EconomicTalk – Joseph Stiglitz เตือน ระวังเงินร้อน !

InvestmentTalk – เทคนิคลงทุนในหุ้น
10/09/09
FundTalk – กลยุทธ์การลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
24/09/09

บทความนี้เป็นมุมมองการวิเคราะห์ของผมจากการฟังการให้สัมภาษณ์ของคุณ Joseph Stiglitz ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย โดยวิเคราะห์ถึงผลกระทบของการเคลื่อนไหวของกระแสเงินโลกในปัจจุบันที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นไทย

เขาคือใคร ?

คุณ Joseph Stiglitz เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 2001 เจ้าของ “ทฤษฎีข้อมูลที่ไม่สมมาตรกัน (Theory of information Asymmetry)” ซึ่งส่งผลให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ โดยคุณ Stiglitz เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ (Chief Economist) ของธนาคารโลก (World Bank) ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้กับหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่คุณ Stiglitz ได้ตอบรับเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ( อ่านประวัติของเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Stiglitz )

ที่มาของเงินร้อน

สหรัฐอเมริกาได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการขยายงบดุลของธนาคารกลาง (FED) อย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Fund Rate) ลงไปสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์คือ 0 – 0.25% ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2551 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึง FED ที่ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินทำให้สินทรัพย์ของ FED เพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 8 แสนล้านเหรียญในปี 2551 มาเป็น 2 ล้านล้านเหรียญในปัจจุบัน (มีเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นในระบบคิดเป็นเงินไทยประมาณ 68 ล้านล้านบาท มากกว่า GDP ของประเทศไทยประมาณ 7 เท่า) โดยเงินที่อัดฉีดเข้ามาส่วนใหญ่จะผ่านมาที่สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ด้วยเป้าประสงค์ให้เกิดการปล่อยกู้ในสหรัฐฯ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะถดถอย และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ก็ได้ดำเนินนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องในลักษณะเดียวกันซึ่งก่อให้เกิดสภาพคล่องจำนวนมากในระบบการเงินของโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้นกลับไม่ได้นำไปสู่การปล่อยกู้ในสหรัฐฯเป็นหลัก แต่กลับไหลไปสู่ภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภูมิภาคเอเชีย โดยเงินส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนผ่านสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเช่น หุ้น และพันธบัตร (นับแต่ต้นปีมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท – แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินดังกล่าวมาจากสหรัฐฯ ทั้งหมด)

ปัจจัยที่ควรจับตามอง

เมื่อเงินที่ไหลเข้าตลาดทุนส่วนหนึ่งมาจากเงินที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เมื่อวิกฤตได้ผ่านพ้นไปย่อมเป็นไปได้ที่เงินเหล่านั้นจะต้องไหลกลับไปสู่แหล่งที่มา เช่นในกรณีของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีการวางแผนของการดึงเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบกลับคืนสู่ทางการไปบ้างแล้ว (Exit Strategy) ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนไทยควรให้ความสำคัญก็คือ สภาพคล่องของตลาดเงินโลก ซึ่งจะมีผลต่อตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรของไทยไม่มากก็น้อย อย่างแน่นอน ผมแนะนำให้ติดตามปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้

  1. อัตราดอกเบี้ย London Interbank Offer Rate อายุ 6 เดือน (6-month LIBOR) ซึ่งเป็น indicator สำคัญที่สะท้อนถึงสภาพคล่องของตลาดการเงินของโลก ปัจจบันอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์คือ 0.675% ณ วันที่ 15 กันยายน 2552 หากอัตราดอกเบี้ยตัวนี้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อใด ย่อมหมายถึงสภาพคล่องที่ลดลง (ดู http://www.economagic.com/libor.htm#US)

libor

ที่มา Bloomberg

  1. ขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED Balance Sheet) หาก FED เริ่มลดขนาดของสินทรัพย์ที่ถือครองเมื่อใด ย่อมหมายถึงการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ โดยปัจจุบันขนาดสินทรัพย์ที่ FED ถือครองคือประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญ ดังที่ระบุไว้ข้างต้น(ดู http://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/bst_recenttrends_accessible.htm )

fed-balance-sheet

ที่มา Macroeconomic Advisers

ผมเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลาย ๆ มองว่าอาจเกิดขึ้นในปี 2553 มีโอกาสสูงที่ธนาคารกลางหลาย ๆ แห่งทั่วโลกโดยเฉพาะ FED ที่จะทยอยดึงสภาพคล่องที่ปล่อยไปในระบบกลับคืน ซึ่งผมหวังว่ากระบวนการนั้นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนของบ้านเราอย่างมีนัยสำคัญ แต่เราอยู่บนตลาดที่การคาดการณ์ของนักลงทุนมีผลต่อราคา อาจเป็นไปได้ที่มีการเก็งถึงสภาพคล่องที่ลดลง และทำให้เกิดความผันผวนของกระแสเงินได้เช่นกัน สรุปแล้วคือ หากเราลงทุนในสิ่งที่มีความผันผวน สิ่งที่เราควรทำคือติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญต่อราคานั่นเอง ในโลกของการลงทุน “ยิ่งรู้มากกว่า ก็ยิ่งได้เปรียบ” สวัสดีครับ

FundTalk
FundTalk
คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net

4 Comments

  1. Green says:

    ผมเองก็ไม่ได้ติดตามอ่านข่าวสารอะไรมากนั้น เมื่ออ่านบทความนี้ ก็มีข้อสงสัย ดังนี้ครับ

    อเมริกากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ เท่านั้นหรือครับ เช่นอัดฉีดเงินเข้าไปให้หมุนไปหน่อย และค่อยๆ ดึงกลับ หากเศรษฐกิจ ฟื้นขึ้นมาหน่อยแล้ว ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่อเมริกา ขาดดุลการค้าต่อประเทศคู่ค้าต่างๆ ในเอเชียโดยเฉพาะ จีน ได้อยู่ดี นโยบายงบประมาณขาดดุลก็ต้องทำไปเรื่อยๆ จน ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็แบกรับภาระหนี้แบบนี้ต่อไปไม่ได้ อยู่ดี

    หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะอัดฉีดเงินไปทำไมครับ

    และ ทำไมจะต้อง ดึงเงินที่อยู่ในระบบกลับออกไป ( ดึงกลับเข้าประเทศ ) ด้วยครับ

    และหากไม่ได้ ดึงเงินออกจากระบบ ความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อในอเมริกา มากน้อยแค่ไหนกันเชียวครับ หากเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อในประเทศ เอเชียที่มีเงินไหลเข้ามา

  2. FundTalk says:

    เป็นคำถามที่ดีมากครับ แต่การตอบให้หมดทุกคำถาม ไม่ง่ายทีเดียวครับ (เข้าใจว่าคุณ Green มีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจมากทีเดียว ถ้าให้เดาน่าจะเรียนสาย Econ มา ^^)

    อเมริกาได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ครับ เพราะเป็นเจ้าของเงินสกุลหลักของโลก จึงสามารถใช้วิธีเพิ่ม Money Supply ได้ อีกทั้งหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในระดับทีพอจะก่อหนี้เพิ่มได้ (ยังน้อยกว่าญี่ปุ่นที่สูงถึง 100% GDP) ต่างกับกรณีของไทยครับ เมื่อเกิดวิกฤตเราจึงต้องรักษาวินัยการคลัง ลอยตัวค่าเงิน เพื่อให้กำไรจากการส่งออก แต่ภาคเศรษฐกิจก็ต้องเจ็บกันมาก

    ผมมองว่าวิกฤตครั้งนี้ น่าจะส่งผลหนึ่งให้การขาดดุลของอเมริกาลดลง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคอเมริกันตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่ NPL เพิ่มขึ้นมาก ยอดซื้อรถ ยอดซื้อบ้านก็ตกลงอย่างมาก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจาก Wealth ที่ลดลดจากตลาดหุ้น และตลาดอสังหาฯ ที่ราคาปรับตัวลง นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงก็จะช่วยให้ลดการขาดดุลได้อีกทางนึงครับ

    การดึงเงินกลับ น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่น่าจะเกิดเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เงินที่่ปล่อยไปในเศรษฐกิจปล่อยไปอย่างมีเงื่อนไข และวัตถุประสงค์เฉพาะครับ เช่น

    – เงินเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน – มีเงื่อนไขว่าจะให้มีการคืนเงินเพิ่มทุนดังกล่าวได้ และมีหลายแห่งเช่น Goldman Sachs ก็ได้คืนเงินดังกล่าวแล้ว

    – เงินที่ไปช่วยเหลือ AIG 85 Bil Us ก็มีแผนงานที่ทยอยขายธุรกิจของ AIG ทั่วโลกมาคืนเงินดังกล่าว

    – เงินที่เข้าไปซื้อ Asset Back Securites ที่มีปัญหา เมื่อปัญหาเริ่มหมดไป FED ก็คงทยอยลดการซื้อ

    ในเรื่องของเงินเฟ้อผมคิดว่าปีหน้าน่าจะเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางแต่ละประเทศก็จะเริ่มส่งสัญญาณต่อนักลงทุน ว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งกว่าจะขึ้นจริงผมคิดว่าน่าจะช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้าครับ

  3. Green says:

    ขอบคุณมากครับ เข้าใจเยอะขึ้นเลย

    ผมไม่ได้เรียนสาย Econ มาหรอกครับ

    แต่ช่วงนี้สนใจเรื่อง Fund Flow ตรงนี้นิดหน่อย

    เพราะเห็นตลาดหุ้นในปีนี้ขึ้นมาเยอะ

    แล้วก็ ไม่อยากเห็น Port ตัวเอง แดงๆ เหมือนช่วงต้นปีอีก

    กลัวว่าเงินไหลออกแล้ว จะกลับมาเขียวๆ เหมือนเดิมลำบากครับ

  4. Anonymous says:

    คุยกันหนุงหนิงดีครับ โดยส่วนตัวนับถือคุณ สติกลิสต์ และข้อมูลคุณเจษฎาที่แน่นเอี๊ยดดีครับ ส่วนมุมมองในฐานะนักลงทุนของคุณ Green ก็ช่วยเตือนสติให้นักลงทุนทั้งหลายระวัง กลิ่นพายุที่แฝงมาในขณะที่ท้องทะเลยังเงียบสงบครับ

    "การดึงเงินกลับ น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่น่าจะเกิดเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เงินที่่ปล่อยไปในเศรษฐกิจปล่อยไปอย่างมีเงื่อนไข"

    ซึ่งหากมีเงื่อนไขดังกล่าวจริงท่านนักลงทุนควรต้องตามสัญญาณหรือวันที่กำหนดของเงื่อนไขนั้นอย่างเจาะลึกครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.