Current User: Guest Login Register
Please consider registering


Register? | Lost Your Password?

Search Forums:


 






Wildcard Usage:
*    matches any number of characters
%    matches exactly one character

Options-Future สิ่งที่อยู่คนละด้านของเหรียญ

Add a New Topic Reply to Post
UserPost

11:02 am
May 1, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Post edited 4:05 am – May 1, 2010 by krit587


 

เขียนไว้นานแล้ว (ดูพ.ศ.ที่ลงก็คงรู้) สมัยนั้นคนเล่นยังไม่เยอะ เลยไม่ค่อยมีคน discuss เลยขอเอามาให้มืออาชีพช่วยชี้แนะด้วยครับ ถ้าใครเคยอ่านแล้วก็ขออภัย 

 

มีประเด็นที่ผมเขียนไม่เคลียร์ ทำให้มีคนมาต่อว่า เลยขอเคลียร์ประเด็นไว้ก่อนเลย

 

คือเรื่องของการมองว่ากำไร หรือขาดทุน ผมใช้ว่า เป็นการถือจนครบกำหนด ไม่ได้ใช้เรื่องของการปิดสถานะก่อนในตลาด ด้วยเหตุผลคือ เนื่องจากราคา

ที่มีอยู่ในตลาด มันอาจมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ด้วยเรื่องของ demand supply bid-offer spread หรือ market expectation ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมได้ ยาก (คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต)

ก็เลยใช้ว่าเป็นการรับรู้กำไรหรือขาดทุนเมื่อ expiration date เพราะอันนั้นมันของแท้แน่นอน

 

http://activities.tfex.co.th/i…..mp;catid=3

11:02 am
May 1, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Post edited 4:07 am – May 1, 2010 by krit587


Options-Future สิ่งที่อยู่คนละด้านของเหรียญ01/08/2008 22:21 ทั้ง options และ future เป็นการลงทุนในกลุ่ม derivative หรือเป็นการลงทุนที่มีการอ้างอิงถึงสินทรัพย์ประเภทอื่น (ในที่นี้คือดัชนีหุ้น : set50) หากมองโดยผิวเผิน ก็คงคิดว่า ทั้ง 2 อย่างเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่ในความเป็นจริง ปรัชญาในการลงทุนของทั้ง 2 อย่างกลับเป็นเรื่องที่แทบจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ใครเล่น future ?
ถ้าไม่นับ สถาบันหรือนักลงทุนที่ใช้future เป็นตัวควบคุมความเสี่ยง ก็คงต้องบอกว่า นักเล่น future เป็นคนที่ยอมรับความเสียงที่สูง (สูงกว่าหุ้น) และแน่นอน ต้องการผลตอบแทนที่มากเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น
ทำไม future ถึงเป็นการลงทุนที่ high risk- high return คำตอบก็คือ ด้วยโครงสร้างการวางเงินประกัน สัญญาละ 5 หมื่นบาท แต่ราคาจริงที่ใช้คำนวณคือ จำนวนจุดคูณด้วย 1,000 หรือถ้าคิดที่ดัชนีปัจจุบันที่ประมาณ 470 ก็คือสัญญาละ 470,000 บาท หรืออาจกล่าวได้ว่า การลงทุนใน future มี leverage ถึงเกือบ 10 เท่า (การเล่นหุ้นโดยmargin ยังมี leverage สูงสุดแค่ 1 เท่า คือ วางเงิน 100 บาท trade ได้ 200 บาท) ด้วย leverage ขนาด 10 เท่า ทำให้การที่ดัชนีขยับ 50 จุด ก็ทำให้ได้กำไร(หรือขาดทุน) 100% ทันที ซึ่งการที่ดัชนีเปลี่ยนแปลง 50 จุดใน 2-3 สัปดาห์ ไม่ใช่เรื่องยากเลย

ใครเล่น options ?
ถ้าไปอ่านเอกสารเชิญชวนให้มือใหม่เข้ามาเล่น options ก็จะได้เนื้อหาที่ว่า เป็นการลงทุนที่จำกัดความเสี่ยง (หรือความสูญเสีย) ในขณะที่ได้กำไรไม่มีที่สิ้นสุด ฟังดูก็เป็นคำโฆษณาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ (ใคร ๆ ก็ไม่อยากเสียมาก แต่ถ้าได้กำไร เท่าไรก็เอา) แต่ความจริงอย่างหนึ่ง ที่คนซื้อoptions (หรือแม้กระทั่งคนทำเอกสารเชิญชวน)อาจไม่ได้นึกถึงคือ ณ วินาทีแรก ที่คุณซื้อ options คุณอยู่ในฐานะที่ขาดทุนสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว (ที่เหลือก็วัดดวงเอาว่า ไอ้ที่บอกว่ากำไรไม่มีที่สิ้นสุด มันจะมาก่อน options หมดอายุก่อนหรือไม่)

