โอ้
ผมลอง search หาข้อมูลให้เจอของดีแล้วครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน โดย @MrMessenger แห่ง Pantip.com ซึ่งก็ได้สละเวลามาลงบทความและตอบกระทู้อยู่ที่นี่ด้วยครับ
อ่านได้ตามลิงค์นี้เลยนะครับ
http://topicstock.pantip.com/s…..60382.html
ขออนุญาตินำจากเวบ pantip ที่คุณ MrMessenger ได้แชร์ความรู้ไว้มาแปะบางส่วนนะครับ
Q : KTAM Investment Legends Fund กองทุนนี้ไปลงทุนอะไร?
A
: กองทุนนี้เป็น Feeder Fund ไปลงทุนกองทุนหลักชื่อ Investment Legends
ที่บริหารโดย Barclays Capital ใน 3 ประเภทสินทรัพย์ (Asset Class)
1.
หุ้น (40%) ผ่าน Berkshire Hathaway (10%), Blackrock (10%) , Leucadia
(10%) ซึ่งทั้ง 3 ตัวเป็นการลงทุนในหุ้นโดยตรง และกองทุน Templeton
Emerging Market (10%) ผ่านกองทุนรวม
2. Commodities (40%) ผ่าน RICI Index ของ Jim Rogers (RICI – Total Return)
3. ตราสารหนี้ (20%) ผ่านกองทุน PIMCO Total Return Bond ของ Bill Gross
ทำไมต้องลงทุนในหุ้น 4 ตัวข้างต้น?
-
หุ้นทั้ง 3 ตัว รวมทั้ง 1 กองทุน เน้นลงทุนใน Value Stock
กับกูรูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในตลาดหุ้น ได้แก่ วอเร็น บัฟเฟตต์,
ลอเร็นซ์ ฟิงค์, เอียน คัมมิ่ง และ โจเซฟ สไตน์เบิร์ก สุดท้ายคือ มาร์ค
โมเบียส
Value Stock เลือกอย่างไร?
•
ส่วนใหญ่การเลือกลงทุนแบบ Value Stock
จะเลือกในบริษัทที่มีการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ค่อนข้างมาก
และเน้นการลงทุนเสมือนหนึ่งเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการ เป็น Leader ในตลาด มี
Growth ต่อเนื่อง มีราคาไม่แพง เกินไป เมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัทเอง
และ Book Value
Berkshire Hathaway (วอร์เร็น บัฟเฟตต์) :
เน้นการเข้าไปซื้อกิจการ และมีอำนาจในการบริหาร
มากกว่าจะมองว่าหุ้นเป็นสินค้า ไม่ลงทุนในธุรกิจซับซ้อน
ต้องเข้าใจในธุรกิจก่อนลงทุน
Blackrock (ลอเร็นซ์ ฟิงค์) :
มี Asset ภายใต้การบริษัทถึง $7 Trillion เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจ Asset
Management ใน US เน้นการขยายธุรกิจด้วยการ Take over
เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการลงทุนของลูกค้าทั้งสถาบันและบุคคลทั่วโลก
Leucadia (เอียน คัมมิ่ง และ โจเซฟ สไตน์เบิร์ก) : ได้ชื่อว่าเป็น Mini Berkshire แต่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดเล็กกว่า ด้วย Philosophy ในการลงทุนแบบเดียวกับวอร์เร็น บัฟเฟตต์
Templeton Emerging Market (มาร์ค โมเบียส)
: ราชาแห่งตลาด Emerging Market ลงทุนใน Growth Stock โดยเลือกหุ้นจาก
Earnings, Sales และ Internal Growth
ซึ่งเค้าอ้างว่าเหมาะกับเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่มากกว่าวิธีเลือก Value Stock
ทำไมต้องมี Commodities ในพอร์ตการลงทุน?
-
โดยปกติแล้ว Commodities มีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ที่ต่ำ
เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น ซึ่งจะทำให้เราได้รับประโยชน์
จากการกระจายความเสี่ยง อีกทั้ง Commodities
เป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่าสูงขึ้น จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ในระยะยาว
จากเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้มีการ ปรับตัว
ลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 50%
เราเชื่อว่าการปรับตัวครั้งนี้ทำให้ราคากลับมาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น
RICI – Total Return Index (จิม โรเจอร์)
: พ่อมดแห่งวงการ Commodities
ตัวดัชนีมีการกระจายการคำนวนในหลายประเภทสินค้า จิม โรเจอร์
เป็นผู้ก่อตั้งร่วม ของควอนตัม ฟันด์ ร่วมกับจอร์จ โซรอส ก่อนออกมาตั้ง
Commodities Index กับ ABN Ambro ตอนสิ้นปี 2007 RICI
ทำผลตอบแทนย้อนหลังไป 9 ปี อยู่ที่ 342.2% ปัจจุบันปรับลดลงมาจากจุด Peak
กว่า 60% ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือน…
————————
ตราสารหนี้ ช่วยอะไรในการจัด Portfolio?
-
สร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ มีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation)
ติดลบเมื่อเทียบกับหลักทรัพย์ประเภทหุ้นทั้ง 4 ตัวในพอร์ตการลงทุนของ
Legends Fud นี้ เมื่อตลาดหุ้นมีราคาตกลงมาอย่างรุนแรง
ตราสารหนี้จะช่วยพยุงพอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทนไม่ผันผวนมากจนเกินไป
PIMCO Total Return Bond Fund (บิล กรอส)
: เป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีขนาดใหญ่มาก (ณ 31/12/2008 มีขนาดกองทุนที่
132,267 ล้านดอลล่าร์) บิล กรอส
ถือเป็นกูรูตราสารหนี้ที่โดดเด่นที่สุดในโลก
ด้วยนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่นปรับตามสถานการณ์ ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี
เท่ากับ 8.3%ต่อปี
ปัจจุบันเน้นลงทุนใน Mortgage-back securities
และตราสารหนี้คุณภาพดีระยะปานกลาง นอกจากนี้ กองทุนได้รับรางวัล 3-year
and 10-year Intermediate Investment Grade Debt Funds จาก Lipper Fund
Awards 2008