<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: InvestmentTalk &#8211; Optimization และ การจัดสรรการลงทุนแบบนักลงทุนสถาบัน  (Strategic and Tactical Asset Allocation Strategies)</title>
	<atom:link href="http://fundmanagertalk.com/investment-talk-optimization-strategic-tactical-asset-allocation/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://fundmanagertalk.com/investment-talk-optimization-strategic-tactical-asset-allocation/</link>
	<description>เข้าใจเรื่อง ลงทุน ใน หุ้น กองทุน พันธบัตร และวิเคราะห์ เศรษฐกิจ อย่างง่าย ๆ และเวบบอร์ดเพื่อ นักลงทุนไทย</description>
	<lastBuildDate>Mon, 26 Jul 2010 11:13:00 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
	<item>
		<title>By: O</title>
		<link>http://fundmanagertalk.com/investment-talk-optimization-strategic-tactical-asset-allocation/comment-page-1/#comment-464</link>
		<dc:creator>O</dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Jun 2010 22:23:40 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fundmanagertalk.com/?p=336#comment-464</guid>
		<description>พอดีผมเพิ่งได้อ่านบทความข้างบนนะครับ สงสัยเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนแบบ SAA ว่าจะลงทุนใน Asset Classes ไหนกี่เปอร์เซ็นต์ เค้ามี framework ห่รือ quantitative method ในการจัดพอร์ตหรือเปล่าคับ หรือว่าแค่ดูจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ แล้วก็มานังคุยกันระหว่างผู้บริหารต่างๆว่าจะลงทุนในอะไรเท่าไหร่ครับ และอยากขอรบกวนช่วยยกตัวอย่างการกำหนด assumptions ต่างๆหน่อยได้ไหมครับ จะได้พอเห็นภาพนะครับ

&quot;SAA เป็นการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว (1-3 ปี) มีองค์ประชุมคือ Strategist (Macro), Risk Manager, CIO และ Fund Manager เพื่อร่วมกำหนด Assumption ต่างๆ ที่ใช้ในการทำ Optimization ทั้ง&quot;</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีผมเพิ่งได้อ่านบทความข้างบนนะครับ สงสัยเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนแบบ SAA ว่าจะลงทุนใน Asset Classes ไหนกี่เปอร์เซ็นต์ เค้ามี framework ห่รือ quantitative method ในการจัดพอร์ตหรือเปล่าคับ หรือว่าแค่ดูจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ แล้วก็มานังคุยกันระหว่างผู้บริหารต่างๆว่าจะลงทุนในอะไรเท่าไหร่ครับ และอยากขอรบกวนช่วยยกตัวอย่างการกำหนด assumptions ต่างๆหน่อยได้ไหมครับ จะได้พอเห็นภาพนะครับ</p>
<p>&#8220;SAA เป็นการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว (1-3 ปี) มีองค์ประชุมคือ Strategist (Macro), Risk Manager, CIO และ Fund Manager เพื่อร่วมกำหนด Assumption ต่างๆ ที่ใช้ในการทำ Optimization ทั้ง&#8221;</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: arsa</title>
		<link>http://fundmanagertalk.com/investment-talk-optimization-strategic-tactical-asset-allocation/comment-page-1/#comment-175</link>
		<dc:creator>arsa</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Nov 2009 03:27:57 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fundmanagertalk.com/?p=336#comment-175</guid>
		<description>จริงๆ แล้วมีอีก 1 article เกี่ยวกับ Asset allocation ซึ่งละเอียดกว่านี้ 
ผมได้แจ้งให้คุณ jessada update แล้วครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>จริงๆ แล้วมีอีก 1 article เกี่ยวกับ Asset allocation ซึ่งละเอียดกว่านี้<br />
ผมได้แจ้งให้คุณ jessada update แล้วครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: arsa</title>
		<link>http://fundmanagertalk.com/investment-talk-optimization-strategic-tactical-asset-allocation/comment-page-1/#comment-174</link>
		<dc:creator>arsa</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Nov 2009 03:25:34 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fundmanagertalk.com/?p=336#comment-174</guid>
		<description>&lt;blockquote cite=&quot;comment-161&quot;&gt;

&lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;#comment-161&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;Sakunphat&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;: ติดตามมาอ่านเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับสำหรับบทความขอเสริมบทสรุปของคุณอาสา เนื่องจากมีผู้อ่านบางท่านตั้งข้อสงสัยในเชิง “การบริหารเงินลงทุนส่วนบุคคล” ว่าการที่ Portfolio หนึ่ง มีหลักทรัพย์เป็นตราสารหนี้เพียงตัวเดียว แต่มี Expected Return และ Standard Deviation ไม่แตกต่างกับอีก Portfolio ซึ่งมี Asset หลาย Class ผสมกันทั้งหุ้นสามัญ ตราสารหนี้ และเงินสด จะให้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือไม่?ในมุมมองผม ถ้ามองเฉพาะ Price Risk ก็น่าจะพอมองได้ว่า ไม่ต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น 1) Liquidity risk ในส่วนของ portfolio ที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องรวมอยู่ด้วย น่าจะลดความเสี่ยงประเภทนี้ลงไปได้มาก กรณีที่ต้องการเงินสด และ 2) Credit Risk ซึ่ง portfolio ที่มีเฉพาะตราสารหนี้ กรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ สินทรัพย์ทั้งหมดก็จะกลายเป็นเศษกระดาษทันทีดังนั้นการ allocate asset ไปในหลาย class จะช่วยลดความเสี่ยงประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก price risk ได้ครับ&#160;&#160;&lt;a title=&quot;Click here or select text to quote comment&quot; href=&quot;void(null)&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;( REPLY )&lt;/A&gt;
&lt;/blockquote&gt;

