Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
Options-Future สิ่งที่อยู่คนละด้านของเหรียญ
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
May 1, 2010
11:02 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

 

เขียนไว้นานแล้ว (ดูพ.ศ.ที่ลงก็คงรู้) สมัยนั้นคนเล่นยังไม่เยอะ เลยไม่ค่อยมีคน discuss เลยขอเอามาให้มืออาชีพช่วยชี้แนะด้วยครับ ถ้าใครเคยอ่านแล้วก็ขออภัย 

 

มีประเด็นที่ผมเขียนไม่เคลียร์ ทำให้มีคนมาต่อว่า เลยขอเคลียร์ประเด็นไว้ก่อนเลย

 

คือเรื่องของการมองว่ากำไร หรือขาดทุน ผมใช้ว่า เป็นการถือจนครบกำหนด ไม่ได้ใช้เรื่องของการปิดสถานะก่อนในตลาด ด้วยเหตุผลคือ เนื่องจากราคา

ที่มีอยู่ในตลาด มันอาจมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ด้วยเรื่องของ demand supply bid-offer spread หรือ market expectation ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมได้ ยาก (คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต)

ก็เลยใช้ว่าเป็นการรับรู้กำไรหรือขาดทุนเมื่อ expiration date เพราะอันนั้นมันของแท้แน่นอน

 

http://activities.tfex.co.th/i.....38;catid=3

May 1, 2010
11:02 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

Options-Future สิ่งที่อยู่คนละด้านของเหรียญ01/08/2008 22:21 ทั้ง options และ future เป็นการลงทุนในกลุ่ม derivative หรือเป็นการลงทุนที่มีการอ้างอิงถึงสินทรัพย์ประเภทอื่น (ในที่นี้คือดัชนีหุ้น : set50) หากมองโดยผิวเผิน ก็คงคิดว่า ทั้ง 2 อย่างเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่ในความเป็นจริง ปรัชญาในการลงทุนของทั้ง 2 อย่างกลับเป็นเรื่องที่แทบจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ใครเล่น future ?
ถ้าไม่นับ สถาบันหรือนักลงทุนที่ใช้future เป็นตัวควบคุมความเสี่ยง ก็คงต้องบอกว่า นักเล่น future เป็นคนที่ยอมรับความเสียงที่สูง (สูงกว่าหุ้น) และแน่นอน ต้องการผลตอบแทนที่มากเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น
ทำไม future ถึงเป็นการลงทุนที่ high risk- high return คำตอบก็คือ ด้วยโครงสร้างการวางเงินประกัน สัญญาละ 5 หมื่นบาท แต่ราคาจริงที่ใช้คำนวณคือ จำนวนจุดคูณด้วย 1,000 หรือถ้าคิดที่ดัชนีปัจจุบันที่ประมาณ 470 ก็คือสัญญาละ 470,000 บาท หรืออาจกล่าวได้ว่า การลงทุนใน future มี leverage ถึงเกือบ 10 เท่า (การเล่นหุ้นโดยmargin ยังมี leverage สูงสุดแค่ 1 เท่า คือ วางเงิน 100 บาท trade ได้ 200 บาท) ด้วย leverage ขนาด 10 เท่า ทำให้การที่ดัชนีขยับ 50 จุด ก็ทำให้ได้กำไร(หรือขาดทุน) 100% ทันที ซึ่งการที่ดัชนีเปลี่ยนแปลง 50 จุดใน 2-3 สัปดาห์ ไม่ใช่เรื่องยากเลย

ใครเล่น options ?
ถ้าไปอ่านเอกสารเชิญชวนให้มือใหม่เข้ามาเล่น options ก็จะได้เนื้อหาที่ว่า เป็นการลงทุนที่จำกัดความเสี่ยง (หรือความสูญเสีย) ในขณะที่ได้กำไรไม่มีที่สิ้นสุด ฟังดูก็เป็นคำโฆษณาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ (ใคร ๆ ก็ไม่อยากเสียมาก แต่ถ้าได้กำไร เท่าไรก็เอา) แต่ความจริงอย่างหนึ่ง ที่คนซื้อoptions (หรือแม้กระทั่งคนทำเอกสารเชิญชวน)อาจไม่ได้นึกถึงคือ ณ วินาทีแรก ที่คุณซื้อ options คุณอยู่ในฐานะที่ขาดทุนสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว (ที่เหลือก็วัดดวงเอาว่า ไอ้ที่บอกว่ากำไรไม่มีที่สิ้นสุด มันจะมาก่อน options หมดอายุก่อนหรือไม่)

