EconomicTalk – “GIROS CRISIS” เศรษฐกิจยุโรปจะซึมยาว และกระทบเศรษฐกิจโลก
เจษฎา สุขทิศ, CFA
จากที่คุณอาสา ได้เคยเขียนบทความเรื่อง “PIIGS : ปีเสือ แต่หมูดุกว่า” ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ที่ได้ระบุถึงปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศโปรตุเกส, ไอร์แลนด์, กรีซ, และสเปน (อ่านได้ที่ http://bit.ly/PIIGS ) จากนั้นเป็นต้นมาปัญหาของประเทศกรีซ โปรตุเกส และสเปน ก็อยู่ในความสนใจของตลาดอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ หลายชนิด ราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์, ตลาดหุ้นผันผวนอย่างมากตามข่าวของกรีซรายวันเช่นเดียวกับราคาน้ำมัน, ราคาพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการที่นักลงทุนโยกเงินหนีความเสี่ยง ขณะที่ราคาพันธบัตรของกรีซก็ปรับลงไปอย่างมาก บทความในวันนี้เป็นมุมมองใน “ระยะยาว” ประมาณ 1 ปีของผู้เขียน ต่อปัญหาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งอาจจะตรง หรือไม่ตรงกับความคิดเห็นของหลายท่าน ซึ่งสามารถร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ที่ http://fundmanagertalk.com/forum/ ครับ
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวหลังจากผ่านวิกฤต Hamburger Crisis ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจยุโรป ดูจะไม่เป็นเช่นนั้น ในขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ค่อย ๆ ทยอยปรับตัวลดลง อัตราการว่างงานของยุโรปในปี 2553 กลับทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 9 ในปีที่แล้ว ขึ้นมาเป็นร้อยละ 10 ในปีนี้ แต่ในบางประเทศสถานการณ์ร้ายแรงกว่านั้น เช่น สเปนอัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากร้อยละ 9 ในปี 2551 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 15 และ 19 ในปี 2552 และ 2553 ตามลำดับ ซึ่งการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นย่อมสอดคล้องไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในปีนี้ ปีหน้า
มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาในช่วงที่ผ่านมา เทียบได้กับมาตรการ TARP ของสหรัฐในปีที่แล้ว กล่าวคือเป็นการตั้งกองทุน มูลค่ารวมประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าพยุงค่าเงินยูโร และราคาพันธบัตร และให้ประเทศที่มีหนี้ที่ต้องชำระกู้ เป็นหลัก ทำให้ประเทศในยูโรลดโอกาสในการล้มละลาย (Debt Moratorium) ในเวลาอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในพันธบัตร และสินทรัพย์สกุลยูโร และช่วยลดปัญหา Mark to market loss สำหรับสถาบันการเงินที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลของประเทศยุโรป ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเป็น Domino
อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวผมมองว่าเป็นการ “เกาไม่ถูกที่คัน” หากเป็นเพียงมาตรการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อระบบการเงินในระยะสั้นครับ ปัญหาตอนนี้ของยุโรปคือเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่หนี้สินเยอะ วิธีแก้คือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโต หรือลดหนี้สินลง ซึ่งพูดง่าย แต่ทำยาก และมีวิธีหลายอย่าง ดังนี้
- ภาคเอกชนต้องบริโภค และลงทุนมากขึ้น (C, I) ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นยาก เพราะหนี้ภาคครัวเรือน และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง
- ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาครัฐ (G) ซึ่งจนถึงตรงนี้เป็นไปได้ยาก เพราะหลายประเทศกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องรักษาวินัยทางการคลัง และลดการขาดดุลงบประมาณ
- ลดค่าเงินอย่างมาก เพื่อให้เกินดุลการค้า (X – M) ถ้าไม่รวมกันเป็นเงินสกุลเงินเดียวกัน วิธีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูง แต่ปัญหาคือตอนนี้ใช้เงินสกุลยูโรเหมือนกันหมดทั้ง 14 ประเทศ การลดค่าเงินยูโรอาจเกิดประโยชน์กับประเทศที่มีปัญหาเช่นกรีซ แต่ก็มีโทษกับประเทศหลายประเทศเช่นเยอรมัน ที่จะทำให้หนี้ต่างประเทศทวีมูลค่าขึ้น และสินค้านำเข้าที่มีราคาแพงขึ้น รวมถึงปัญหาต่อระบบการเงินที่จะลดความเชื่อมั่นต่อสกุลยูโร