11:03 am
May 1, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Post edited 4:07 am – May 1, 2010 by krit587



ตอบ:Options-Future เหรียญที่อยู่คนละด้านกัน01/08/2008 22:22 ความพยายามอีกอย่างที่ตลาดพยายามจะใช้เพื่อดึงดูดให้คนมาเทรด options คือการที่ size หรือขนาดของ options เล็กว่า future 5 เท่า โดยหวังว่า พวกเบี้ยน้อยหอยน้อยจะเข้ามาในตลาดนี้ จะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการชวนเชื่อให้ไปเล่นหุ้นประเภท 3 ตัวบาท (ใช้เงินหมื่นบาท ซื้อหุ้นกว่า 3 หมื่นหุ้น) โดยหวังว่า คนที่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาหุ้นละ 300-400 บาทให้ไปซื้อหุ้น3ตัวบาทแทน
เซียน future หลายราย ลองเข้ามาในตลาด options และก็จากไป ด้วยความรู้สึกที่ไม่ประทับใจ ด้วยเหตุผล 2-3 ประการ เช่น
1. volume มันน้อย กำเงินมาเป็นล้าน พอไปดู bid offer ซื้อได้แค่ 5-6พัน
2. เวลากำไร จะขาย คน bid มันตั้ง bid แถวรังสิต ขายไปก็ไม่เหลือกำไร ต้องรอจนหมดอายุ จึงรับรู้กำไร อย่างนี้ก็มีความเสี่ยงในการรอคอยสิ
3. เริ่มต้นก็ต้องจ่ายค่า premium ซะแล้ว แถมแพงด้วย ต้องให้ดัชนีวิ่งไปกว่า 20 จุด จึงจะเริ่มเท่าทุน เล่นfuture ดัชนีกระดิก เกิน 1 จุด ก็ได้กำไรแล้ว (เกินคอมมิชชัน)
ด้วยเหตุผลข้างต้น เซียนหลายรายก็โบกมือลาจากไป

11:04 am
May 1, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Post edited 4:08 am – May 1, 2010 by krit587


จริง ๆ แล้ว options สามารถทำกำไรได้ดีพอสมควร ถ้าเราเข้าใจมันดี โดยต้องมองว่า มันก็เป็นเครื่องมืออย่างนึงที่เติมเต็มการลงทุนให้ได้ประโยชน์ที่สุด คือไม่ว่า ดัชนีจะขึ้น จะลง จะอยู่เฉย ๆ เราก็หาเงินจากมันได้
สิ่งแรกที่นักลงทุน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรในการลงทุน ต้องตอบคำถามคือ การคาดการณ์ว่า ดัชนีจะไปทิศไหน ในเวลาที่เรากำหนด

ถ้าเรามี future อย่างเดียว เราก็จะต้องคาดการณ์ว่า set จะขึ้น หรือลง ถ้าเดาถูก ก็ได้กำไร แต่ถ้าผิด ก็ขาดทุน

options มาเติมส่วนที่ขาดตรงไหน ถ้าเกิดนักลงทุนมองว่า ดัชนีมันนิ่ง ๆ ซึม ๆ ไม่ไปไหน ล่ะ หมายความว่าเราไม่สามารถทำกำไรได้หรือ
เราสามารถใช้ options ในการหากำไรในภาวะตลาดนิ่งได้ โดยใช้กลยุทธ sell straddle หรือ sell strangle (ขายทั้ง call และ put option)
และในทางตรงกันข้าม ถ้าเราคาดการณ์ว่า มันร้อนเหลือเกิน ดัชนีต้องระเบิดไปทางใดทางหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่า จะขึ้นแรง หรือลงแรง การซื้อ straddle หรือซื้อ strangle ก็เป็นทางเลือกในกรณ๊นี้