May 1, 2010
11:03 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

ตอบ:Options-Future เหรียญที่อยู่คนละด้านกัน01/08/2008 22:22 ความพยายามอีกอย่างที่ตลาดพยายามจะใช้เพื่อดึงดูดให้คนมาเทรด options คือการที่ size หรือขนาดของ options เล็กว่า future 5 เท่า โดยหวังว่า พวกเบี้ยน้อยหอยน้อยจะเข้ามาในตลาดนี้ จะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการชวนเชื่อให้ไปเล่นหุ้นประเภท 3 ตัวบาท (ใช้เงินหมื่นบาท ซื้อหุ้นกว่า 3 หมื่นหุ้น) โดยหวังว่า คนที่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาหุ้นละ 300-400 บาทให้ไปซื้อหุ้น3ตัวบาทแทน
เซียน future หลายราย ลองเข้ามาในตลาด options และก็จากไป ด้วยความรู้สึกที่ไม่ประทับใจ ด้วยเหตุผล 2-3 ประการ เช่น
1. volume มันน้อย กำเงินมาเป็นล้าน พอไปดู bid offer ซื้อได้แค่ 5-6พัน
2. เวลากำไร จะขาย คน bid มันตั้ง bid แถวรังสิต ขายไปก็ไม่เหลือกำไร ต้องรอจนหมดอายุ จึงรับรู้กำไร อย่างนี้ก็มีความเสี่ยงในการรอคอยสิ
3. เริ่มต้นก็ต้องจ่ายค่า premium ซะแล้ว แถมแพงด้วย ต้องให้ดัชนีวิ่งไปกว่า 20 จุด จึงจะเริ่มเท่าทุน เล่นfuture ดัชนีกระดิก เกิน 1 จุด ก็ได้กำไรแล้ว (เกินคอมมิชชัน)
ด้วยเหตุผลข้างต้น เซียนหลายรายก็โบกมือลาจากไป

May 1, 2010
11:04 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

จริง ๆ แล้ว options สามารถทำกำไรได้ดีพอสมควร ถ้าเราเข้าใจมันดี โดยต้องมองว่า มันก็เป็นเครื่องมืออย่างนึงที่เติมเต็มการลงทุนให้ได้ประโยชน์ที่สุด คือไม่ว่า ดัชนีจะขึ้น จะลง จะอยู่เฉย ๆ เราก็หาเงินจากมันได้
สิ่งแรกที่นักลงทุน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรในการลงทุน ต้องตอบคำถามคือ การคาดการณ์ว่า ดัชนีจะไปทิศไหน ในเวลาที่เรากำหนด

ถ้าเรามี future อย่างเดียว เราก็จะต้องคาดการณ์ว่า set จะขึ้น หรือลง ถ้าเดาถูก ก็ได้กำไร แต่ถ้าผิด ก็ขาดทุน

options มาเติมส่วนที่ขาดตรงไหน ถ้าเกิดนักลงทุนมองว่า ดัชนีมันนิ่ง ๆ ซึม ๆ ไม่ไปไหน ล่ะ หมายความว่าเราไม่สามารถทำกำไรได้หรือ
เราสามารถใช้ options ในการหากำไรในภาวะตลาดนิ่งได้ โดยใช้กลยุทธ sell straddle หรือ sell strangle (ขายทั้ง call และ put option)
และในทางตรงกันข้าม ถ้าเราคาดการณ์ว่า มันร้อนเหลือเกิน ดัชนีต้องระเบิดไปทางใดทางหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่า จะขึ้นแรง หรือลงแรง การซื้อ straddle หรือซื้อ strangle ก็เป็นทางเลือกในกรณ๊นี้

