Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
Bond Trading
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
April 26, 2010
12:54 am
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

 

สวัสดีครับ

กระทู้แรกของ Thai Traders Webboard (inspired by @Qzanova)

ผมจะขอเล่าเกี่ยวกับการเทรดตราสารหนี้แบบกระชับครับ (ถ้าเขียนเป็นบทความคงจะกินเวลาหลายวัน)

พื้นฐาน Pricing ของราคา Bond ศึกษาได้จากหลายเวบครับ เช่น

http://thaibma.or.th

ใครติดตรงไหน ก็ลองมาถามกันดูครับ (เพื่อน ๆ ท่านอื่นที่ผ่านแวะมาจะช่วยกันตอบก็ได้นะครับ)

 

ตราสารหนี้เทรดกันหลัก ๆ สองแบบคือ Directional Trade กับ Relative Trade

 

April 26, 2010
1:13 am
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ก่อนอื่นต้องไหว้ครูก่อนครับ

ผมมีครูอยู่หลายคนที่สอนความรู้เรื่องการเทรด bond & IRD & CDS ฯลฯ

ตั้งแต่พี่แป้ง ซึ่งปัจจุบันไปบุกเบิกตั้งบลจ. กิมเอ็ง, พี่สุชาติ ปัจจุบันเป็น Head of Research ที่ Citi, และปัจจุบัน คือพี่อาสา เจ้าของรางวัล The Asset สองสมัย เจ้านายคนปัจจุบันของผมเองครับ

 

Directional Trade สั้น ๆ คือการเทรดตามมมุมมองตลาดครับ ถ้าคิดว่า yield จะลงก็ซื้อบอนด์ ถ้าคิดว่า yield จะขึ้นก็ขายบอนด์ (ตราสารหนี้ yield ลง ราคาขึ้น ตรงกันข้ามกับหุ้นครับ) บอนด์มันก็มีให้เทรดทั้ง curve ที่เค้าเรียกว่า yield curve บอนด์อายุยิ่งยาวเวลา yield ขยับ 1 basis point (pips) ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่า bond สั้นครับ

 

Relative Trade คือการ trade โดยมองการเปลี่ยนแปลงของ yield curve ครับการเปลี่ยนแปลง yield curve หลัก ๆ มี 2 แบบ คือ

1. Flattening คือ คือทิศทาง yield curve ที่แบนราบลง หรือมีความชันน้อยลง วิธีเทรดก็คือให้ long บอนด์ยาว และ Short บอนด์สั้น และจะกำไรถ้า curve แบนราบลง

2. Bull Steepening คือทิศทาง yield curve ที่มีความชันมากขึ้น วิธีเทรดคือตรงข้ามกับ 1. โดยจะกำไรถ้า curve ชันมากขึ้น

(เวลาเทรดแบบ relative ถ้าจะ zero duration risk ต้องทำการ match dollar duration ด้วยครับ)

 

ผมจะค่อย ๆ แชร์ไปเรื่อย ๆ ช่วงเวลาว่างครับ ยินดีหากท่านใดจะมาร่วมกันแชร์ หรือซักถามนะคับ สำหรับวันนี้ อุ่นเครื่องกันเท่านี้ก่อนละกัน

April 27, 2010
8:35 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

รออ่านอยู่นะครับ

May 1, 2010
10:37 pm
Thailand
New Member
Members
Forum Posts: 1
Member Since:
April 9, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

ตามมาด้วยคนคะ

แนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อหนึ่งค่ะ หรือ TUBBYGAL หากเจอะเจอในห้องสินธร PANTIP หรือ TWITTER บ้าง

 

ด้านการลงทุนตราสารหนี้เอง หนึ่งเองก็ถือว่าเป็นน้องใหม่สำหรับวงการนี้คะ

ด้านการเืทรดยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนาอีกเยอะคะ อาจจะแชร์ความรู้ในการวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้ได้มากกว่ามุมมองการเทรดคะ

 

เดิมทีตอนเริ่มต้นกับการลงทุนตราสารหนี้ ความรู้สำหรับเรื่องนี้เป็นศูนย์นะคะ

แต่ได้จุดเริ่มต้นกับตลาดนี้เกิดจากการสังเกตตลาดตราสารหนี้ผ่านอ่านข่าวในเวบ Bloomberg คะ

โดยพยายามอ่านและทำความเข้าใจกับข่าวตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ พยายามจับสังเกตว่า ปัจจัยอะไรมีผลต่อตลาดบ้าง แล้วผลนั้นจะกระทบอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้

 

พออ่านข่าวตลาดบ่อยๆเข้า ก็ทำควบคู่กับการหาตำราเกี่ยวกับการลงทุนตราสารหนี้มาเริ่มอ่านเอง และลองพยายามนำสิ่งที่อ่านมาทั้งหมด มาจับทางวิเคราะห์ดูกับตลาดตราสารหนี้ไทยคะ

 

สิ่งที่หนึ่งให้ความสนใจมากที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้ คือ เรื่อง Demand และ Supply ของผู้เล่นหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาด

ในเรื่องของมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย หนึ่งเชื่อว่าตลาดมักมีมุมมองไม่แตกต่างกันมากนัก อาจจะต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของเงื่อนเวลาที่จะ execute policy ต่างๆ แต่ เทรนด์มักไปทางเดียวกัน แต่ปัจจัยเรื่อง Policy Rate มักไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญบ่อยมากนัก เว้นแต่มีปัจจัยที่มากระทบต่อมุมมองตลาดในเชิงเปลี่ยนแปลง Market Expectation ของตลาดจริงๆ

 

ด้วยเหตุนี้หนึ่งจึงจะพยายามเพิ่มความสนใจ ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาดมากกว่า ดูว่า ณ ขณะนั้นความต้องการลงทุนตราสารหนี้ในตลาดมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง  รวมถึงด้านอุปทานตราสารหนี้ เราอาจจะต้องติดตามข่าวสารจากเวบสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เวบสำนักงบประมาณ ดูพฤติกรรมรายรับ-รายจ่ายของภาครัฐ บางครั้งอาจจะรวมไปถึงการพยายามอัพเดต ตัวอุปทานพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะจำนวนที่ออกนั้นมากพอที่จะกระทบตลาดได้เช่นเดียวกัน และการออกพันธบัตรของธปท. เป็นการคาดการณ์ที่ค่อนข้างยากกว่าพันธบัตรรัฐบาล

 

 

สุดท้ายนี้ หนึ่งอยากแนะนำสำหรับ มือใหม่หัดเล่นบอนด์นะคะ

http://www.thaibma.or.th/ibook.....k_main.htm

เวบข้างบนนี้ รวม E-book น่าสนใจหลายเล่มเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้ไทย รวมทั้งการลงทุน วิธีการเทรดในตลาดตราสารหนี้ด้วยคะ

 

May 3, 2010
1:09 pm
Member
Forum Posts: 4
Member Since:
October 23, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ตามมาศึกษาด้วยคนครับ พยายามทำความเข้าใจกับตลาด bond อยู่ ตอนนี้สมองทึบมากมาย Cry

May 11, 2010
4:28 pm
Ponlatat
Guest
Guests

Ponlatat said:

ครับ…ขอบคุณมากเลยครับ

เผอิญมีข้อสงสัยอีกนิดนึง เพิ่งไปอ่านเจอมา

“ถ้าหากมีพอร์ตบอน 2 พอร์ตโดยที่มี duration เท่ากัน

พอร์ต 1 ลงแบบ Bullet
พอร์ต 2 ลงแบบ Barbell

ทำไมเค้าจึงบอกว่าในกรณีที่ Yield Curve เปลี่ยนแปลงแบบชันน้อยลง แล้วพอร์ตที่ลงแบบ Barbell จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแบบ Bullet ทุกช่วงการเปลี่ยนแปลง ครับ

เค้าอธิบายเพิ่มเติมว่าการจัดแบบ Barbell จะมี convexity สูงกว่าพอร์ต Bullet ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับ

รบกวนด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ

 
FundTalk said:
สวัสดีครับ

พอร์ต Bullet โดยมากจะหมายถึงลงทุนในช่วงกลาง Yield Curve เช่น 5 ปี ครับ

พอร์ต Barbell ตัวอย่างโดยมากก็จะใช้ bond 2 กับ 10 ปีคู่กันครับ

เวลา Yield Curve ความชันน้อยลง เช่น อายุยาว yield ลงแรง ระยะสั้น yield ลงไม่เยอะ พอร์ต Barbell จะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะ yield ตัวยาวปรับลงมาก

ที่พอร์ต Barbell convexity สูงกว่าพอร์ต Bullet เป็นเพราะว่า Bond ตัวยาวมี convexity มากกว่า Bond ตัวสั้นครับ (convexity มันก็คือ differentiation ของ duration นั่นเอง)

.............................................................................................................................

