Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
Set in the city Lecture: แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปี 53 (Part II - End)
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
November 14, 2009
10:34 pm
Member
Members
Forum Posts: 3
Member Since:
November 14, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

หลังจากที่ตอนแรกได้เขียนถึงความคิดเห็นของ ดร. ก้องเกียรติไปในตอนแรกไปแล้ว ตอนสุดท้ายสำหรับ Set in the city lecture ปีนี้ของผมจะขอเขียนถึงเฉพาะคุณไพบูลย์นะครับ เพราะเนื้อหาที่ ดร. อนุสรณ์ พูดส่วนใหญ่จะไปในทิศทางเดียวกันกับ คุณไพบูลย์ ละก้ออีกอย่างนึงคือ ดร. อนุสรณ์ แกได้แสดงตัวเลขประกอบทาง presentationด้วย จดไม่ทันครับเลยขอนั่งฟังอย่างเดียว :p

เหมือนเดิมนะครับ ยินดีสำหรับทุก comment หากว่ามีจุดไหนผิดพลาด/ไม่ถูกต้อง

คุณ ไพบูลย์

* 2009 ปีที่พิเศษของทุกประเทศในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ มาตราการของ FED ที่เป็นประวัติการณ์

- ปีนี้รัฐบาลทุกประเทศอัดฉีดงบประมาณเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จีน และ US เข้ากันเร็ว ส่วนไทยเราดูเหมือนจะออกตัวช้าไปหน่อย (งบไทยแข้มแข็ง)

- มาตราการ FED
> ลดดอกเบี้ย: สมัย Greenspan เคยลดเหลือ 1% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด Bubble ก่อนหน้านี้ พอมาถึงตอนนี้ Bernanke ลดเหลือ 0-0.25% ต่ำที่สุดในประวัติการณ์ เพราะเกรงว่าจะเกิด Great Depression แต่จริงๆแล้วร้ายแรงน้อยกว่านั้นเป็น Recession

> อัดฉีดสภาพคล่องไปเยอะมาก 1.6 ล้านล้านดอลล่าร์ เยอะมากที่สุดตั้งแต่ World War II (เนื่องจากกลัวว่าจะมี Bankและสถาบันการเงินล้มไปมากกว่านี้) เพิ่มการพิมพ์ Bankเข้าไปในระบบ (พิมพ์เท่าไหร่? หากเข้าไปดูงบการเงิน ในส่วนของเงินหมุนเวียน จะพบว่าก่อนมีอัตราส่วนที่มากกว่าก่อนที่ Lehman ล้มเยอะมาก เป็นสาเหตุที่ทำให้ USD อ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง) รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และได้เตรียมวงเงินเพื่อซื้อ Mortgage 1.25 ล้านล้านดอลล่าร์อีกด้วย

เม็ดเงินที่เข้ามาในระบบไปที่ไหน? -> ไปอยู่ที่สถาบันการเงิน
แล้วสถาบันการเงินเอาเงินไปทำอะไร? จะฝากไว้ที่ไหนก็ได้ดอกเบี้ยต่ำ จะปล่อยสินเชื่อให้เอกชนก็ได้ผลตอบแทนที่ต่ำเหมือนกัน -> เลยเอาเงินไปซื้อ พันธบัตร ลงทุนในตลาดทุน & ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงเก็งกำไรง่ายที่รวมถึง commodities แทนที่ควรจะนำเงินเหล่านั้นไปทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้ตลาดทุนเฟ้อแทน

* ปีหน้าจะเป็นอย่างไร?
- จะมีการหยุดและลดยาโด๊ปที่ได้ใส่เข้าไปในระบบ จริงๆส่วนหนึ่งได้เริ่มทำไปบ้างแล้วคือการหยุดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงสภาพคล่องที่ช่วยเหลือสถาบันการเงิน

(ขอเสริมส่วนของ ดร. อนุสรณ์ในนี้นิดนึงนะครับ ท่านได้ไปร่วมประชุม IMF & World Bank มา มีคำถามที่น่าสนใจที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันคือ มาตราการทางการเงินและการคลังที่ผิดปกติ จะถูกถอนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับเศรษฐกิจโลก? เราๆท่านๆก็คงต้องติดตามดูกันครับ ^^)

ให้จับตามองช่วง มีนาคม ปีหน้าที่ FED จะหยุดพิมพ์ดอลล่าร์ สภาพคล่องในระบบจะน้อยลง ดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวหนัก นอกจากนั้นคาดว่าจะมีการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตลอดเป็นระยะๆ ซึ่งจะคอยรบกวนตลาดหุ้นเป็นระยะๆเช่นกัน คาดว่าเงินที่ได้ถูกนำไปลงทุนในที่ต่างๆนั้น ก็จะทยอยถูกดึงกลับเพื่อไปชำระดอกเบี้ยคืนกลับ

