อ้างอิง:

Keng
Keng
คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันทำงานด้านการลงทุนอยู่ที่บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (Bangkok First Investment & Trust Public Company Limited หรือ "BFIT") ในตำแหน่ง Head of Investment Advisory Department ดูแลงานระดมทุนของบริษัท ควบกับตำแหน่ง Investment Committee ดูแลเงินลงทุนในหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ และบริหารสภาพคล่องของธุรกิจผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน ในด้านคุณวุฒิ สอบผ่านหลักสูตร Certified Investment & Securities Analyst Level 2 (CISA II) ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เป็นนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ และผู้แนะนำการลงทุนด้านตลาดทุน รวมถึงได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน SJ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท (MBA, Finance) จาก The University of Western Australia และเคยทำงานวิเคราะห์สินเชื่อลูกค้าเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

6 Comments

  1. Eung says:

    ถ้าเกิดว่ามีการบังคับใช้จริง ต่อไปจะส่งผลกระทบทำให้คนฝากเงินกับสถาบันการเงินน้อยลงแล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นแทน อย่างนี้แล้วสถาบันการเงินจะประสบปัญหาขาดเงินที่จะนำไปปล่อยกู้ต่อหรือไม่ค่ะ แล้วถ้าสถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ได้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีช่องทางในการระดมทุนจำกัดจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่อย่างไรค่ะ

  2. Keng says:

    ถ้าดูจากจำนวนเงินที่ไม่ได้รับการคุ้มครองในปี 2555 (เกิน 1 ล้านบาท/บัญชี/สถาบันการเงิน)
    ซึ่งเป็นเิงินถึง 5.25 ล้านล้านบาท ก็น่ากลัวเหมือนกันครับ

    แต่เนื่องจากจำนวนที่มากขนาดนั้น สินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงเงินฝาก ไม่น่าจะรองรับได้หมด แถมในระยะนี้สถาบันการเงินก็ยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง Credit Rating ก็อยู่ในระดับดีถึงดีมาก ผมคิดว่าเจ้าของเงินก็ยังต้องใช้บริการต่อไปล่ะครับ คนที่ฝากเงินธนาคารมาตลอดชีวิต น่าจะใช้เวลาเรียนรู้ไม่น้อยที่จะถอนเงินไปซื้อหุ้น ตราสารหนี้เอกชน หรือสินค้าโภคภัณฑ์

    ส่วนตัวสถาบันการเงินเอง เขามีช่องทางการระดมทุนหลายวิธีนอกเหนือการรับฝากเงิน เช่น การขายตั๋วแลกเงินซึ่งดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก การขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ และการเพิ่มทุน … ไม่น่าห่วงเท่าไร

    อาจมีเงินฝากบางส่วนที่ไหลออกไปลงทุนใน Money Market Fund ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าฝากธนาคารด้วยซ้ำ เพราะลงทุนในตั๋วเงินคลังและพัํนธบัตรรัฐบาลแต่ก็มีสภาพคล่องน้อยกว่าการฝากธนาคารอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อต้องการใช้เงินจะต้องรอ T+1 ส่วนการฝากธนาคาร ก็อย่างที่ทราบกันดี คือได้เงินทันที

    อย่างไรก็ดี บลจ.ส่วนใหญ่ที่ให้บริการ Money Market Fund ก็มีเจ้าของเป็นสถาบันการเงินเกือบทั้งนั้นครับ เรียกได้ว่า เขาเตรียมการมาแล้วทั้งต้นทางปลายทาง

    ทั้งนี้ กลไลที่เงินไหลไป Money Market Fund ดังกล่าว ผมเชื่อว่าได้เกิดขึ้นก่อนหน้าการบังคับใช้พรบ. เมื่อวันที่ 11 ส.ค.54 มาระยะหนึ่งแล้วครับ (กฎหมายประกาศล่วงหน้าหลายปี)

    และหากมองภาพในระยะยาว ผมเชื่อว่า “ผู้ฝากเงิน” จะมีความเป็น “นักลงทุน” มากขึ้น มีความรู้มากขึ้น และกล้ากระจายสินทรัพย์มากขึ้นครับ

  3. OH says:

    แล้วการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนกับประกันชีวิตที่เป็นรูปแบบเงินออม จะเสี่ยงไหมครับ

  4. ชอบมากๆครับ ขอเก็บไปอ่านเเละส่งต่อนะครับ ผมคิดว่ามีคนอีกเยอะต้องใช้บัตรเครดิต และความรู้บัตรเครดิตก็จำเป็นมากๆครับ ขอบคุณครับ

  5. Anonymous says:

    แต่เงินฝากที่ได้่คุ้มครองแค่30% เวลาที่ต้องสะสมเงินทุนไม่น่าถึง250ปี

  6. rsiqzsymd says:

    EconomicTalk – คิดๆ เขียนๆ … ใครได้ใครเสียจากการคุ้มครองเงินฝาก – Fund Manager Talk
    rsiqzsymd http://www.gapmne30cl4df50t13g162e148xc87m0s.org/
    [url=http://www.gapmne30cl4df50t13g162e148xc87m0s.org/]ursiqzsymd[/url]
    arsiqzsymd

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *