InvestmentTalk – ชีวิตคือการลงทุน

หลังจากที่เราพูดคุยกันมาหลายเดือน ในเรื่องการลงทุนทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยในการลงทุนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่หลักการลงทุนขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงหลักวิศวกรรมทางการเงินที่ซับซ้อน ในความเห็นของผม หัวใจสำคัญที่สุดของการลงทุนคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมคนเราจึงต้องลงทุน?” และพยายามตอบคำถามนั้นกับตัวเอง

ทำไมผมถึงลงทุน? ผมคิดว่าการลงทุนคือ “การยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในวันนี้เพื่อให้ได้ความสุขมากขึ้นในอนาคต

และความจริงการลงทุนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ในเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เท่านั้น หากยังได้ผสมอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคนมาตั้งแต่เด็กจนผู้ใหญ่ ซึ่งบางท่านอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น แท้จริงแล้วก็คือการลงทุน

การมีบุตรคือการลงทุน – ผมเคยถามเพื่อน ๆ และผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านว่า ทำไมถึงต้องการมีบุตร และคำตอบเกือบทั้งหมดก็คือว่าอยากให้บุตรเลี้ยงดูท่านตอบแทนในยามแก่เฒ่า ซึ่งทุกท่านคงมองเห็นภาพชัดเจนว่าการมีบุตรจะสร้างภาระต่อ บุพการีมากเพียงไร และยาวนานเพียงไรกว่าการลงทุนเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนจะออกดอกออกผลคือการที่บุตรกลับมาเลี้ยงดูท่านได้อย่างที่ต้องการ จึงกล่าวได้ว่าการลงทุนมีบุตร คือการยอมสละความสุขของตัวเองในวันนี้ และทุ่มเทกำลังกายกำลังใจตลอดจนกำลังทรัพย์ไปในการเลี้ยง ดูให้บุตรของท่านเติบใหญ่เพื่อให้สามารถเลี้ยงดูท่านได้ในอนาคต

การศึกษาคือการลงทุน – เป้าหมายในการเข้ารับการศึกษาของหลาย ๆ ท่านคงจะเหมือนกันคือ ต้องการนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพ ให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น ให้มีที่ยืนมากขึ้นในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน และทุกท่านคงทราบดีกว่าชีวิตคนคนหนึ่งใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษานานกว่า 20 ปี ซึ่งถ้าท่านเลือกที่จะไม่เรียนจนถึง 20 ปี ท่านอาจจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก เช่นช่วยครอบครัวหาเลี้ยงได้เร็วขึ้น หรือเริ่มต้นทำงานเร็วขึ้นและมีเงินเก็บเร็วขึ้น จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาคือการยอมสละทางเลือกในวันนี้ และทุ่มเทเวลาและสมองไปในการแสวง หาความรู้ที่สูงขึ้นเพื่อให้ชีวิตท่านดีขึ้นในอนาคต

การทำงานหนักคือการลงทุน – คนที่ยอมทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้าในอาชีพที่รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยต้องยอมสละเวลาส่วนตัว สุขภาพ และบางครั้งอาจต้องเสียคนรักไป จึงกล่าวได้ว่าการทำงานหนึ่งคือการยอมแลกความสุขด้านต่างๆ ในวันนี้เพื่อให้ความก้าวหน้าในอนาคตมาเร็วขึ้น

กลับมาที่การลงทุนในเรื่องของเรา ลองคิดดูว่าถ้าท่านได้รับเงินเดือนมาแล้วใช้ไปจนหมดไม่เหลือเก็บออม (ความจริงการออมก็นับเป็นการลง ทุน แต่ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ จนทำให้เงินด้อยค่าลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป แทนที่จะเพิ่มขึ้น จึงเป็นการอดเปรี้ยวแต่ได้กินฝาด) ไม่เหลือไปลงทุน ทรัพย์สินของท่านก็จะมีแต่สินค้าเก่าที่นับวันมีแต่จะด้อยค่าลงไปเรื่อย ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือที่ตกรุ่นได้ในเวลาไม่เกิน 1 ปี หรือรถยนต์ที่เก่าลงทุกวัน (การซื้อรถยนต์เพื่อความสบาย ไม่ได้ใช้เพื่อหาเงิน จึงไม่ใช่การลงทุน เพราะโดยทั่วไปแล้วท่านไม่สามารถขายรถยนต์ที่ใช้แล้วในราคาเดียวกันกับรถใหม่ป้ายแดง ซึ่งส่วนต่างก็คือค่าใช้จ่ายก้อนโตของท่านนั่นเอง!)