อย่า ซื้อ options ถ้าเรามั่นใจว่าset จะไปทางไหนแน่นอน เช่น ถ้ามั่นใจว่าตลาดขึ้นแน่นอน อย่าไปหลงคำชวนเชื่อว่า จำกัดความเสียง กำไรไม่สิ้นสุด
ถ้ามั่นใจว่า set ขึ้น ให้ไป long future ถ้ามั่นใจว่า ดัชนีลง ให้ไป short future
เพราะถ้าคิดว่าดัชนีขึ้นแน่ การไปซื้อ call options ที่ ATM นั่นหมายความว่า ท่านต้องรอให้ดัชนีขึ้นไปจากที่ซื้อประมาณ 20 จุด ท่านจึงจะได้กำไร vice versa กับด้านดัชนีขาลง

11:04 am
May 1, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Post edited 4:10 am – May 1, 2010 by krit587


 
เราเริ่มที่ปัญหาแรกก่อน volume น้อย trade ได้ไม่เยอะ ข้อดีของมันก็คือว่า มันทำให้เราสร้าง port ที่กระจายความเสียงได้อย่างไม่ตั้งใจ เพราะการที่เราลงเงินได้แค่ 5-10% ของ port แล้วก็รอ มันที่ให้เราไม่ต้องใส่เงินทั้ง 100% ไปโดยที่ไม่สามารถกลับตัวได้เลย
ปัญหาที่ 2 คือ สภาพคล่องในเวลาที่จะขายเพื่อทำกำไร (หรือ stop loss เมื่อขาดทุน) วิธีการแก้ไขคือ คุณไม่จำเป็นต้องปิดสถานะด้วยตัว options ที่คุณซื้อก็ได้หนิ
เช่น ถ้าคุณซื้อ call450 แล้วดัชนีมันขึ้นไปจนได้กำไรพอควร แต่สภาพคล่องมันไม่มี ไม่มีใครbid ราคาที่เหมาะสม คุณ ก็ขาย (short) call480 สิ (จำไม่ได้ว่า มันเป็น bear call หรือ bull call แต่ช่างมันเถอะ สรุปว่าคุณ lock กำไรของคุณเรียบร้อยแล้วก็แล้วกัน)

ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่บอกว่า การทำ strategic play ไม่จำเป็นต้องทำทันทีที่คุณเข้าตลาด เช่น เราอ่านตำรามาว่า bull call ต้องซื้อโน่น ขายนี่ แต่ถ้าไปดูราคาตลาด ทำไปก็ได้กำไรไม่คุ้มค่า เราค่อย ๆ ทำทีละขาก็ได้

อีกเรื่องที่นัก trade options ควรรู้คือ การเล่น strategic play ไม่ควรทำเกิน 2 ขา ต่อ 1 ครั้ง เพราะถ้าคุณเลือกกลยุทธ์ที่ซับซ้อน (ซ่อนเงื่อน) เช่น พวก iron coridor อะไรทั้งหลายแหล่ ค่า commission จะกินกำไรของคุณหมด

11:05 am
May 1, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Post edited 4:08 am – May 1, 2010 by krit587


หลักง่าย ๆ ของพวก strategic play ก็คือ
เราซื้อ options เพราะ มัน limit ความเสี่ยง step นี้เรียกว่า insure
แต่เนื่องจาก การประกันความเสี่ยงมันแพง (เห็นได้จากค่า premium ที่เราต้องจ่าย)
เราก็จะขาย options อีกตัวหนึ่ง เพื่อเอาเงินที่ขายได้มาช่วยค่า premium step นี้เรียกว่า finance
ก็เลยเป็นที่มา ของพวก bull bear หรือ ratio อะไรทั้งหลายแหล่ ที่มันก็มีแค่นี้แหละครับ คือ insure it and finance it

ปัญหาอันที่ 3 ที่เราพูดถืง คือค่า premium มันแพง ไปเล่น future ดีกว่า ทำไมเราไม่คิดกลับกันหละครับ
ถ้ามองว่าตลาดขาขึ้น
ไปซื้อ call ต้องรอให้ราคา ขึ้นจนเกิน premium (หรือจะเรียกว่า time value ก็ได้) จึงจะได้กำไร
ทำไม ไม่ ขาย put แทนล่ะ คิดดูว่า ได้เงินมาใช้ 20 จุด ถ้าคาดการณ์ไม่ผิด แต่ถ้าคาดการณ์ผิด ก็มี buffer อีก 20 จุด กว่าจะเริ่มขาดทุน (เทียบกับ long future ขาดทุนทันที่ที่ผิดทิศ)