ขอบคุณมากครับพี่ Fund Manager

แต่ผมขอสงสัยเพิ่มเติมนะครับ

 

ถ้างั้น พอร์ต Barbell ในอีกส่วนหนึ่งที่ลง Bond สั้นล่ะครับ ... ถ้าเป็นตัวสั้นก็แน่นอนว่ามี  convexity น้อยกว่า

ในเมื่อ Barbell มีทั้งยาวและสั้น  แล้ว convexity ของทั้งพอร์ตจะสูงกว่า Bullet ที่มี duration เท่ากันยังไงครับ

 

ขอขอบคุณล่วงหน้าอีกสักรอบ ครับCool

 

May 11, 2010
11:49 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

Chariya Pimolpaiboon said:

 

สุดท้ายนี้ หนึ่งอยากแนะนำสำหรับ มือใหม่หัดเล่นบอนด์นะคะ

http://www.thaibma.or.th/ibook.....k_main.htm

เวบข้างบนนี้ รวม E-book น่าสนใจหลายเล่มเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้ไทย รวมทั้งการลงทุน วิธีการเทรดในตลาดตราสารหนี้ด้วยคะ

 


 

ขอบอกว่าลิงค์นี้สุดยอดมากครับ ท่านนักลงทุนควร load มาอ่านครับ ของดีจริง

May 11, 2010
11:53 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

Ponlatat said:

.............................................................................................................................

ขอบคุณมากครับพี่ Fund Manager

แต่ผมขอสงสัยเพิ่มเติมนะครับ

 

ถ้างั้น พอร์ต Barbell ในอีกส่วนหนึ่งที่ลง Bond สั้นล่ะครับ ... ถ้าเป็นตัวสั้นก็แน่นอนว่ามี  convexity น้อยกว่า

ในเมื่อ Barbell มีทั้งยาวและสั้น  แล้ว convexity ของทั้งพอร์ตจะสูงกว่า Bullet ที่มี duration เท่ากันยังไงครับ

 

ขอขอบคุณล่วงหน้าอีกสักรอบ ครับCool

 


 

ขออนุญาตตอบโดยยกตัวอย่าง โดยนำมาจากเวบ http://www.bionicturtle.com ครับ

 

Assume a simple two-bond portfolio, where each bond is 50% of the portfolio.

A two-asset barbell portfolio might
combine a short-term bond (duration equals 1.0) with a long-term bond
(duration equals 30). The portfolio duration is about 15.5 (31/2 =
15.2) but the portfolio convexity is about 450 (901/2 = 450.5) because
the convexity of the 30-year bond is nearer to 900 (these are rough
estimates):

A
two-asset bullet portfolio could invest entirely in two 16-year bonds
(or one 15-year bond and one 16-year bond) with a duration of 15.5. The
bullet portfolio could be constructed to match the duration of the
barbell portfolio above. However, the convexity of the bullet portfolio
will be lower:


Therefore,
although the durations match, the barbell portfolio (and generally a
portfolio that spreads out cash flows to longer maturities) will be
still be more sensitive to interest rate changes.

June 12, 2010
8:56 pm
New Member
Members
Forum Posts: 1
Member Since:
February 6, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

อยากทราบวิธีในการคำนวณหา Expected Return ของตราสารหนี้ สามารถทำได้อย่างไรบ้างคะ

June 15, 2010
5:00 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

การลงทุนในตราสารหนี้จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการจัดสรรเงินทุน
(Asset Allocation) เนื่องจากมีลักษณะที่สำคัญคือ การให้กระแสเงินสด (Cash
flows) ที่สม่ำเสมอ อีกทั้งมีความผันผวน และค่าสหสัมพันธ์ (Correlation)
ที่ต่ำกับตราสารทุน
การจัดสรรการลงทุนในตราสารหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมี
ความผันผวนของผลตอบแทนที่ต่ำด้วย กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ (Fixed
Income Investment Strategies) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
กลยุทธ์เชิงรับ (Passive Investment Strategies) และกลยุทธ์เชิงรุก
(Active Investment Strategies) การวางกลยุทธ์แบบ passive
เป็นการวางแผนการลงทุนให้มีสัดส่วนที่สอดคล้องกับองค์ประกอบของอัตราอ้างอิง
(Benchmark) ซึ่งมีผลดีในแง่ของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ต่ำ
เจ้าของเงินลงทุนทราบ benchmark ที่จะมาเป็นตัวเปรียบเทียบที่แน่นอน
และไม่ต้องการผลตอบแทนที่เบี่ยงเบนไปจากตัว Benchmark มาก (Tracking Error
ต่ำ) ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ที่ใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Active Strategies)
เป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้
โดยจะทำการศึกษาข้อมูล กลั่นกรองในเรื่องทฤษฎีของอัตราผลตอบแทน
และการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในสภาวะต่างๆ
    ทั้งนี้แหล่งที่มาของผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ (Total Return) สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ 

1.ดอกเบี้ยที่ตราไว้ (Coupon Rate)
คือดอกเบี้ยรับ (Accrued Interests)
ที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือตราสารหนี้ไว้
และจะมีการจ่ายเมื่อครบกำหนดที่ระบุไว้สำหรับตราสารหนี้นั้นๆ ทั้งนี้
ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเพียงอย่างเดียว
อาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในท้อง
ตลาด กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น
และผู้ลงทุนมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินขึ้นมาจริงๆ
โดยที่ตราสารหนี้ที่ผู้ลงทุนถืออยู่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอน
ผู้ลงทุนก็อาจจะต้องขายตราสารหนี้ดังกล่าวก่อนครบกำหนด
ก็อาจจะเผชิญกับภาวะขาดทุน เรพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น
จะส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ลดลง

2.กำไร (หรือขาดทุน)จากส่วนต่างของราคา (Capital Gain/Loss)
คือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาตรา
สารหนี้ อย่างไรก็ตาม
ผลตอบแทนจากส่วนนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้านักลงทุนขายตราสารหนี้ออกไปในอัตราผลตอบ
แทนซึ่งเท่ากับตอนที่ซื้อมา

3.อัตราผลตอบแทนจากการนำไปลงทุนต่อ (Reinvestment Return) ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการนำอัตราผลตอบแทนจากส่วนที่ 1. และส่วนที่ 2. ไปลงทุนต่อในการลงทุนอื่น

    อาจกล่าวได้ว่าการวางกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม
ควรจะคำนึงถึงองค์ประกอบส่วนที่ 2. เป็นสำคัญ เนื่องจาก Capital Gain/Loss
จัดเป็นองค์ประกอบที่มีผลสูงสุดต่อตอบแทนสุทธิจากการลงทุน
กังนั้นกระบวนการบริหารพอร์ตตราสารหนี้จึงมุ่งเน้นการวางกลยุทธ์เพื่อให้ได้
มาซึ่งองค์ประกอบนี้ (Capital Gain) เป็นสำคัญ
ความรู้เรื่องการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้จึงถือว่าเป็นสิ่ง
ที่สำคัญที่นักลงทุนควรจะเข้าใจก่อนที่จะลงทุนในตราสารหนี้

โดย คุณวีระชาติ ชุตินันท์วโรดม

ที่มา TSI Investment Wiki

July 15, 2010
9:32 pm
Member
Members
Forum Posts: 3
Member Since:
July 15, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

ขอบคุณค้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

ผิดไม่เป็นไร "ค่าความรู้และประสบการณ์" นั้นไม่มีคำว่าแพง
March 9, 2012
10:19 pm
SilverA
Guest
Guests

สวัสดีครับ  พอดีเป็นนักศึกษา  มีความสงสัยเกี่ยวกับ bond อยากขอความรู้หน่อยครับ

convexity ของ bonds คืออะไร (อธิบายด้วยทฤษฎีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์)

 

แล้วก็สงสัยครับว่า  ถ้าเป็นกองทุนของคณะบุคคลอ่ะครับ  แล้วมีกำไรจากการขาย(capital gain)ตั๋วเงินคลัง  จะต้องเสียภาษีหรือไม่ครับ  ถ้าเสียต้องเสียเท่าไร 

ขอบคุณครับ

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
6 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 254

Members: 2265

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 409

Posts: 1421

Administrators: FundTalk: 678