ดังนั้น การอดเปรี้ยวไว้กินหวานทางการเงิน คือการยอมสละความสุขจากการจับจ่ายซื้อหาสินค้าและเครื่องอำนวยความสะดวกในวันนี้ แล้วยอมนำเงินไปผ่านกระบวนการที่ทำให้ตัวมันเองเติบโตทวีคูณมากขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งมูลค่าของทรัพย์สินที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งกระบวนการนั้นต้องประกอบด้วยความอดทนของจิตใจในการที่ จะไม่กินเปรี้ยวก่อนที่จะหวาน และการใช้ข้อมูลบวกกับทักษะในการนำเงินให้ไปอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา

อย่างไรก็ดี การลงทุนย่อมคู่กับความเสี่ยง (ความเสี่ยง คือ โอกาสที่ผลที่เกิดจริงจะไม่เป็นไปตามที่หวังไว้แต่แรก) การลงทุนทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผลไม่เป็นอย่างใจท่าน บุตรของท่านอาจทอดทิ้งไม่เลี้ยงดู การศึกษาของท่านอาจกลายเป็นสาขาอาชีพที่มีรายได้น้อยไม่เป็นที่นิยม การทำงานหนักของท่านอาจโดนเด็กเส้นเติบโตข้ามหัว หรือแม้แต่การลงทุนทางการเงินของท่านอาจขาดทุน ด้วยเหตุนี้ ส่วนตัวผมจึงเห็นว่าไม่ควรลงทุนไปในเรื่องใดของชีวิตจนมากเกินไป คือต้องกระจายการลงทุนให้สมดุล ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางการงาน ความสุขกับครอบครัว และความมั่งคั่งทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะฝากให้เป็นข้อคิดก็คือ ความเสี่ยงที่สุดของชีวิตคนคนหนึ่ง ไม่ใช่การลงทุนที่ผิดพลาด แต่คือการไม่กล้าลงทุนในสิ่งใดเลย

และไม่ว่าทางเลือกต่างๆ จะมีความเสี่ยงอย่างไร หากท่านมุ่งหวังอยากได้สิ่งที่ดีกว่าในอนาคตซึ่งมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้ กุญแจไปสู่เป้าหมายเหล่านั้นก็ คือการลงทุน

ชีวิตคือการลงทุนครับ…

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

MACD เครื่องมือชี้จุดซื้อบอกจุดขาย พร้อมผลทดสอบความแม่นยำ 20 ปี

คำถามสำคัญอันดับต้นๆ ของนักลงทุนทั้งมือใหม่และมืออาชีพก็คือ ดัชนีจะปรับขึ้นและลงเมื่อไร หรือไม่ก็ ควรซื้อและขายหุ้นตัวนี้ที่ราคาเท่าไร โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถพิจารณาจาก 2 ...

About Keng

คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันทำงานด้านการลงทุนอยู่ที่บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (Bangkok First Investment & Trust Public Company Limited หรือ "BFIT") ในตำแหน่ง Head of Investment Advisory Department ดูแลงานระดมทุนของบริษัท ควบกับตำแหน่ง Investment Committee ดูแลเงินลงทุนในหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ และบริหารสภาพคล่องของธุรกิจผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน ในด้านคุณวุฒิ สอบผ่านหลักสูตร Certified Investment & Securities Analyst Level 2 (CISA II) ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เป็นนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ และผู้แนะนำการลงทุนด้านตลาดทุน รวมถึงได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน SJ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท (MBA, Finance) จาก The University of Western Australia และเคยทำงานวิเคราะห์สินเชื่อลูกค้าเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)