Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
คำถามต่อเนื่องจากบทความ "มองเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นผ่าน Yield Curve"
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
November 13, 2009
2:25 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

Sakunphat said:

ขอถามความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ไทยยุคปลายเศรษฐกิจขาลงครับ

ผมดูข้อมูลประกอบไว้ 2-3 รายการ

1. Govy Yield Curve ซึ่ง Long-end ขณะนี้เแบนราบมาก ขณะที่ TTM อายุไม่เกิน 5 ปี ค่อนข้างชัน
2. Spread ของตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านจุดกว้างสุดไปแล้วและเริ่มแคบลง (ผมดูฉพาะของ portfolio ของผมที่มี Duration ในช่วง 2-3 ปี)
3. Spread ของ Rating A- และของ BBB+ ต่างกันค่อนข้างมาก

ข้อจำกัด

1. ผมมีต้นทุนเงินทุนระดับหนึ่ง (รับเิงินฝากจากประชาชน)
2. ถ้าเกิดขาดทุน MTM จะกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
3. ถ้าการลงทุนได้ผลตอบแทนต่ำ จะกระทบต่อ NIM และกำไรสุทธิ

ที่ผ่้านมาในช่วงปลายขาลง มักจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น – สั้นมาก เช่น B/E 3-6 เดือน
และ Rollver ไปเรื่อย ๆ โดยเลี่ยงตัวกลาง (2-5 ปี) เพื่อลดโอกาสในการขาดทุน Mark-to-market กรณีที่ดอกเบี้ยขึ้น แต่ตัวยาว (6 ปีขึ้นไป) ที่ให้ YTM สูง (5.5% ขึ้นไป) ก็ยังพอซื้อได้
และเมื่อในระยะต่อไป yield curve ปรับขึ้นสูงพอสมควรแล้ว จึงเริ่มลงทุนในตัวยาว

เกิดความสงสัยว่า การหาจุดสมดุลย์ระหว่าง ความเสี่ยงด้านมูลค่าที่อาจลดลง (ผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จาก MTM) กับ ความเสี่ยงด้านรายได้ที่อาจลดลง (เนื่องจากไม่กล้าซื้อตัวยาวตั้งแต่แรก) จะใช้หลักพิจารณาอย่างไรได้บ้างครับ และมีความเห็นอย่างไรในกรณีของผม

ขอบคุณครับ 

November 13, 2009
2:32 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ตอบคุณ Sakulpat (ย้ายมาจากหน้าบทความเนื่องจากต้องการแปะรูปภาพประกอบ)

สำหรับผมมักใช้ Horizontal return analysis ครับ

Bloomberg Function : IYC9

1. เวลาทำการวิเคราะห์ให้ใส่ horizon คือ Ending date ทีืเราต้องการวิเคราะห์

2. ใส่ระดับของ Yield ของแต่ละช่วงอายุที่เราคาดว่าจะเป็น

3. บรรทัด RETURN สีน้ำเงินจะแสดง Total Return จากการลงทุนซึ่งรวมทั้งผลจาก accrue interest + capital gain / loss ครับ Wink

ไม่แน่ใจว่าตอบตรงประเด็นรึเปล่านะครับ

November 16, 2009
10:13 am
Moderator
Moderators
Forum Posts: 1
Member Since:
October 22, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

This is actually the dilemma non-life insurance companies are facing.  They want 1) interest income 2) No MTM losses.  Both worlds are not easy to be achieved in the time like this.  Curve is prone to steepening as the short-end of the curve is inching lower (from lowering inflation) and medium- to long-dated bonds continue to rise (from gov't spending).  Not much we can do amid this environment except ...