ขอขอบคุณ คุณ Sakunphat สำหรับความเห็นนะครับ
ในประเด็นที่ตอบมา ผมเห็นด้วยครับ แต่คิดว่า นั่นคงเป็น case ที่เกิดขึ้นยากมากๆ ครับ

ถ้าหากมี หลักทรัพย์ประเภทนั้นจริง Trader คงยิ้มเลยครับ
เพราะสิ่งหนึ่งที่ Trader มองหาอยู่ตลอดเวลาคือ การหาหลักทรัพย์ใดๆ มาใช้ในวัตถุประสงค์ในการทำ Proxy hedge (hedge portfolio ที่มีหลักทรัพย์หลายตัว ด้วยหลักทรัพย์อื่นๆ ที่มี negative correlation กัน).... ยากครับที่จะมีหลักทรัพย์ตัวเดียวที่สามารถ replicate ทั้ง risk และ return ของ portfolio ที่มีหลักทรัพย์หลายตัวได้ 

หากเป็นหุ้นนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย หาไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะ หุ้น A และ B มีลักษณะที่เป็น independence ต่อกัน กล่าวคือราคาหุ้น A กับ B ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท --&gt; Correlation ต่ำ

แต่กรณีของ ดอกเบี้ยแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าครับ เนื่องจาก yield ของแต่ละ tenor นั้น มักไม่เป็นอิสระต่อกัน (path dependence) คือ การที่ bond yield 2 ปี ปรับขึ้น 50bps มักทำให้ yield ของ tenor 1 ปี ถูกดึงขึ้นตาม  --&gt; Correlation สูง

การทำ proxy ehdge บนดอกเบี้ยสามารถทำได้โดยการใช้ swap เพื่อ hedge bond หรือกลับกันครับ ส่วนต่างของ swap กับ bond ก็คือ credit spread ของ สถาบันการเงินนั่นเอง (ซึ่งโดยปกติ เราหวังว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง)

แต่อย่าลืมว่า เมื่อไรที่เป็น Global bonds แล้ว จะมีอีกหนึ่ง dimension เข้ามา play role คือ FX นั่นเองครับ