อย่า ซื้อ options ถ้าเรามั่นใจว่าset จะไปทางไหนแน่นอน เช่น ถ้ามั่นใจว่าตลาดขึ้นแน่นอน อย่าไปหลงคำชวนเชื่อว่า จำกัดความเสียง กำไรไม่สิ้นสุด
ถ้ามั่นใจว่า set ขึ้น ให้ไป long future ถ้ามั่นใจว่า ดัชนีลง ให้ไป short future
เพราะถ้าคิดว่าดัชนีขึ้นแน่ การไปซื้อ call options ที่ ATM นั่นหมายความว่า ท่านต้องรอให้ดัชนีขึ้นไปจากที่ซื้อประมาณ 20 จุด ท่านจึงจะได้กำไร vice versa กับด้านดัชนีขาลง

May 1, 2010
11:04 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline
 
เราเริ่มที่ปัญหาแรกก่อน volume น้อย trade ได้ไม่เยอะ ข้อดีของมันก็คือว่า มันทำให้เราสร้าง port ที่กระจายความเสียงได้อย่างไม่ตั้งใจ เพราะการที่เราลงเงินได้แค่ 5-10% ของ port แล้วก็รอ มันที่ให้เราไม่ต้องใส่เงินทั้ง 100% ไปโดยที่ไม่สามารถกลับตัวได้เลย
ปัญหาที่ 2 คือ สภาพคล่องในเวลาที่จะขายเพื่อทำกำไร (หรือ stop loss เมื่อขาดทุน) วิธีการแก้ไขคือ คุณไม่จำเป็นต้องปิดสถานะด้วยตัว options ที่คุณซื้อก็ได้หนิ
เช่น ถ้าคุณซื้อ call450 แล้วดัชนีมันขึ้นไปจนได้กำไรพอควร แต่สภาพคล่องมันไม่มี ไม่มีใครbid ราคาที่เหมาะสม คุณ ก็ขาย (short) call480 สิ (จำไม่ได้ว่า มันเป็น bear call หรือ bull call แต่ช่างมันเถอะ สรุปว่าคุณ lock กำไรของคุณเรียบร้อยแล้วก็แล้วกัน)

ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่บอกว่า การทำ strategic play ไม่จำเป็นต้องทำทันทีที่คุณเข้าตลาด เช่น เราอ่านตำรามาว่า bull call ต้องซื้อโน่น ขายนี่ แต่ถ้าไปดูราคาตลาด ทำไปก็ได้กำไรไม่คุ้มค่า เราค่อย ๆ ทำทีละขาก็ได้

อีกเรื่องที่นัก trade options ควรรู้คือ การเล่น strategic play ไม่ควรทำเกิน 2 ขา ต่อ 1 ครั้ง เพราะถ้าคุณเลือกกลยุทธ์ที่ซับซ้อน (ซ่อนเงื่อน) เช่น พวก iron coridor อะไรทั้งหลายแหล่ ค่า commission จะกินกำไรของคุณหมด

May 1, 2010
11:05 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

หลักง่าย ๆ ของพวก strategic play ก็คือ
เราซื้อ options เพราะ มัน limit ความเสี่ยง step นี้เรียกว่า insure
แต่เนื่องจาก การประกันความเสี่ยงมันแพง (เห็นได้จากค่า premium ที่เราต้องจ่าย)
เราก็จะขาย options อีกตัวหนึ่ง เพื่อเอาเงินที่ขายได้มาช่วยค่า premium step นี้เรียกว่า finance
ก็เลยเป็นที่มา ของพวก bull bear หรือ ratio อะไรทั้งหลายแหล่ ที่มันก็มีแค่นี้แหละครับ คือ insure it and finance it