1.  Add credits:  spreads to tighten (esp. "BBB" rating) following a recovery phase.

2.  Gain exposure in Equities:  You won't make much from bonds but you do from Equities.

April 27, 2010
2:40 pm
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

เข้าใจว่า อยู่สถานะเดียวกัน เคยไปตั้งคำถามที่พันธ์ทิพย์ เลยอยากถามที่นี่ด้วยครับ

 

http://www.pantip.com/cafe/sin.....15173.html

 

รู้ว่าหาคนที่เล่นบอนด์ในนี้ได้ยาก (ส่วนใหญ่จะเป็น FM ซึ่งก็คงไม่ได้อยู่แถวนี้) แต่ไม่รู้จะไปถามใคร อยากได้ idea เลยลองมาตั้งดู
ประเด็นมีดังนี้ครับ

1. ปกติ การซื้อพันธบัตรในตลาดรอง เราก็ซื้อขายโดยระบุ YTM มากกว่าจะเป็น price (ไม่ว่าจะเป็น dirty หรือ clean)  และ หากซื้อได้ นั่นหมายความว่า เราจะได้ผลตอบแทนจากการถือตราสารหนี้ตัวนั้น เท่ากับ yield ที่เราเสนอ (โดยคิด time value ของกระแสเงินสดแล้ว) เช่น หากตกลงซื้อ LB155A ที่ 3.5% ก็จะได้ 3.5% ไปตลอดอายุ (การลงบัญชีก็คิด Amortized premium หรือ discount แล้วแต่กรณี จนค่าเป็น par ในวันหมดอายุ)

2. แม้ว่าในตำราจะบอกว่า yield curve มีหลายรูปแบบ แต่จริง ๆแล้วในภาวะปกติ มักจะเป็นรูปแบบ normal yield curve เสียเป็นส่วนใหญ่ (ผมดูมา 5 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็น YC บ้านเราเป็นแบบอื่นเลย แต่รู้สึกของ US จะมีแบบอื่น

3. มันมี technique ในการลงทุนอันนึงที่เรียกว่า riding the yield curve (เรียกถูกหรือเปล่า) คือ มองว่า ถ้าYC ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย การถือตราสารหนี้ที่เวลาผ่านไป ก็จะได้กำไรจะ yield ที่ลดลงตามเวลา
ตย. สมมุติ  วันนี้ พันธบัตรอายุ 5 ปี YTM 3.5% พันธบัตรอายุ 4 ปี YTM 3.0% เราซื้อพันธบัตรอายุ 5 ปี ที่ 3.5%
1 ปีผ่านไป YCยังเหมือนเดิมทุกประการ พันธบัตรที่เราถือ ก็จะอายุ 4 ปี และ YTM ในตลาดคือ 3.0%  (สมมุติอีกนิดนึงว่า duration = อายุ ) ก็จะได้ว่าหากเราขาย เราก็จะได้ ผลตอบแทนที่ 3.5% ของการถือมา 1 ปี รวมกับ capital gain อีก 0.5*4=2% กลายเป็นว่าเราได้ผลตอบแทน 3.5+2=5.5%

แน่นอนว่า สมมุติฐานนี้มันค่อนข้าง rigid  ที่บอกว่า YC  1 ปี ไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่หากมองอีกมุมนึงก็หมายถึงว่า การซื้อ bond ที่อยู่ในตำแหน่งที่ YC steepening มาก ๆ เราก็มีแต้มต่อพอควร แม้ว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น แต่ส่วน handicap ที่เรามีก็จะช่วยลดความเสี่ยง ร่วมกับ duration ที่ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป ก็ยิ่งที่ให้การซื้อ bond ที่ ตำแหน่งที่ YC steepening แม้ว่าจะรู้ว่าดอกเบี้ยจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น ก็ยังน่าสนใจ เพราะมี buffer ป้องกันในระดับนึง

คำถามคือ  มันมีการวัดที่เป็นรูปธรรมไหม ว่า พันธบัตรที่อายุเท่าใด ที่จะได้ข้อดีของ riding the yield curve มากที่สุด (คือเหมือนกับการคิด yield แบบที่เอา probability ของการเปลี่ยนแปลง yield มาร่วมด้วย)  เพราะศักยภาพ ของพันธบัตรที่มีแนวโน้มที่ yield จะลดลงเร็วเมื่อเวลาผ่านไป น่าจะมี ค่ามากกว่าตัวที่อยู่ในส่วน flattening curve