กลายเป็นว่า คำแนะนำของ serious options trader คือ ขาย ขาย และขาย (กำไร จำกัด แต่ขาดทุนไม่จำกัด = เร้าใจกว่า) แน่นอนว่า ถ้าจะได้กำไร ต้องคาดการณ์ตลาดถูกนะครับ ถ้าคาดผิด ต่อให้เอาสูคร เทคนิคอะไรมาก็เจ๊ง

1:09 pm
May 3, 2010


Humphrey

Member

posts 12

อ่านสนุกดีครับ

 

แต่มีศัพท์ยาก ๆ ที่ผมไม่รู้จักอยู่มากเลย Straddle, Strangle, bull call อะไรพวกเนี้ย สำหรับตลาดไทยสามารถทำได้แล้วรึยังครับ

 

อีกอันที่่คุณบอกว่าเวลาจะปิด call แล้ว bid/offer มันห่าง ก็ให้ short call แทน

เอ แล้วมันแก้เรื่องความกว้างของ bid/offer ได้อย่างไรครับ อ่านแล้วยังงงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ นะครับ

3:04 pm
May 3, 2010


krit587

Moderator

posts 34

Humphrey said:

อ่านสนุกดีครับ

 

แต่มีศัพท์ยาก ๆ ที่ผมไม่รู้จักอยู่มากเลย Straddle, Strangle, bull call อะไรพวกเนี้ย สำหรับตลาดไทยสามารถทำได้แล้วรึยังครับ

 

อีกอันที่่คุณบอกว่าเวลาจะปิด call แล้ว bid/offer มันห่าง ก็ให้ short call แทน

เอ แล้วมันแก้เรื่องความกว้างของ bid/offer ได้อย่างไรครับ อ่านแล้วยังงงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ นะครับ


straddle =ซื้อ(หรือขาย) call และ put ที่ strike price เดียวกัน
strangle = ซื้อ(หรือขาย) call และ put ที่ strike price คนละที่กัน โดย call ที่ strike price สูงกว่า put (OTMทั้งคู่)

Bull call = buy call ที่ lower strike price และ ขาย call อีกตัวที่ higher strike price

เป็น strategic play ที่ไม่ยุ่งยากอะไรครับ หลาย ๆ คนในตลาดก็ทำอยู่แล้ว

รายละเอียด search ในวิกี โดยใช้คำ options strategies ครับ

 

เรื่อง bid offer spread เป็นดังนี้ครับ

เวลาเราซื้อ call แล้วมันขึ้นไปเรื่อย ๆ (กำไร) จะพบว่า การตั้ง bid offer จะน้อย ทำให้ spread กว้างเมื่อเทียบกับตัวที่กำลัง active คือ strikle price เท่ากับราคาดัชนีในตอนนั้น (ATM) 

ดังนั้น หากไปปิดสถานะตัวเดิม ก็อาจได้กำไรน้อยลงไป เพราะความกว้างของ spread 

จึงเสนอให้ sell call option ตัวที่ ATM ก็จะกลายเป็น bull call หรือ lock profit ไว้

หน้าตาที่ได้จะเป็นตามรูป 

Reply to Post

Reply to Topic:
Options-Future สิ่งที่อยู่คนละด้านของเหรียญ

Guest Name (Required):

Guest Email (Required):

Smileys
Confused Cool Cry Embarassed Frown Kiss Laugh Smile Surprised Wink Yell
Post New Reply

Guest URL (required)

Math Required!
What is the sum of:
8 + 11
   


About the Fund Manager Talk | คุยกับ ผู้จัดการกองทุน Forum

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 70

Currently Online:
15 Guests

Currently Browsing this Topic:
1 Guest

Forum Stats:

Groups: 1
Forums: 6
Topics: 92
Posts: 385

Membership:

There are 237 Members
There have been 56 Guests

There is 1 Admin
There are 6 Moderators

Top Posters:

chut – 15
Humphrey – 12
รักการลงทุน – 5
Q – 4
suth – 3
saruthomesite – 3

Recent New Members: elite49, chanpen, Taveesak Yensatid, xjohn, Nittaya Lerssangpetch, khongnoi

Administrators: FundTalk (204 Posts)

Moderators: krit587 (34 Posts), Keng (3 Posts), Mr.Messenger (3 Posts), Arsa (1 Post), Setha (1 Post), Chariya Pimolpaiboon (1 Post)