Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
InvestmentTalk – แบ่งเงิน ไปซื้อ "ทอง"
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
August 23, 2009
7:46 am
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ผมได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนา “The Strategic Investment Case for Gold” ที่จัดโดย World Gold Council (http://www.gold.org/) จึงขอนำความรู้ที่ได้รับ มาวิเคราห์ให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาดูครับ
ปัจจุบัน ทองคำที่ขุดขึ้นมาบนผิวโลกมีจำนวน 163,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สมมติเราเอาทองทั้งหมดในโลกมากองรวมกันจะได้ขนาดเท่ากับตึกแถวประมาณ 3 – 4 ห้อง ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้มากเท่าไรนัก โดยจากทองคำทั้งหมดที่มี ส่วนใหญ่นำไปใช้งานใน 4 ประเภท ดังนี้


51% ใช้เป็นเครื่องประดับ
17% ถือโดยธนาคารกลางเพื่อใช้เป็นทุนสำรองในการพิมพ์เงินตรา
16% เป็นการลงทุนในรูปต่าง ๆ เช่น กองทุน ETF, ทองคำแท่ง, เหรียญทอง เป็นต้น
12% เป็นทองคำที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรม Telecom

แนวโน้มที่ดีของทองคำ

จาก ที่ได้รับฟังความรู้ในเรื่องของตลาดทอง ทั้งในเรื่องของอุปสงค์ และอุปทาน โดยละเอียด ประเด็นที่ผมเห็นว่ามีนัยสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำคือโครงสร้างความต้องการของทองที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในปี 2009 นี้

หลายท่านอาจมองว่าใน ภาวะทีเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการทองคำเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ และใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นตลาดหลักของทองคำน่าจะชะลอตัวตาม ซึ่ง “จริง” ครับ โดยในปี 2009 ความต้องการดังกล่าวปรับตัวลดลงอย่าชัดเจน อย่างไรก็ตามความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะ 1 ปีที่ผ่านมา เช่น ในไตรมาส 1 / 2552 ที่ผ่านมาผู้ซื้อทองคำหลักกลายเป็นผู้ซื้อเพื่อการลงทุนสูงถึง 59% ขณะที่ผู้ซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับ และเพื่อการอุตสาหกรรมปรับลดลงเหลือ 33% และ 8% ตามลำดับ

5 เหตุผลสนับสนุนราคาทองคำ

1. ธรรมชาติที่เป็น Safe-haven สำหรับการลงทุน เช่น ในปี 2008 ที่ผ่านมาที่ราคาของหุ้น, ที่ดิน, สินค้าโภคภัณฑ์, น้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมาก ขณะที่ราคาทองคำในปี 2008 ปรับเพิ่มขึ้นจากบาทละ 13,600 บาท เป็น 14,400 บาท คิดเป็น 10.6% และในปี 2009 ราคาทองคำก็ยังคงมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น

2. ด้วยผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ความผันผวนของทองคำยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่น รวมถึงสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ เช่นตลาดหุ้น

3. ทองคำจัดเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงที่ดี โดยหากดูจากความสัมพันธ์ของราคาทองคำเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ จะเห็นว่าบ่อยครั้งราคามีทิศทางที่สวนทางกัน เช่นราคาหุ้นกับราคาทองคำในปี 2008 ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

4. ทองคำบนโลกมีจำกัด โดย 10 ปีที่ผ่านมาปริมาณทองคำที่เหมืองทองขุดหาได้ทยอยปรับลดลงเรื่อย ๆ รวมถึงจำนวนแหล่งสายแร่ทองคำที่ค้นพบใหม่ก็ทยอยปรับลดลงจากปีละ 5 - 6 เหมือง มาเป็นปีละ 1 - 2 เหมืองในปัจจุบัน

5. เมื่อมาดูกันที่ตลาดของนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม, กองทุนบำนาญ, บริษัทประกัน ซึ่งมีขนาดประมาณ 120 – 140 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2008 ปัจจุบันเป็นการลงทุนในทองคำเพียง 0.58% หรือ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าจากข้อดีของทองคำที่มีในหลายแง่มุม 4 ข้อข้างต้น จะทำให้สัดส่วนการลงทุนในทองของสถาบันน่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน อนาคตข้างหน้า

ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ถ้า นักลงทุนสถาบันปรับเพิ่มการลงทุนในทองซัก 3 % จากเม็ดเงิน 120 – 140 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับเป็นการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับปริมาณทองที่มีอยู่บนโลกทั้งหมดในปัจจุบันพอดี ซึ่งผมเชื่อว่าความต้องการของนักลงทุนจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตครับ ดูอย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ สามารถเลือกแบ่งบางส่วนไปลงทุนในกองทุนทองคำได้ มีพนักงานหลายคนครับที่ตัดสินใจแบ่งเงินไปลงกองทุนทองคำถึง 20 – 50% (รวมทั้งตัวผมเองด้วย)

ช่องทางในการซื้อทองเพื่อลงทุน

1. ซื้อทองคำแท่ง (96.5%) - ขอแนะนำ “ฮั่ว เซ่ง เฮง” http://www.huasengheng.com/

2. ซื้อทองคำแท่ง (99.99%) - มีขายอยู่หลายเจ้าในเมืองไทยครับ ขอแนะนำ “Ausiris” http://www.ausiris.co.th/th/

3. ซื้อกองทุนทองคำ - มีหลายบลจ. เสนอขายครับ โดยส่วนใหญ่จะนำไปลงในกองทุน ETF ที่เสนอขายในต่างประเทศ ขอแนะนำ “AYF Gold Fund” http://www.ayfunds.com/th/
โทร 02 - 657 – 5757

4. ซื้อ Gold Future – อันนี้ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนลงทุนเยอะหน่อยครับ ขอแนะนำให้ศึกษาใน Thai Futures Exchnage http://www.tfex.co.th/th/produ.....tures.html

สุด ท้ายขอฝากกันด้วยรูปของ Safe House ของธนาคาร HSBC ในประเทศอังกฤษ ที่ใช้สำหรับเก็บทองคำแท่งของกองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก SPDR Gold Shares โดย State Street Advisors ครับ

โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.
ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด.

September 5, 2009
1:51 am
New Member
Members
Forum Posts: 2
Member Since:
August 29, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

วันนี้ทองราคาเริ่มขึ้นมาแล้ว

อยากรู้ว่าควรเอาทองที่มี ไปขายทำกำไรระยะสั้น หรือจะซื้อเพิ่มดีครับ

iKIK
September 5, 2009
11:31 am
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ความเห็นผม ถ้ามีอยู่แล้วถือต่อไปได้ยาว ๆ เลยครับ

ถ้ามีเงินเก็บเพิ่มในอนาคต แบ่งซักร้อยละ 10-20 ทยอยลงทุนเพิ่มในทองได้เลยครับ เพราะในระยะยาวผมมองว่าราคาจะไปได้อีกเยอะ

โดยเป้าหมายแรกอยู่ที่ 1,100 เหรียญต่อ ounce คิดเป็นราคาทองเยาวราชก็ประมาณ 17,000 บาท คิดว่าน่าจะไปถึงเป้านี้ได้ภายใน 1 ปีครับ

YellYellYell

September 19, 2009
1:42 am
Member
Members
Forum Posts: 12
Member Since:
August 29, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ทองรูปพรรณวันนี้ขายออกที่ 16,450

ใกล้จะถึงเป้าของคุณ Fundtalk แล้วครับ Wink

September 19, 2009
1:42 am
Member
Members
Forum Posts: 12
Member Since:
August 29, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ทองรูปพรรณวันนี้ขายออกที่ 16,450

ใกล้จะถึงเป้าของคุณ Fundtalk แล้วครับ Wink

September 27, 2009
8:36 am
ณธีพัฒ
Guest
Guests

"3. ทองคำจัดเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงที่ดี โดยหากดูจากความสัมพันธ์ของราคาทองคำเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ จะเห็นว่าบ่อยครั้งราคามีทิศทางที่สวนทางกัน เช่นราคาหุ้นกับราคาทองคำในปี 2008 ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น"

ชอบครับ คิดว่า หากมีความต้องการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น อย่างที่คุณ เจษฎาว่าจริงๆ ด้วยแล้วละก็ ราคาทอง 20,000 บาทอาจเห็นใน ตรุษจีนหน้าครับ

September 27, 2009
7:15 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

20,000 เลยเหรอครับ ผมว่าสูงไปนิด แต่ถ้าขึ้นไปถึงจริืงก็คงดี ^_^

ล่าสุดราคาขายทองรูปพรรณ ณ 26 ก.ย. อยู่ที่ 16300 ครับ

เพิ่มเติมให้นิดนึงครับ ราึคาทองคำของเยาวราชจะขึ้นอยู่ักับปัจจัยหลัก 2 ปัจจัยครับ

1. ราคาทองที่เป็น USD

2. ค่าเงิน USD/THB ถ้าเงินบาทแข็ง ราคาทองจะตก ถ้าเงินบาทอ่อนราคาทองจะขึ้นครับ

October 6, 2009
5:15 am
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

6 ตุลา 52

ราคาทองเป็น USD ขณะนี้ซื้อขายที่ราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว 1026 เหรียญ / ounce CoolCoolCool

October 9, 2009
9:18 am
Member
Members
Forum Posts: 15
Member Since:
October 5, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ขออนุญาตขัดจังหวะความสุขสักหน่อยนะครับ

ขอนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับทองครับ

บทความนี้เขียนโดย ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร ช่วงกลางปีที่แล้ว   

กล่าวโดยสรุป คือ ในอดีต ราคาทองมักพุ่งเป็นช่วงๆ ซึ่งหลังจากที่ราคาพุ่งแรงแล้ว ราคาก็อาจหยุดยิ่งไม่ไปไหนอีก 10-20 ปีจนทำให้ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของทองในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำ

แต่ที่ทองกำลังบูมมาก เป็นเพราะราคาทองปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีนี้ ซึ่งตามหลักจิตวิทยาการลงทุน คนเรามักเชื่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน มากกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว

เป็นเพียงอีกความเห็นหนึ่งนะครับ ไม่ได้จะชี้นำว่าควรซื้อทองหรือไม่

ทอง
Monday, 11 August 2008
ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร
 
ในช่วงนี้ทองดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนไม่น้อย  และเราก็กำลังจะมีตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าภายในเวลาไม่เกินสองเดือน   แต่ทองเป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ?  ทองคืออะไร?   มันมีคุณสมบัติอย่างไรมองในแง่การลงทุนและเรื่องอื่น?    เรามาดูกัน
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าทองเป็นธาตุ  “มหัศจรรย์”  และคนรู้จักและใช้มันมาหลายพันปีแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ 4,000-5,000 ปีมาแล้ว   คุณสมบัติที่โดดเด่นมากของทองก็คือ  มันเป็นธาตุที่ไม่เป็นสนิมเพราะมันไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดังนั้นสีทองที่แวววาวของมันจึงดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน     ว่าที่จริงสัญลักษณ์ทางเคมีของทองก็คือ  Au  ซึ่งมาจากคำว่า  Aurora ซึ่งแปลว่าแสงแห่งรุ่งอรุณหรือแสงอรุโณทัย   นอกจากความงามของเนื้อทองแล้ว   ทองยังเป็นโลหะที่มีความเหนียวเป็นพิเศษและไม่เปราะ   เราจึงสามารถตีขึ้นรูปเป็นเส้นหรือแผ่นที่บางมากอย่างไม่น่าเชื่อทำให้คนสามารถนำทองมาทำเป็นเครื่องประดับที่หรูหรามาตั้งแต่โบราณอย่างที่พบในหลุมศพบรรจุมัมมี่   สภาพทองที่เห็นยังคงงดงามเหมือนเดิมทุกอย่างในขณะที่สิ่งอื่น ๆ  ต่างก็ผุพังทรุดโทรมลง   ดังนั้น   ทองจึงเป็นสิ่งที่คนใฝ่ฝันอยู่เสมอมาจนถึงวันนี้
นอกจากการเป็นเครื่องประดับที่ทรงค่าแล้ว   ทองยังเคยเป็น  “เงิน”  หรือเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเวลานาน  ต่อมาก็มีการพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้โดยมีทองหนุนหลัง   จนถึงวันนี้ที่ทองกับเงินถูกแยกจากกันหมดแล้ว    ทองก็ยังมีบทบาททั้งทางด้านของการทำเป็นเครื่องประดับและการเป็นทรัพย์สินทรงค่าที่รัฐบาลและประชาชนจำนวนมากเก็บไว้เพื่อใช้ในยามที่ต้องการ
แต่ในแง่ของการลงทุนที่เราเน้นที่ผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในทองแล้ว   สถิติผลตอบแทนของทองซึ่งวัดจากราคาของทองที่ปรับตัวขึ้นไปในแต่ละปีกลับพบว่าทองนั้นให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก   ในช่วง 100 ถึง 200 ปีที่ผ่านมาทองนั้นให้ผลตอบแทนเพียงประมาณเท่ากับอัตราเงินเฟ้อคือน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2-3 %  ต่อปีเท่านั้น   นั่นก็คือผลตอบแทนที่คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐซึ่งมีสถิติการซื้อขายทองมายาวนาน   อย่างไรก็ตาม  ราคาของทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจจะทำให้คนคิดว่าทองเป็นสิ่งที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงเพราะราคาทองปรับขึ้นไปเฉลี่ยแล้วนับเป็นสิบสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงมีน้อยมาก     แต่นี่อาจจะเป็นภาพลวงตา   นั่นก็คือ   ทองเองก็มีช่วงเวลาที่จะ  “ฉายแสงแวววาว”   คือเป็นช่วงที่ทองให้ผลตอบแทนสูงมากในช่วงเวลาหนึ่งอย่างในช่วงนี้    แต่หลังจากการปรับตัวขึ้นไปแรงแล้ว   ทองก็อาจจะหงอยเหงาไปอีกหลายปีซึ่งทำให้คนที่ลงทุนซื้อทองในช่วงนี้ขาดทุนหรือไม่ได้ผลตอบแทนไปอีกนาน    เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับทองมาแล้วเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับหุ้นซึ่งก็มีเวลาให้ผลตอบแทนดีและเวลาที่ให้ผลตอบแทนแย่เช่นเดียวกัน