ช่วยสงเคราะห์หน่อยแล้วกันครับ อยากได้ความเห็นจากหลายๆ ท่าน

April 27, 2010
4:19 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

krit587 said:

เข้าใจว่า อยู่สถานะเดียวกัน เคยไปตั้งคำถามที่พันธ์ทิพย์ เลยอยากถามที่นี่ด้วยครับ

 

http://www.pantip.com/cafe/sin.....15173.html

 

รู้ว่าหาคนที่เล่นบอนด์ในนี้ได้ยาก (ส่วนใหญ่จะเป็น FM ซึ่งก็คงไม่ได้อยู่แถวนี้) แต่ไม่รู้จะไปถามใคร อยากได้ idea เลยลองมาตั้งดู

ประเด็นมีดังนี้ครับ

1. ปกติ การซื้อพันธบัตรในตลาดรอง เราก็ซื้อขายโดยระบุ YTM มากกว่าจะเป็น price (ไม่ว่าจะเป็น dirty หรือ clean)  และ หากซื้อได้ นั่นหมายความว่า เราจะได้ผลตอบแทนจากการถือตราสารหนี้ตัวนั้น เท่ากับ yield ที่เราเสนอ (โดยคิด time value ของกระแสเงินสดแล้ว) เช่น หากตกลงซื้อ LB155A ที่ 3.5% ก็จะได้ 3.5% ไปตลอดอายุ (การลงบัญชีก็คิด Amortized premium หรือ discount แล้วแต่กรณี จนค่าเป็น par ในวันหมดอายุ)

ซื้อขายโดยระบุ YTM (Yield to maturity) : ใช่ครับ

หากซื้อได้ นั่นหมายความว่า เราจะได้ผลตอบแทนจากการถือตราสารหนี้ตัวนั้น เท่ากับ yield ที่เราเสนอ : ใช่ครับ โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าคูปองที่จ่ายมาระหว่างทางจะทำการ reinvest ที่ 3.5%

 

2. แม้ว่าในตำราจะบอกว่า yield curve มีหลายรูปแบบ แต่จริง ๆแล้วในภาวะปกติ มักจะเป็นรูปแบบ normal yield curve เสียเป็นส่วนใหญ่ (ผมดูมา 5 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็น YC บ้านเราเป็นแบบอื่นเลย แต่รู้สึกของ US จะมีแบบอื่น

บ้านเราก็เคยมี inverted yield curve ครับ (มักจะเกิดชึ้นช่วงก่อน recession), inverted yield curve คือ บอนด์ตัวยาวมี yield ต่ำกว่าตัวสั้น

 

3. มันมี technique ในการลงทุนอันนึงที่เรียกว่า riding the yield curve (เรียกถูกหรือเปล่า) คือ มองว่า ถ้าYC ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย การถือตราสารหนี้ที่เวลาผ่านไป ก็จะได้กำไรจะ yield ที่ลดลงตามเวลา

ตย. สมมุติ  วันนี้ พันธบัตรอายุ 5 ปี YTM 3.5% พันธบัตรอายุ 4 ปี YTM 3.0% เราซื้อพันธบัตรอายุ 5 ปี ที่ 3.5%

1 ปีผ่านไป YCยังเหมือนเดิมทุกประการ พันธบัตรที่เราถือ ก็จะอายุ 4 ปี และ YTM ในตลาดคือ 3.0%  (สมมุติอีกนิดนึงว่า duration = อายุ ) ก็จะได้ว่าหากเราขาย เราก็จะได้ ผลตอบแทนที่ 3.5% ของการถือมา 1 ปี รวมกับ capital gain อีก 0.5*4=2% กลายเป็นว่าเราได้ผลตอบแทน 3.5+2=5.5%