- ลดหนี้สินลง ก็คือต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้ หรืออีกคำหนึ่งก็คือ “เบี้ยวหนี้บางส่วน” แล้วเอาเงินที่ต้องชำระหนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำได้ยากเพราะเนื่องจากรวมกันเป็นสหภาพยูโร การไม่จ่ายหนี้ย่อมทำให้เกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อกลุ่มประเทศยูโรทีเดียวทั้งกลุ่ม
- เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน จากการลดค่าแรง ลดราคา ลงทำให้สินค้าของประเทศยุโรปถูกลง และส่งออกได้มากขึ้น ขณะเดียวกันให้ค่าเงินเป็นไปในทิศทางอ่อนค่า วิธีนี้ดูเหมือนเป็นทางออกที่เจ็บปวด และยาวนาน วิธีเดียว ณ จุดนี้
จากการวิเคราะห์ข้างต้น ผมมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจของยุโรป จะตกอยู่ในภาวะซึมเซาในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งผมขอตั้งชื่อว่า “GIROS Crisis” เนื่องจากวิกฤตดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศกรีซ เหมือนกับวิกฤตปี 40 ที่หลายคนชอบเรียกว่า “Tom Yum Kung Crisis” ครับ (Giros เป็นอาหารประจำชาติของกรีซ ลักษณะคล้ายเคบับของประเทศตุรกี )
ภาพ: Giros Pita, อาหารประจำชาติของประเทศกรีซ
ติดตาม และแลกเปลี่ยนบทความของคุณเจษฎา สุขทิศ, CFA ได้ผ่านทาง www.settrade.com เลือก “เว็บบล็อก” หรือติดตามภาวะการลงทุนแบบทันสถานการณ์ด้วยทวีตเตอร์ที่ http://twitter.com/FundTalk สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ…

ขอโทษนะผมค่อนข้างที่จะมีความเห็นแตกต่างๆ ในเรื่องของกรีซ ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้ เป็นปัญหาทางหนี้สาธารณะ ถ้า เปรียบเทียบกันแล้ว กับวิกฤษตใหญ่ๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปี 40 หรือ ปี 50 มันคนละเรื่องเดียวกัน การแก้ปัญหาก็ค่อนข้างที่จะแตกต่าง
อย่างแรกที่ผมเห็นค้านเนี้ย ถ้าทางศศ แล้วจะคุยกันในเรื่องของ เสถียรภาพมากกว่านะ (ไม่ลงรายละเอียด)
การมีหนี้สาธารณะจำนวณมาก หมางถึง การที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ มีการก่อหนี้มากกว่ารายได้ที่ได้จากการเก็บภาษี หรือ มีการใช้นโยบายขาดดุล อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นในส่วนของการแก้ปัญหา ถ้าหากยิ่งใช้นโยบายการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยิ่งส่งผลกระทบซ้ำเติมในเรื่องของหนี้ ที่เดิมมีมากอยู่แล้วให้ยิ่งเกิดมากขึ้นไปอีก (ถ้าหากใช้แล้วเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากมันก็โอ อยู่ แต่ปัญหา คือ จะเอาเงินมาจากไหนในการใช้นโยบายการคลัง)
ส่วนเรื่องของการลดค่าเงิน ไม่ว่ากรีซจะออกจากยูโรโซนหรือไม่ก็ตาม การลดค่าเงินเพื่อให้ส่งสินค้าได้เพิ่มขึ้นเป็นเพียง การแก้ปัญหาทางอ้อมเท่านั้น ไม่ได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะ การลดค่าเงิน จะทำให้ส่งสินค้าออกได้เพิ่มขึ้น และทำให้ ได้รับเงินตราต่างประเทศจริง(ปัญหาไม่ได้เกิดที่จุดนี้) แต่ประเทศในกลุ่มยูโรได้ปล่อยให้มีการซื้อขายและแลกเปลี่ยนแรงงานได้อย่างเสรี(นานมาก ต้องดูการจัดตั้งเป็นภาคี ยุโรป) ดังนั้น ภาษีที่จะเก็บได้ เพื่อเป็นการ ได้รับรายได้ของรัฐ จะมีน้อยมาก จากการนี้
ส่วนเรื่องการจัดตั้งกองทุน ผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาแต่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ หรือก็คือปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยมาแก้
ซึ่งการจะแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้ในยูโรโซน คงต้องมีการตั้งกฏกันเพิ่มเติมในเรื่องต่างๆของประเทศสมาชิก ในการกู้ยืม และยังมีอีกหลายๆเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่คงยังไม่ใช่ตอนนี้
ส่วนการวิเคราะห์ในภาคตลาดทุนจะง่ายกว่านี้ หากมอง tot ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เข้าใจ
jaded( Quote )
[Reply]
Leave your response!