ปัญหาอันที่ 3 ที่เราพูดถืง คือค่า premium มันแพง ไปเล่น future ดีกว่า ทำไมเราไม่คิดกลับกันหละครับ
ถ้ามองว่าตลาดขาขึ้น
ไปซื้อ call ต้องรอให้ราคา ขึ้นจนเกิน premium (หรือจะเรียกว่า time value ก็ได้) จึงจะได้กำไร
ทำไม ไม่ ขาย put แทนล่ะ คิดดูว่า ได้เงินมาใช้ 20 จุด ถ้าคาดการณ์ไม่ผิด แต่ถ้าคาดการณ์ผิด ก็มี buffer อีก 20 จุด กว่าจะเริ่มขาดทุน (เทียบกับ long future ขาดทุนทันที่ที่ผิดทิศ)

กลายเป็นว่า คำแนะนำของ serious options trader คือ ขาย ขาย และขาย (กำไร จำกัด แต่ขาดทุนไม่จำกัด = เร้าใจกว่า) แน่นอนว่า ถ้าจะได้กำไร ต้องคาดการณ์ตลาดถูกนะครับ ถ้าคาดผิด ต่อให้เอาสูคร เทคนิคอะไรมาก็เจ๊ง

May 3, 2010
1:09 pm
Member
Members
Forum Posts: 12
Member Since:
August 29, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

อ่านสนุกดีครับ

 

แต่มีศัพท์ยาก ๆ ที่ผมไม่รู้จักอยู่มากเลย Straddle, Strangle, bull call อะไรพวกเนี้ย สำหรับตลาดไทยสามารถทำได้แล้วรึยังครับ

 

อีกอันที่่คุณบอกว่าเวลาจะปิด call แล้ว bid/offer มันห่าง ก็ให้ short call แทน

เอ แล้วมันแก้เรื่องความกว้างของ bid/offer ได้อย่างไรครับ อ่านแล้วยังงงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ นะครับ

May 3, 2010
3:04 pm
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

Humphrey said:

อ่านสนุกดีครับ

 

แต่มีศัพท์ยาก ๆ ที่ผมไม่รู้จักอยู่มากเลย Straddle, Strangle, bull call อะไรพวกเนี้ย สำหรับตลาดไทยสามารถทำได้แล้วรึยังครับ

 

อีกอันที่่คุณบอกว่าเวลาจะปิด call แล้ว bid/offer มันห่าง ก็ให้ short call แทน

เอ แล้วมันแก้เรื่องความกว้างของ bid/offer ได้อย่างไรครับ อ่านแล้วยังงงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ นะครับ


straddle =ซื้อ(หรือขาย) call และ put ที่ strike price เดียวกัน
strangle = ซื้อ(หรือขาย) call และ put ที่ strike price คนละที่กัน โดย call ที่ strike price สูงกว่า put (OTMทั้งคู่)

Bull call = buy call ที่ lower strike price และ ขาย call อีกตัวที่ higher strike price

เป็น strategic play ที่ไม่ยุ่งยากอะไรครับ หลาย ๆ คนในตลาดก็ทำอยู่แล้ว

รายละเอียด search ในวิกี โดยใช้คำ options strategies ครับ

 

เรื่อง bid offer spread เป็นดังนี้ครับ

เวลาเราซื้อ call แล้วมันขึ้นไปเรื่อย ๆ (กำไร) จะพบว่า การตั้ง bid offer จะน้อย ทำให้ spread กว้างเมื่อเทียบกับตัวที่กำลัง active คือ strikle price เท่ากับราคาดัชนีในตอนนั้น (ATM) 

ดังนั้น หากไปปิดสถานะตัวเดิม ก็อาจได้กำไรน้อยลงไป เพราะความกว้างของ spread 

จึงเสนอให้ sell call option ตัวที่ ATM ก็จะกลายเป็น bull call หรือ lock profit ไว้

หน้าตาที่ได้จะเป็นตามรูป 

June 15, 2011
1:33 am
MeMie
Guest
Guests

การเล่น strategic play ไม่ควรทำเกิน 2 ขา ต่อ 1 ครั้ง....รบกวนขยายความตรงนี้ได้ไม๊ค่ะ 

 