แน่นอนว่า สมมุติฐานนี้มันค่อนข้าง rigid  ที่บอกว่า YC  1 ปี ไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่หากมองอีกมุมนึงก็หมายถึงว่า การซื้อ bond ที่อยู่ในตำแหน่งที่ YC steepening มาก ๆ เราก็มีแต้มต่อพอควร แม้ว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น แต่ส่วน handicap ที่เรามีก็จะช่วยลดความเสี่ยง ร่วมกับ duration ที่ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป ก็ยิ่งที่ให้การซื้อ bond ที่ ตำแหน่งที่ YC steepening แม้ว่าจะรู้ว่าดอกเบี้ยจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น ก็ยังน่าสนใจ เพราะมี buffer ป้องกันในระดับนึง

คำถามคือ  มันมีการวัดที่เป็นรูปธรรมไหม ว่า พันธบัตรที่อายุเท่าใด ที่จะได้ข้อดีของ riding the yield curve มากที่สุด (คือเหมือนกับการคิด yield แบบที่เอา probability ของการเปลี่ยนแปลง yield มาร่วมด้วย)  เพราะศักยภาพ ของพันธบัตรที่มีแนวโน้มที่ yield จะลดลงเร็วเมื่อเวลาผ่านไป น่าจะมี ค่ามากกว่าตัวที่อยู่ในส่วน flattening curve

ประทับใจคำถามนี้มากครับ ที่คุณถามเค้าเรียกว่า roll down return ครับ ซื้อในส่วนที่ steepen จะได้เปรียบถ้าเวลาผ่านไปแล้ว yield curve ยังมีรูปร่างเหมือนเดิมครับ ช่วยลดความเสี่ยงได้ (แต้มต่อ)

ส่วนพันธบัตรอายุเท่าไรจะได้ roll down (หรือที่คุณเรียกว่า riding yield curve) มากที่สุด คำตอบอยู่ที่ความเห็นสองพอดีครับ ใช้ horizontal return analysis จาก bloomberg และตั้งสมมติฐานให้รวม roll down ครับ (แต่จริง ๆ วิธีคำนวณที่คุณยกตัวอย่างก็พอใช้ประมาณได้ดีอยู่แล้วครับ)

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ามี roll down เยอะแล้วจะดีเสมอนะครับ เช่นถ้าดอกเบี้ยขาขึ้นแรง ๆ บอนด์ 5 ปีที่มี roll down เยอะ ก็จะขาดทุนมากกว่าบอนด์สั้น ๆ มากมายอยู่ดีครับ

ช่วยสงเคราะห์หน่อยแล้วกันครับ อยากได้ความเห็นจากหลายๆ ท่าน


 

ผมว่าคุณมีพื้นฐานพอสมควรเลยครับ ว่าง ๆ มาช่วยกันแชร์ความรู้ในบอร์ดนี้บ้างนะครับ (จะตั้งหัวเรื่องใหม่บ้างก็ได้) คิดว่าจะมีประโยชน์กับอีกหลาย ๆ ท่านครับ

April 28, 2010
12:17 am
Moderator
Members

Moderators
Forum Posts: 45
Member Since:
April 26, 2010
sp_UserOfflineSmall Offline

คือเข้าใจความรู้สึกของผู้ตั้งกระทู้เลยครับ

เวลาที่ครูสอน มักบอกว่า เวลาดอกเบี้ยจะขึ้้น ให้ลด duration port เพื่อลดความเสี่ยง 

แต่เวลาทำจริง เงินมันมีต้นทุนอ่ะ ขึนไปซื้อ CB14 วัน role ไปเรื่อย ๆ รอดอกเบี้ยขึ้น พอดีโดนไล่ออกไปซะก่อน 

กลายเป็นว่า ต้องมอง GB ที่มัน risk น้อย ๆ หน่อย (มี cushion สำหรับเวลาดอกเบี้ยขึ้น)

 

จะว่าไปมันก็เหมือนกับ sell option นะครับ เป็นเรื่องของเวลา time decay คือถ้าอึดผ่านไปได้ โดยที่ volatility มันไม่ชนะ handicap หรือ premium ก็ OK 

แต่ถ้ามัน  high volatile มาก ก็ต้ัองยอม ทั้ง bond และ option

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
4 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 253

Members: 2221

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 373

Posts: 1384

Administrators: FundTalk: 678