Webboard

A A A

Please consider registering
Guest

sp_LogInOut Log In sp_Registration Register sp_MemberList Members

Register | Lost password?
Advanced Search

— Forum Scope —




— Match —





— Forum Options —





Minimum search word length is 4 characters - maximum search word length is 84 characters

sp_Feed sp_TopicIcon
Set in the city Lecture: แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปี 53 (Part I)
sp_NewPost Add Reply sp_NewTopic Add Topic
November 14, 2009
12:03 am
Member
Members
Forum Posts: 3
Member Since:
November 14, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

ได้มีโอกาสไปฟัง สัมนา "แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปี 53 โดย คุณ ไพบูลย์ นลินทรางกูร ดร. ก้องเกียรติ โอภาสวงการ และ ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ (12 Nov 09)" มาครับ

จะสรุปความคิดเห็นของแต่ละท่านแยกกันเป็นคนละตอนนะครับ เพราะค่อนข้างยาว ^^"

เนื่องจากว่าชั่วโมงบินของผมเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน อาจจะยังไม่เยอะมาก หากมีส่วนไหนของข้อมูลที่สรุปมาผิดพลาด หรือ ทะแม่งๆ ... comment มาได้เลยนะครับ จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

ดร. ก้องเกียรติ

* สิ่งที่ต้องจับตามองในปีหน้า เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และ ตัวเลขการว่างงานของ US
- มีโอกาสที่เงินเฟ้อสูง อัตราดอกเบี้ยจะขึ้น (AUS ขึ้นไปแล้วสองครั้ง) ระวังว่า US จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า นอกจากนั้นให้ดูตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 10.2x% สูงสุดในรอบ 20 กว่าปี
- ภาพรวมในปีหน้ามีแนวโน้มว่าไม่สดใสเท่ากับปีนี้ ไม่ทรง ก็ ทรุด

* Competitive Advantage ระยะยาวของไทยน่าเป็นห่วง
- มีการคาดคะเนว่าไทยจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าอยู่ที่ 3-4% ซึ่งพอๆกับค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจของโลก (สังเกตุว่าเวลาหุ้นต่างประเทศปรับตัวไปในทิศทางไหนเราก้อจะปรับตามเค้า) ซึ่ง ถ้าดูประเทศที่สำคัญๆ เช่น จีน (9%) อินเดีย และ อินโดนีเซีย (> 5%) (ประเทศอินโดนีเซียมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์มากในประเทศหนึ่งในย่านอาเซียน นอกจากนั้น การเมืองของเค้ามีเสถียรภาพ หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาสักพักใหญ่ๆ) แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินที่เข้ามาในประเทศเราไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่เรามีจุดแข็ง เช่นเรื่องอาหาร การท่องเที่ยว เป็นต้น ตัวเลขการเติบโตของประเทศที่พัฒนาแล้วเค้าโตน้อยๆได้เพราะเม็ดเงินที่ต้องใช้มีมูลค่าที่สูงมาก

* เราควรได้ประโยชน์จากการเติบโตของจีนมากกว่านี้
- ปัจจุบันจีนมีมาตรการทางการเงินคือ ควบคุมค่าเงินหยวนให้ไปในทิศทางเดียวกันกับUSD ไม่ได้ยอมปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งเหมือนกับประเทศอื่นๆ ผลพลอยได้คือทำให้ตัวเลขการส่งออกของจีนดี (เพราะเงินสกุลอื่นแข็งค่ากัน)
- เรื่องที่จะมีพูดคุยในประชุม APEC เรื่องนึงคือ เสถียรภาพของ USD ซึ่งทำให้หลายๆประเทศกำลังประสบกับปัญหาการส่งออกอยู่ในขณะนี้
- จีน อินเดีย และพวก Emerging Market จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่ได้ความช่วยเหลือจากจีนมากเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ที่เกาะตามจีนไปแล้ว เช่น สิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย (ในช่วงที่บ้านเรามีปัญหามาบตาพุต มาเลเซียมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ คล้ายๆกับ BOI บ้านเรา มีการลดหย่อนสิทธิทางภาษี 10%) ข้อต่อภายในของประเทศไทยเองควรมีการขับเคลื่อนให้เป็นขบวนเดียวกันมากกว่านี้

* Sector ที่น่าสนใจในปีหน้า
- High Yield/Dividend คุณโอภาสให้มุมมองที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ สาเหตุที่หุ้นไทยมีการปันผลมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจาก หุ้นส่วนใหญ่ของไทยยังมีเจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ 🙂
- เริ่มสังเกตุได้ว่ามีการควบรวมกิจการมากขึ้น ราคาหุ้นตัวที่จะถูกควบรวมก็มีโอกาสสูงที่ราคาจะเพิ่มขึ้น
- บริษัทที่มีความเป็นสากลมากขึ้น มีการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงปัจจัยภายในประเทศ
- กลุ่มค้าปลีก/เกี่ยวกับการใช้สอยภายในประเทศ

ตอนต่อไปจะแชร์มุมมองของคุณไพบูลย์นะครับ ส่วนตัวผมชอบมาก แกอธิบายที่มาที่ไปของนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐว่าทำอย่างไรถึงทำให้ USD อ่อนและส่งผลถึงตลาดทุน และ commodityได้มากถึงขนาดนี้

November 14, 2009
12:40 am
Member
Members
Forum Posts: 12
Member Since:
August 29, 2009
sp_UserOfflineSmall Offline

เข้ามารอฟัง Embarassed

Forum Timezone: Asia/Bangkok

Most Users Ever Online: 217

Currently Online:
2 Guest(s)

Currently Browsing this Page:
1 Guest(s)

Member Stats:

Guest Posters: 254

Members: 2270

Moderators: 10

Admins: 1

Forum Stats:

Groups: 2

Forums: 7

Topics: 410

Posts: 1422

Administrators: FundTalk: 678