Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
เรื่องลงทุน'ยิ่งรู้มาก..ยิ่งได้เปรียบ'
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
May 1, 2012
7:02 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

บทสัมภาษณ์ คอลัมน์ Personal Finance

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 เมษายน โดย คุณ สรวิศ อิ่มบำรุง

แปะมาให้อ่านกันครับ

http://bit.ly/Ju0Ux3

แม่ทัพใหญ่อย่างเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มีมุมมองการลงทุนอย่างไร

“อยากเห็นอาชีพผู้จัดการกองทุนในประเทศไทย...ได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ” นี่คือ หนึ่งในความฝันของ “เจษฎา สุขทิศ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล แม่ทัพใหญ่ผู้กุมบังเหียนในเรื่องการลงทุนขององค์กรแห่งนี้ในปัจจุบัน เขาไม่เพียงจะมุ่งมั่นและทุ่มเทในเส้นทางสายอาชีพของตัวเองเท่านั้น ยังอาสารับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ในตลาดทุน รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

เจษฎา บอกว่า การลงทุนเป็นไปเพื่อตอบโจทย์ความฝันในเรื่อง “อิสรภาพทางการเงิน” ของตัวเองและครอบครัวซึ่งมีตัวเลขในใจเช่นกันที่กำลังนำพาความมั่งคั่งของ ตัวเองเดินทางไปสู่จุดนั้นอยู่ การบริหารพอร์ตการลงทุนของตัวเองจะเป็นภาพรวมของทั้งครอบครัว จึงต้องดูความสมดุลทั้งครอบครัวมาเกี่ยวข้องด้วย จะดูแต่ระดับการรับความเสี่ยงเฉพาะตัวคงไม่ได้ ในขณะที่ภรรยาเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้น้อยแต่ตัวเองรับความเสี่ยงได้มาก เมื่อมาผสมกันแล้วจึงทำให้พอร์ตการลงทุนรวมออกมาค่อนข้างสมดุลพอดีมี สินทรัพย์เสี่ยงประมาณ 60% และสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำประมาณ 40% ในเรื่องของการลงทุนนั้น “ยิ่งรู้มากกว่า ยิ่งได้เปรียบ” เพราะตลาดไม่มีประสิทธิภาพ ยิ่งเรารู้ลึก รู้มาก ความได้เปรียบในการอยู่ในตลาดจะมีมากกว่า ส่วนตัวจะติดตามข่าวสารทุกวันไม่เคยหยุด อ่านทุกข่าว อ่านเนื้อหาการลงทุนในทุกสินทรัพย์ไม่เคยหยุดทั้งกลางวันหรือกลางคืน อ่านแบบจริงจังและสนุกกับมัน เสาร์อาทิตย์มีเวลาก็จะอ่านแล้วนั่งวิเคราะห์ดูหุ้นแล้วจัดทำเป็นข้อมูลเอา ไว้เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนต่อไป

 ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนจะอยู่ใน หุ้นไทยประมาณ 35% หุ้นอาเซียนและตลาดเกิดใหม่ประมาณ 15% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 10% ทองคำประมาณ 10% ที่เหลือเป็นตราสารหนี้ 30% เรียกว่ามีเงินฝากเท่าที่จำเป็นต้องมีไว้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น เพราะในหน้าที่การงานเราบริหารการลงทุนให้กับลูกค้าเต็มที่อย่างไร ในเรื่องเงินลงทุนส่วนตัวก็ต้องดูแลให้เต็มที่เช่นเดียวกัน

 “ราย ได้มาเท่าไร จะใช้เท่านี้ ที่เหลือลงทุนหมด จัดให้ครบ ก็ถือเป็นการจัดสรรเงินลงทุนที่ความเสี่ยงค่อนข้างสูงแต่ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะเงินก้อนนี้กว่าจะใช้เงินก็อีกตั้ง 10-20 ปี แผนการของผมคือยิ่งแก่ตัวขึ้นก็จะทยอยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไป เรื่อยๆ ผมจะไม่ลงทุนอะไรที่มีความเสี่ยงเลย ถ้าไม่ได้ให้ความสนใจกับตลาด “ยิ่งรู้มากกว่า ยิ่งได้เปรียบ” ถ้าเลิกดู เลิกตาม จะลงตราสารหนี้หมดเลย จะไปลงเสี่ยงทำไมเมื่อไม่สนใจในสิ่งที่เข้าไปลงทุน บางคนซื้อหุ้นเพราะมีคนกระซิบว่าให้ซื้อ แต่หุ้นราคา 20 บาท หมายความว่าไงก็ยังไม่รู้ แต่ของผมถ้าจะลงทุน คือ ต้องรู้”

 เจษฎา ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันการลงทุนทั้งหมดผ่านกองทุนรวมโดยในส่วนของกองทุนหุ้นเองนั้นจะเลือก ลงทุนในกองทุนหุ้นที่บริหารแบบเน้น “ผลตอบแทนรวม (Total Return)” ที่มองหาบริษัทที่ดีเพื่อลงทุนในระยะยาว 2-3 ปี โดยไม่ได้สนใจดัชนีว่าจะเคลื่อนไหวไปทางไหน ถ้าเลือกหุ้นถูกหุ้นดีแน่ บางปีตลาดวิ่งหุ้นพวกนี้อาจจะแพ้ตลาด แต่ในบางปีที่ตลาดลง หุ้นพวกนี้กลับชนะตลาด ส่วนตัวเชื่อในสไตล์การลงทุนแบบนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่า ผลตอบแทนในขาขึ้น คือ “การปกป้องเงินลงทุนในขาลง” มากกว่า ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าลงทุน 100 บาท ขาดทุนไป 50% เหลือเงิน 50 บาท แต่จะให้เงิน 50 บาท กลับมาเป็น 100 บาท เท่าเดิมนั้น จะต้องกำไร 100% เลยทีเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ขึ้นเยอะเท่าไร แต่อยู่ที่เวลาลง เราบริหารจัดการได้มั้ยมากกว่า

 “การจัดสรรเงินลงทุนจะต้องมีทั้ง พอร์ตการลงทุนระยะยาว (Strategic) ที่มีการจัดสรรเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระยะเวลาในการใช้เงินของตัวเอง แต่ก็ควรจะมีพอร์ตการลงทุนระยะสั้น (Tactical) เพื่อปรับเพิ่มลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในระยะสั้นภายใต้กรอบการลงทุนในระยะยาวด้วยเช่นกัน เช่น ในช่วง 1 เดือน หรือช่วง 3 เดือน เป็นต้น ถ้าเห็นว่าตลาดหุ้นไม่ดีก็ควรจะถอยออกจากหุ้นหน่อย แต่ถ้าถอยแล้วหุ้นยังลงมา เราก็ควรจะกลับไปที่ strategic คือ มุมมองระยะยาวอีกครั้ง เรียกว่าเป็นการปรับกลยุทธ์ในระยะสั้นตามภาวะตลาดแม้จะมีมุมมองในระยะยาวที่ ดีแล้วก็ตาม ก็จะช่วยให้การบริหารพอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน”

 ก่อน จากกัน เจษฎา ย้ำว่า ในเรื่องของการลงทุนสำคัญสุดจะต้อง “มีความรู้ในเรื่องการลงทุน” เพราะปัจจุบันมีข้อมูลอยู่มากมายในเรื่องของการลงทุน ไม่ว่าจะจัดกลยุทธ์การลงทุนยังไง ทั้งหมดอยู่ที่การจัดสรรองค์ความรู้ที่มีอยู่ แล้วใช้ความรู้นั้นมาตัดสินใจในเรื่องการลงทุนอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้ควบคู่กับ “วินัยการลงทุน” ด้วยเช่นกัน

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
5 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 254

Members: 2274

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 410

Posts: 1422

Administrators: FundTalk: 678