ขอบพระคุณมากค่ะ

MeMie

October 2, 2011
4:17 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

strategic play ต่าง ๆ จะประกอบด้วยการ trade อย่างน้อย 2 ครั้ง เช่น การ long straddle ก็คือ การซื้อ call และ ซื้อ put ที่ราคาเดียวกัน (นับเป็น 2 action) มี strategic play หลายอย่าง ที่ใช้มากกว่า 2 เช่น butterfly, iron coridor เป็นต้น  พวกนี้ต้องทำการเปิด position ถึง 4 action

คือตอนอ่านในตำรามันก็ดูดี แต่อย่าลืมว่า ตลาด option มันมีข้อด้อยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอยู่ 2 เรื่องคือ spread ที่กว้าง และ commission rate ที่สูง(เมื่อเทียบกับราคาที่เราซื้อ) ตย.เช่น

  • spread หุ้น 10 บาท spread 0.1 บาท ถ้า active คือมีคนเล่นพอควร ก็จะ fill  bid-offerเต็ม ก็คือ 1%  แต่ option ATM  ราคาbid 30 บาท  offer ประมาณ 35 บาท หรือ เกือบ 20%
  • commission หุ้น 0.15% ของ option 90 บาท  ถ้าซื้อ option ราคา 30 คิดเป็นเงิน 30X200=6000 บาท โดนค่า com 90 บาท หรือ 1.5%  แพงกว่า 10 เท่า

นั่นหมายความว่ายิ่ง trade เยอะ กำไรก็หายไปเยอะ ดังนั้น การทำ strategic play ที่มากกว่า 2 ขา ต้นทุนจาก spread และ commission จะสูง และอาจไม่คุ้ม

October 2, 2011
12:56 pm
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline
  • ที่ถูกที่สุด (ในความคิดของผม) คือ เปิดแค่ 1 action ครับ แล้วเมื่อมันขยับ เราค่อยปล่อย action ที่ 2 เช่น ถ้าเริ่มที่ long put ถ้าดัชนีตก ๆๆๆ ไปเรื่อย ๆ ถึงจุดที่เราok แล้ว ก็จะ short put ATM ตอนนั้น ก้คือมีแต่กำไรมากหรือกำไรน้อยเท่านั้น (กรณี เวลาคงเหลือยังอีกนาน time value ยังแพง) แต่หากกำไรเยอะ แต่เวลาเหลือน้อย ก็จะทำ long strangle คือ ซื้อ call ที่ ATM (ซึ่งไม่แพงมาก เพราะจะหมดอายุแล้ว) ก็เป็นการlock กำไรอีกแบบนึง
  • การเปิด action เดียว ไม่ได้แปลว่าเปิด contract เดียวนะครับ อาจ long put 20 สัญญาเลยก็ได้ ยิ่งเปิดเยอะมันก็มีเทคนิคย่อย ๆ เช่น พอดัชนีลด 10 จุด ก็ short put ATM ซะ 25% (เช่น 5 สัญญา) ถ้ามันยังลงไปอีก ก็ short put ATM อีกซัก 25% และยังลงไปอีก 10 จุด คราวนี้ short ให้หมดเลย ก็จะได้การกระจายความเสี่ยงที่ดี
October 2, 2011
1:43 pm
MeMie
Guest
Guests

สรุป กรณีที่ (1) เราจะได้ lp/sp@atm (กรณีถ้ายังมี time value และตลาดยังลงอยู่ก็ไม่เสียหายเพราะเราทำ spread ไว้) ....สวนกรณีที่ (2) ให้จับคู่ lp/lc@atm (กรณี จะหมดอายุ) คำถามสำหรับกรณีที่ (2) ที่เราเลือกเปิด lc@atm เพราะราคาไม่แพง แล้วถ้าจะเปิด sc@atm จะได้ไม๊ค่ะ (ถ้ามองตลาดยังลงอยู่แม้จะใกล้หมดอายุก็ตาม เผื่อได้เงินมาอีกซัก 5 ...งกไปไม๊เนี่ย 55555555) ที่ถามเพราะสงสัยหน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าการเปิด sc จะเสี่ยงเกินรึเป่าค่ะ แต่นั่งนึกดูก็น่าจะเปิด lc อย่างที่คุณหมอกฤต แนะนำว่าจะดีกว่าเพราะราคาตอนนั้นก็ไม่แพงแล้ว