และไม่ว่าจะ hedge อะไร ด้วยอะไร ก็ตาม trader จะก็ต้อง monitor &quot;hedge ratio&quot; และ delta (หากใช้ option ในการ hedge) หรือ &quot;PV01&quot; อยู่อย่าง dynamically เพราะ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<blockquote cite="comment-161">
<p><strong><a href="#comment-161" rel="nofollow">Sakunphat</a></strong>: ติดตามมาอ่านเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับสำหรับบทความขอเสริมบทสรุปของคุณอาสา เนื่องจากมีผู้อ่านบางท่านตั้งข้อสงสัยในเชิง “การบริหารเงินลงทุนส่วนบุคคล” ว่าการที่ Portfolio หนึ่ง มีหลักทรัพย์เป็นตราสารหนี้เพียงตัวเดียว แต่มี Expected Return และ Standard Deviation ไม่แตกต่างกับอีก Portfolio ซึ่งมี Asset หลาย Class ผสมกันทั้งหุ้นสามัญ ตราสารหนี้ และเงินสด จะให้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือไม่?ในมุมมองผม ถ้ามองเฉพาะ Price Risk ก็น่าจะพอมองได้ว่า ไม่ต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น 1) Liquidity risk ในส่วนของ portfolio ที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องรวมอยู่ด้วย น่าจะลดความเสี่ยงประเภทนี้ลงไปได้มาก กรณีที่ต้องการเงินสด และ 2) Credit Risk ซึ่ง portfolio ที่มีเฉพาะตราสารหนี้ กรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ สินทรัพย์ทั้งหมดก็จะกลายเป็นเศษกระดาษทันทีดังนั้นการ allocate asset ไปในหลาย class จะช่วยลดความเสี่ยงประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก price risk ได้ครับ&nbsp;&nbsp;<a title="Click here or select text to quote comment" href="void(null)" rel="nofollow">( REPLY )</a>
</p></blockquote>
<p>ขอขอบคุณ คุณ Sakunphat สำหรับความเห็นนะครับ<br />
ในประเด็นที่ตอบมา ผมเห็นด้วยครับ แต่คิดว่า นั่นคงเป็น case ที่เกิดขึ้นยากมากๆ ครับ</p>
<p>ถ้าหากมี หลักทรัพย์ประเภทนั้นจริง Trader คงยิ้มเลยครับ<br />
เพราะสิ่งหนึ่งที่ Trader มองหาอยู่ตลอดเวลาคือ การหาหลักทรัพย์ใดๆ มาใช้ในวัตถุประสงค์ในการทำ Proxy hedge (hedge portfolio ที่มีหลักทรัพย์หลายตัว ด้วยหลักทรัพย์อื่นๆ ที่มี negative correlation กัน)&#8230;. ยากครับที่จะมีหลักทรัพย์ตัวเดียวที่สามารถ replicate ทั้ง risk และ return ของ portfolio ที่มีหลักทรัพย์หลายตัวได้ </p>
<p>หากเป็นหุ้นนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย หาไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะ หุ้น A และ B มีลักษณะที่เป็น independence ต่อกัน กล่าวคือราคาหุ้น A กับ B ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท &#8211;&gt; Correlation ต่ำ</p>
<p>แต่กรณีของ ดอกเบี้ยแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าครับ เนื่องจาก yield ของแต่ละ tenor นั้น มักไม่เป็นอิสระต่อกัน (path dependence) คือ การที่ bond yield 2 ปี ปรับขึ้น 50bps มักทำให้ yield ของ tenor 1 ปี ถูกดึงขึ้นตาม  &#8211;&gt; Correlation สูง</p>
<p>การทำ proxy ehdge บนดอกเบี้ยสามารถทำได้โดยการใช้ swap เพื่อ hedge bond หรือกลับกันครับ ส่วนต่างของ swap กับ bond ก็คือ credit spread ของ สถาบันการเงินนั่นเอง (ซึ่งโดยปกติ เราหวังว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง)</p>
<p>แต่อย่าลืมว่า เมื่อไรที่เป็น Global bonds แล้ว จะมีอีกหนึ่ง dimension เข้ามา play role คือ FX นั่นเองครับ</p>
<p>และไม่ว่าจะ hedge อะไร ด้วยอะไร ก็ตาม trader จะก็ต้อง monitor &#8220;hedge ratio&#8221; และ delta (หากใช้ option ในการ hedge) หรือ &#8220;PV01&#8243; อยู่อย่าง dynamically เพราะ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Sakunphat</title>
		<link>http://fundmanagertalk.com/investment-talk-optimization-strategic-tactical-asset-allocation/comment-page-1/#comment-161</link>
		<dc:creator>Sakunphat</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 09:10:46 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fundmanagertalk.com/?p=336#comment-161</guid>
		<description>ติดตามมาอ่านเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ

ขอเสริมบทสรุปของคุณอาสา เนื่องจากมีผู้อ่านบางท่านตั้งข้อสงสัยในเชิง &quot;การบริหารเงินลงทุนส่วนบุคคล&quot; ว่า

การที่ Portfolio หนึ่ง มีหลักทรัพย์เป็นตราสารหนี้เพียงตัวเดียว แต่มี Expected Return และ Standard Deviation ไม่แตกต่างกับอีก Portfolio ซึ่งมี Asset หลาย Class ผสมกันทั้งหุ้นสามัญ ตราสารหนี้ และเงินสด จะให้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือไม่?

ในมุมมองผม ถ้ามองเฉพาะ Price Risk ก็น่าจะพอมองได้ว่า ไม่ต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น 1) Liquidity risk ในส่วนของ portfolio ที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องรวมอยู่ด้วย น่าจะลดความเสี่ยงประเภทนี้ลงไปได้มาก กรณีที่ต้องการเงินสด และ 2) Credit Risk ซึ่ง portfolio ที่มีเฉพาะตราสารหนี้ กรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ สินทรัพย์ทั้งหมดก็จะกลายเป็นเศษกระดาษทันที

ดังนั้นการ allocate asset ไปในหลาย class จะช่วยลดความเสี่ยงประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก price risk ได้ครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ติดตามมาอ่านเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ</p>
<p>ขอเสริมบทสรุปของคุณอาสา เนื่องจากมีผู้อ่านบางท่านตั้งข้อสงสัยในเชิง &#8220;การบริหารเงินลงทุนส่วนบุคคล&#8221; ว่า</p>
<p>การที่ Portfolio หนึ่ง มีหลักทรัพย์เป็นตราสารหนี้เพียงตัวเดียว แต่มี Expected Return และ Standard Deviation ไม่แตกต่างกับอีก Portfolio ซึ่งมี Asset หลาย Class ผสมกันทั้งหุ้นสามัญ ตราสารหนี้ และเงินสด จะให้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือไม่?</p>
<p>ในมุมมองผม ถ้ามองเฉพาะ Price Risk ก็น่าจะพอมองได้ว่า ไม่ต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น 1) Liquidity risk ในส่วนของ portfolio ที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องรวมอยู่ด้วย น่าจะลดความเสี่ยงประเภทนี้ลงไปได้มาก กรณีที่ต้องการเงินสด และ 2) Credit Risk ซึ่ง portfolio ที่มีเฉพาะตราสารหนี้ กรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ สินทรัพย์ทั้งหมดก็จะกลายเป็นเศษกระดาษทันที</p>
<p>ดังนั้นการ allocate asset ไปในหลาย class จะช่วยลดความเสี่ยงประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก price risk ได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
