Home » 1. Investment Talk, 1.1 Investment Basic

InvestmentTalk – บริหารพอร์ตเก่งแค่ไหน วัดได้ด้วย Sharpe Ratio

25 November 2010 4,848 views 3 Comments

Written by:

ในปีที่ SET Index วิ่งขึ้นสูงเช่นนี้ เพื่อนักลงทุนคงกำลังยินดีกับมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นของคู่กันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโดยทั่วไป หากเราต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น ความเสี่ยงเพื่อจะได้มาซึ่งผลตอบแทนนั้นย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

นักลงทุนโดยส่วนใหญ่ มักจะวัดการดำเนินการของตัวเองด้วยการดูอัตราผลตอบแทนแต่ละปี โดยการนำมูลค่าเงินลงทุน ณ สิ้นงวด หารด้วย มูลค่าเงินลงทุนต้นงวด แล้ว ลบด้วย 1 (และหากมีการใส่เงินใหม่เพิ่มเติมระหว่างปี ก็ต้องปรับตัวหารให้สอดคล้องกันด้วย)

เช่น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 พอร์ตการลงทุนโดยรวมของเรามีมูลค่า 1,500,000 บาท (มูลค่าสิ้นงวด) ขณะที่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 มีมูลค่า 1,200,000 บาท (มูลค่าต้นงวด) หากไม่มีการเติมเงินใหม่ระหว่างปีเลย ก็ถือว่าพอร์ตนี้ให้ผลตอบแทน 25% ต่อปี

แต่หากระหว่างปีมีการใส่เงินเข้ามา เช่น นำเงินใหม่ (ไม่ใช่เงินปันผลจากในพอร์ต) 100,000 บาท เข้ามาลงทุนเพิ่ม ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ตัวหารก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งคำนวณได้โดยวิธีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยเวลา  ดังนี้

1,500,000 บาท หารด้วย [(1,200,000 บาท x 1 ปี) + (100,000 บาท x 0.5 ปี)] แล้วลบด้วย 1 จะได้ผลตอบแทน 20% ต่อปี

แต่ทั้งหมดข้างต้นนั้น เป็นการวัดความสามารถในการบริหารพอร์ตการลงทุน ที่มองเฉพาะอัตราผลตอบแทนเท่านั้น แต่ไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่เจ้าของพอร์ตเข้าไปรับไว้ด้วย

ลองจินตนาการว่า มีนักลงทุน 2 คน คือ A และ B ซึ่งแต่ละคนมีพอร์ตการลงทุน ณ วันต้นงวด 1,000,000 บาทเท่ากัน A ลงทุนในหุ้น PTT ทั้งหมด ขณะที่ B ลงทุนในหุ้น RATCH ทั้งหมด ปรากฏว่าปลายปี  A และ  B มีมูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 1,200,000 บาท เท่ากันพอดี ถามว่า A และ B ใครบริหารพอร์ตได้เก่งกว่ากัน

หากมองผิวเผิน อาจตอบว่า A และ B เก่งเท่ากัน เพราะได้ผลตอบแทน 20% ต่อปีเท่ากัน แต่หากคำนึงถึงความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัวที่ A และ B รับไว้ด้วยแล้ว จะเห็นว่า B เก่งกว่ามาก

เพราะว่าหุ้น PTT ของ A มีค่าความเสี่ยง 28.61% ต่อปี (ซึ่งในกรณีนี้คือค่า 250-Day Historical Volatility (“Hvol”) หรือเรียกอีกอย่างว่า Annualized Standard Deviation (“σ”) จากโปรแกรม Bisnews) ขณะที่หุ้น RATCH ของ B มีค่า Hvol เพียง 18.62% ต่อปี เท่านั้น

เมื่อเรานำเอาความเสี่ยง (หรืออาจเรียกว่าความผันผวน) เข้ามาพิจารณาด้วยแล้ว จะเห็นว่า B สามารถทำเงินได้เท่ากับ A ขณะที่ B ถือความเสี่ยงน้อยกว่า A มาก

พูดให้ง่ายขึ้นคือ  B มีความเสี่ยงน้อยกว่า A แต่ได้ผลตอบแทนเท่ากับ A … ดังนั้น B จึงเก่งกว่า A นั่นเอง

ซึ่งแนวทางการวัดผลการดำเนินงานเช่นนี้ เรียกว่าเป็นการคำนวณหาค่า  “Sharpe Ratio” ซึ่งคิดค้นโดย Professor William Forsyth Sharpe แห่ง Stanford University ซึ่งสูตรการคำนวณโดยละเอียดได้แก่