ข้อดีของทองในแง่ของการลงทุนก็คือ   ราคาหรือผลตอบแทนของทองนั้น   โดยสถิติไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้นหรือมีน้อยมาก   นั่นหมายความว่าช่วงที่หุ้นตกราคาทองอาจจะขึ้นหรือไม่ตก    นี่ทำให้การถือทองบางส่วนร่วมกับหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือกระจายความเสี่ยงเงินลงทุนของเราได้
ข้อดีของการถือทองลงทุนข้อสองก็คือ   ทองเป็น   “ของจริงที่จับต้องได้”   ไม่เหมือนหุ้นหรือตราสารการเงินอื่นที่เป็น  “กระดาษ”  หรือเป็น “ตัวเลข” ที่เรามองไม่เห็น     เราสามารถชื่นชมหรือนำทองมาลูบคลำและเกิดความอิ่มอกอิ่มใจได้ในขณะที่หลักทรัพย์นั้น  “ไม่มีตัวตน”   และเวลาที่ราคามันตกลงมามาก ๆ  เราจะพบแต่ความเศร้า    ตรงกันข้าม  ทองนั้นมักให้ความรู้สึกที่ดีและมั่นคงและราคาของมันไม่ค่อยจะตกลงมามากมายอย่างไม่มีเหตุผลเหมือนหุ้น
ข้อดีของทองทั้งสองข้อข้างต้นนั้น   โดยส่วนตัวผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยนัก   เพราะผมรู้สึกว่าการลดความเสี่ยงโดยการถือทองนั้นไม่คุ้มกับผลตอบแทนน้อยนิดที่ทองจะทำให้เราในระยะยาว  ในด้านของความรู้สึกว่าทองเป็นของจริงที่จับต้องได้นั้น   ผมเองคิดว่าหุ้นนั้นถึงจะเป็น  “กระดาษ”  แต่มันก็เป็นของจริง   มันเป็นเครื่องบอกว่าเราเป็นเจ้าของโรงงาน   ร้านค้า   หรือธุรกิจที่มีทั้งอุปกรณ์และคนทำงานอยู่จริง   ดังนั้น   เราก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจหรืออิ่มอกอิ่มใจได้เช่นกันจากการถือหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดีของทองที่ผมคิดว่ามีค่าก็คือ   มันสามารถเก็บมูลค่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงที่สุด   เพราะเราสามารถเก็บติดตัวหรือพกพามันไปที่ไหนก็ได้  พูดง่าย ๆ   ในยามที่เลวร้ายที่สุด   ทองนั้นจะยังอยู่กับเราเสมอในขณะที่ทรัพย์สินอย่างอื่นอาจจะสูญเสียหรือถูกทำลายไปได้  ดังนั้น   มันจึงเป็นเสมือน  “หลักประกัน”   ชิ้นสุดท้ายที่มีค่าที่สุด  ผมจะลองยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นได้ให้ดู
ถ้าเราเป็นคนยุโรปที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง    หุ้นของเราที่ถืออยู่อาจจะหมดค่าลงได้เพราะโรงงานของบริษัทอาจจะถูกบอมบ์จนพังทลายหมด    เช่นเดียวกัน  บ้านที่เป็นทรัพย์สินมีค่ามหาศาลก็อาจจะถูกระเบิดทำลาย    ที่ดินเองนั้น  ถึงแม้ว่าจะยังอยู่   แต่ถ้าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่กลายเป็นคอมมิวนิสต์  ที่ดินก็อาจจะถูกยึดเป็นของหลวง   แต่ถ้าเรามีทองอยู่   เราก็สามารถนำทองนั้นติดตัวและทองนั้นยังมีค่าที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือสิ่งจำเป็นอย่างอื่นได้ไม่ว่าเราจะยังอยู่ในยุโรปหรือหนีออกไปอยู่ในทวีปอื่น
ลองมาดูว่าถ้าเราอยู่ในประเทศไทยซึ่งโอกาสเจอสงครามแบบนั้นมีน้อย   แต่ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจและต้องกู้เงินมาลงทุน   วันหนึ่งธุรกิจอาจจะล้มละลายและคุณอาจถูกยึดทรัพย์   ทรัพย์สินต่าง ๆ  เช่นบ้าน  ที่ดิน  หรือหุ้นนั้นเป็นสิ่งที่มี   “ทะเบียน”  ดังนั้น  มันอาจถูกยึดไปได้   แต่ทองนั้นโอกาสที่จะถูกยึดแทบไม่มี   นี่ก็อาจจะปรับใช้ได้กับนักการเมืองที่อาจจะถูกยึดทรัพย์ได้   ในกรณีแบบนี้   ทองคือสิ่งที่จะยังอยู่   ด้วยเหตุผลดังกล่าว   สำหรับผมแล้ว   ประโยชน์ของทองนั้น   คือการที่มันเป็นเสมือนกรมธรรม์ประกันความมั่งคั่งที่เราจะต้องจ่าย  “เบี้ยประกัน”   เป็นผลตอบแทนที่น้อยลงจากการถือทอง