 

ส่วนเรื่องกลยุทธ์การทำ spread แบ่งออเป็น % เนี่ย เจ๋งค่ะ ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยค่ะ คิดแต่ว่าเปิดเท่าไหร่ก็ปิดให้ครบขาทันที

 

ขออนุญาติเขียนตัวย่อนะ lc = long call, sc= short call, lp = long put , sp = short put

 

ขอบพระคุณมากค่ะ

October 2, 2011
9:21 pm
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

กรณีที่ 1 แม้ว่าจะเป็นการ long put ATM และ short put ATM แต่ต่างกรรมต่างวาระกัน จึงไม่ใช่ strike price เดียวกัน

กรณีที่ 2 ถ้าคิดจะ short call อีก นั่นก็หมายความว่ามีมุมมองว่า index ยังลงต่อ ดังนั้น ก็ไม่ใช่ strategic play เป็นแค่การเพิ่ม position ในด้านลงเท่านั้น 

การทำ strategic play หมายถึง การที่เราตัดสินใจแล้วว่า เราจะ limit exposure บางอย่าง (ทั้งในด้านบวกและด้านลบ) โดยใช้คุณสมบัติของ option  (และที่สำคัญ ต้องการลดต้นทุน ดังที่เขียนไว้ในประเด็น Insure and finance )

อย่างที่บอกก็คือ strategic play อาจทำไม่พร้อมกันทุก action  แต่การที่เราจะทำ action ที่มีผลตรงกันข้ามกับ position ที่เราเปิดไว้ตอนต้น นั่นหมายความว่าเรามีสมมุติฐานในใจว่า index มันกำลังจะเปลี่ยนทิศ เพราะถ้ามีสมมุติฐานว่า มันยังวิ่งต่อในทิศเดิม ก็ไม่ควรไปทำอะไรกับมัน ยกเว้นแต่อยากได้มากขึ้น ก็ follow ตามอีก แต่หากคิดว่ามันกำลังเปลี่ยนทิศ เราจึง take actionที่ 2

October 2, 2011
9:39 pm
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

ตัวอย่าง  ปกติ ATM ของ option จะ มี time value เดือนที่ 1 = 30 เดือนที่ 2 = 20 และเดือนสุดท้ายเท่ากับ 10 (หมายถึงต้นเดือน)

ให้ set50 อยู่ที่ 640  จะประมาณค่าเมื่อเริ่มเดือนแรก ของcall640 และ put640 ที่ 30   สมมุติว่าเราเปิด p640 ที่ 30 เสียเงินไป 30 (หรือ 30x200=6000 บาท)

ถ้าในเดือนแรก ผ่านไป 2 wk ดัชนี set50 ไปที่ 610  ATM ณเวลานั้นก็คือ 610 และให้ time value เหลือ 25 (ครึ่งนึงของเดือน)

P610 ควรจะมีราคาที่ 25  และถ้าเราคิดว่า ดัชนีมันไม่น่าจะลงอีกแล้ว และต้องการ lock กำไร เราก็ short put610 ได้เงินคืนมา 25 (หรือ 5000 บาท)

ถ้าไปทำ pay out table จะได้ว่า strategic play ที่ำเราทำ ถ้าถือจนหมดอายุ หากดัชนีต่ำกว่า 610 เราจะได้ 25 หน่วย หรือ 5000 บาท (best case) แต่หากดัชนีเด้งกลับไปสูงกว่า 635 เราจะเสีย 5 หน่วย หรือ -1000 บาท (worst case)