- ภาพรวมคือทิศทางปีหน้า: ไม่สดใส กำไรจะไม่ surpriseเหมือนปีนี้ จากที่ก่อนหน้านี้คิดว่าจะไม่สดใสเท่าที่ควร ปัจจัยบวกหลายๆอย่างได้สะท้อนเข้ามาในตลาดหุ้นบ้างแล้ว จากที่ดูข้อมูลที่ผ่านมา P/E เฉลี่ยของตลาดไทยจะอยู่ที่ประมาณ 11 เท่า เมื่อนำกลับมาคำนวณตามหลักการ และ ปัจจัยของปีนี้ พื้นฐานของ SET ปีนี้ควรจะอยู่ที่ 650 จุด

*Sector ที่น่าสนใจ?
- คุณไพบูลย์ ให้ความสนใจในกลุ่ม Bank เนื่องจาก มีการคาดการณ์ว่าจะมีการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่จะปรับตัวขึ้น นอกจากนั้นต้นทุนของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ จะไม่มีการปรับตัวทันทีที่มีการปรับตัวของดอกเบี้ยอีกด้วย

ขอบคุณที่ให้ความสนใจนะครับ :)

November 16, 2009
9:47 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ในมุมมองผมคิดว่าจุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับตรงนี้ครับ

Quote: Ratanapan

เม็ดเงินที่เข้ามาในระบบไปที่ไหน? -> ไปอยู่ที่สถาบันการเงิน
แล้ว สถาบันการเงินเอาเงินไปทำอะไร? จะฝากไว้ที่ไหนก็ได้ดอกเบี้ยต่ำ จะปล่อยสินเชื่อให้เอกชนก็ได้ผลตอบแทนที่ต่ำเหมือนกัน -> เลยเอาเงินไปซื้อ พันธบัตร ลงทุนในตลาดทุน & ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงเก็งกำไรง่ายที่รวมถึง commodities แทนที่ควรจะนำเงินเหล่านั้นไปทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้ตลาดทุนเฟ้อแทน

ประเด็นคือ หากเศรษฐกิจฟื้น เงินเฟ้อสูง เงินที่ฉีดเข้ามามหาศาลย่อมต้องดึงกลับ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเงินร้อนที่ต้องคอยจับตาครับ ขอแนะนำให้ลองอ่านบทความนี้ครับ

http://fundmanagertalk.com/eco.....-stiglitz/

ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ ที่เอามาแชร์กันนะครับ แวะมาเยี่ยมกันบ่อย ๆ นะครับ

November 17, 2009
5:23 pm
Member
Members
Forum Posts: 3
Member Since:
November 14, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ขอบคุณครับ คุณเจษ Smile

ถ้ามีอะไรน่าสนใจ จะเข้ามาแชร์เพิ่มนะครับ

จริงๆผม follow คุณเจษทาง twitter มาสักพักแล้ว ขอบคุณมากนะครับสำหรับข้อมูล

ซึ่งผมว่า เป็น social asset อย่างนึงที่ดีมากเลย

ได้เข้าไปรู้จัก source of info หลายทางที่เป็นประโยชน์ ผ่านทางคุณเจษอีกที

ปล: เด่วว่าจะแว้บเข้าไปถามเรื่องสอบ CFA ซะหน่อยใน career talk :p

November 17, 2009
11:12 pm
Admin
Members
Forum Posts: 678
Member Since:
August 18, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

radtanapan said:

ขอบคุณครับ คุณเจษ Smile

ถ้ามีอะไรน่าสนใจ จะเข้ามาแชร์เพิ่มนะครับ

จริงๆผม follow คุณเจษทาง twitter มาสักพักแล้ว ขอบคุณมากนะครับสำหรับข้อมูล

ซึ่งผมว่า เป็น social asset อย่างนึงที่ดีมากเลย

ได้เข้าไปรู้จัก source of info หลายทางที่เป็นประโยชน์ ผ่านทางคุณเจษอีกที

ปล: เด่วว่าจะแว้บเข้าไปถามเรื่องสอบ CFA ซะหน่อยใน career talk :p


ขอบคุณที่ติดตามครับ มีอะไรแนะนำได้นะครับ Laugh

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
2 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 254

Members: 2265

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 410

Posts: 1422

Administrators: FundTalk: 678