November 13, 2009
2:40 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

บทความอาจารย์นิเวศน์อ่านสนุกดีครับ

ผมเห็นด้วยเรื่องที่ทองเป็นเหมือนหลักประกันชิ้นสุดท้ายครับ และในอดีต

แต่ catalyst ที่ผมมองว่าราคาทองจะปรับขึ้นได้อีกเยอะ สำหรับการลงทุน 1 - 3 ปีข้างหน้า แท้จริงแล้วมาจากเรื่อง Demand & Supply ครับ

Supply : สายแร่ทองขนาดใหญ่ที่ค้นพบแต่ละปีน้อยละ

Demand : ด้านเครื่องประดับ กับอุตสาหกรรมคงที่ แต่ demand เพื่อการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญครับ

"ตลาดของนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม, กองทุนบำนาญ, บริษัทประกัน ซึ่งมีขนาดประมาณ 120 – 140 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2008 ปัจจุบันเป็นการลงทุนในทองคำเพียง 0.58% หรือ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าจากข้อดีของทองคำที่มีในหลายแง่มุม 4 ข้อข้างต้น จะทำให้สัดส่วนการลงทุนในทองของสถาบันน่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน อนาคตข้างหน้า ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ถ้า นักลงทุนสถาบันปรับเพิ่มการลงทุนในทองซัก 3 % จากเม็ดเงิน 120 – 140 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับเป็นการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับปริมาณทองที่มีอยู่บนโลกทั้งหมดในปัจจุบันพอดี ซึ่งผมเชื่อว่าความต้องการของนักลงทุนจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตครับ"

และสาเหตุที่ demand ของทองคำเพื่อการลงทุนจะปรับตัวเพิ่่มขึ้น ส่วนหนึ่่งก็มาจากผลพวงของวิกฤตที่ผ่านมา ทำให้คนแขยง risky asset และเริ่มกระจายเงินไปสู่ Low risk asset ครับ

สรุปคือผมมองว่าทองจะขึ้น เพราะคน "แบ่งเงิน ไปซื้อทอง" ตามชื่อบทความนั่นเองครับ Laugh

July 13, 2010
6:02 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

โครงสร้าง Demand & Supply ของทองคำ ล่าสุด

 

 

จะเห็นได้ชัดว่า สัดส่วนความต้องการทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับปรับลดลง ขณะที่ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังที่ผมได้ comment ไว้ในบทความเมื่อกลางปีที่แล้ว (2008) ครับ

July 15, 2010
9:28 pm
Member
Members
Forum Posts: 3
Member Since:
July 15, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

หลังจากช่วงนี้ ทำไมผมรู้สึกแปลก ๆ ว่าทองมันจะเริ่มเปลี่ยนเป้นเทรนขาลงเล็ก ๆแล้วค้าบบgold week

ผิดไม่เป็นไร "ค่าความรู้และประสบการณ์" นั้นไม่มีคำว่าแพง
July 15, 2010
10:47 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

มองดูในมุม Technical แล้วก็เห็นด้วยกับคุณ khongnoi เหมือนกันครับ

 

แวะมาบ่อยๆนะครับ

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
4 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 254

Members: 2260

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 374

Posts: 1385

Administrators: FundTalk: 678