ประเด็นมี 

  1. ทำไมไม่ปิด P640 ไปเลย   ก็มี 2 เรื่องคือ เมื่อ ดัชนีมันลงไปถึง 610  ตัว P640 มันไม่ได้เพิ่มขึ้น 30 หน่วย แต่มันเพิ่มน้อยกว่านั้น (คุณสมบัติของ delta) ประมาณว่าเพิ่มไปซัก 20 หน่วย หากขายได้ ก็ได้กำไร 20 หน่วย หรือ 4000 บาท แต่ปัญหาคือ มันไม่ค่อยมีคนมา bid ให้เราขาย ถ้าจะขาย บางทีอาจได้น้อยกว่าที่คิด  ในขณะที่ การทำ bear put (ก็คือที่อธิบายข้างต้น)เสียส่วนต่าง spread น้อยกว่า เพราะเป็น strike price ที่ active
  2. ทำ bear put  แล้วยังมีโอกาสขาดทุนอีก 1,000 บาท อย่างนี้ทำไปทำไม   คำตอบคือ ถ้าไม่ทำ เวลาที่ดัชนีมันขึ้นกลับไปที่ 635 แล้วหมดอายุที่ตรงนั้น กลายเป็นวา เราขาดทุน 25 หน่วย หรือ 5000 บาททีเดียว

  ก็ต้องชั่งใจระหว่าง 5000/-1000 กับ  unlimit gain/-6000  ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่อย่าลืมว่า ณดัชนีที่ 610  p640 ของเรา มีกำไร ณวันหมดอายุคือ 0 บาท แต่กรณี bear put P640/P610 เรามีกำไร ณ วันหมดอายุอยู่ 5000 บาท

 ประเด็นสุดท้าย พอทำ strategic เสร็จ แล้วไงต่อ

คำตอบคือ ลืมมันไปเสีย ไปทำอย่างอื่นต่อ

ขยายเพิ่มเติมคือ

พอเราทำ strategic bear put เสร็จ  เงินส่วนนึงจะถูกกลับมาใน port ทำให้ purchasing power เราสูงขึ้น (แต่ไม่เท่ากับการขาย put ปิดสถานะเลย อันนั้นเงินกลับมาเต็มพร้อมกำไร)  เราก็ วางแผนอันใหม่ต่อ ว่าดัชนีจะขึ้นหรือลง โดยที่การตัดสินใจลงทุนครั้งใหม่ ไม่ควรจะใช้สมมุติฐานของ strategic play ชุดเดิมมาเกี่ยวข้อง เพราะชุดเดิมจบไปแล้ว เพราะหากเอามาคิด port เราจะซับซ้อนมากขึ้น และจะเริ่มงง และจะไม่รู้แล้วว่า จะทำยังไงต่อ

October 2, 2011
10:00 pm
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

แถมให้อีกหน่อย

จากตัวอย่าง ถ้าเกิดโชคดี มีคน bid  P640 และให้ราคาดี เอาซะว่า 55 หน่วย (กำไร 25 หน่วย จากดัชนีขึ้น 30 หน่วย) แต่เรายังมีมุมมองว่าดัชนีมันน่าจะลงต่อไปเรื่อย ๆ

เราอาจขาย P640 ที่ 55 และไปซื้อ P610 ที่ 25  

เห็นอะไรไหมครับ  เราเอากำไรจากการปิด position ตัวแรก มาลงในตัวที่ 2 โดยทีทุนเราไม่ต้องออกเลย นั่นหมายความว่าเรา limit loss ที่ 0 คือ เกมนี้ยังไงก็ไม่ขาดทุน ยิ่งลงต่อยิ่งกำไรเพิ่ม

อันนี้เรียก roll over strategy ครับ

อ้าวแล้วมันต่างจาก bear put อย่างไร จะใช้อันไหนเมื่อไหร่

  1.  เราทำ roll over เมื่อเรามองว่ามันยังลงอยู่ แต่เราทำ bear put ขา2 เมื่อเรามองว่ามันกำลังเปลี่ยนทิศ
  2. ต้องมีโชคในการที่มีคนมารับของเราในราคาที่ดี และเราโชคดีในการไปซื้อตัวใหม่ที่ไม่แพงเกินไป 
July 24, 2017
4:41 am
bbyqyn
Guest
Guests

JZzp3B ordvqxdnqtyy, bcnidutythfj, [link=http://jcpmkjvnccol.com/]jcpmkjvnccol[/link], http://howoartyyttz.com/

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
4 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 254

Members: 2260

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 374

Posts: 1385

Administrators: FundTalk: 678