[อัตราผลตอบแทนต่อปี -  อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง] / ความเสี่ยง  ซึ่งในที่นี่คือ Hvol หรือ Annualized Standard Deviation

หรือ S = [R – Rf]/ σ

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

  • R: ตั้งแต่ต้นปี จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 25 พ.ย.53 พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน 20.17% หรือเทียบเป็นต่อปีก็จะได้ 22.44% โดยไม่มีการใส่เงินเพิ่ม
  • Rf: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี ณ วันที่ 24 พ.ย.53 เท่ากับ 2.10% ต่อปี
  • σ: คำนวณจากสินทรัพย์ในพอร์ตซึ่งประกอบด้วย

* การคำนวณ σ ของพอร์ตที่มีสินทรัพย์หลายประเภท หากจะคิดอย่างละเอียดแล้ว ต้องใช้สมการซับซ้อน และจะได้ค่าต่ำกว่าการเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักแบบนี้  (เป็นผลจากการกระจายความเสี่ยงที่อยู่สูตรในสมการ) แต่เพื่อความง่ายและไม่ทำให้สับสนในประเด็นจึงขอใช้แบบง่ายแทน

เมื่อได้ค่าตัวแปรทั้งหมดแล้ว ก็นำมาใส่ในสมการ จะได้ว่า

S = [22.44% - 2.10%] / 4.86% จะได้ S หรือ Sharpe Ratio = 4.185 (ไม่มีหน่วย)

และคราวนี้ หากเราได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องผลการดำเนินงานของพอร์ตเรากับเพื่อนนักลงทุน ก็สามารถเทียบกันได้แล้วว่า หากเพื่อนได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันกับเรา แต่เรามี Sharpe Ratio สูงกว่า ก็แปลว่าเราน่าจะบริหารความเสี่ยงของพอร์ตได้ดีกว่านั่นเอง

อย่างไรก็ดี Sharpe Ratio ยังมีข้อสังเกตในการใช้งานคือ

  • ใช้วัดผลการดำเนินงานระหว่างพอร์ตที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเท่านั้น หากพอร์ตมีสินทรัพย์ต่างกันมาก เช่น พอร์ตที่มีแต่กองทุนรวมตลาดเงิน กับ พอร์ตที่มีแต่หุ้น การเทียบกันด้วย Sharpe Ratio อาจไม่ได้ประโยชน์
  • หากคำนวณได้ Sharpe Ratio ติดลบ แปลว่าการลงทุนแบบไม่มีความเสี่ยง (เช่นในพันธบัตรรัฐบาลระยะัสั้น) ยังดีกว่าพอร์ตการลงทุนของเราเสียอีก

ก่อนจบ ขอฝากตารางค่า 250-Day Hvol (ข้อมูลจาก Bisnews ณ 25 พ.ย.53) เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปคำนวณ Sharpe Ratio ได้อย่างสะดวกครับ

อ้างอิง:

○ ตัวเลข 250-day Hvol:  Bisnews
○ Historical Volatility: http://glossary.reuters.com/index.php/Historical_Volatility
○ Sharpe Ratio: http://en.wikipedia.org/wiki/Sharpe_ratio

○ William F. Sharpe: http://en.wikipedia.org/wiki/William_Forsyth_Sharpe

(ติดตามบทความอื่นๆ ของผู้เขียนบทความนี้ ได้ที่นี่: http://fundmanagertalk.com/author/keng)


 คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันเป็น Head of Treasury & Investment Department และ Investment Committee Member ของ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน SET Symbol: BFIT) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (เน้นด้าน Finance) จาก The University of Western Australia คุณศกุนพัฒน์เริ่มสะสมประสบการณ์ด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเมื่อปี 2544 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง Account Analyst โดยรับผิดชอบลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2548 ได้เริ่มงานบริหารเงินลงทุนของบริษัทเอง (Proprietary Portfolios) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน การลงทุนในหุ้นสามัญทั้งที่ซื้อขายใน SET และนอก SET ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และรับผิดชอบการบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัทผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน คุณศกุนพัฒน์ ผ่านการทดสอบ CISA Level II ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานกลต.ให้เป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนประเภท ก. และได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน Read more from this author


3 Comments »

  • Wongudom said:

    Hvol นอกเหนือจาก Bisnews แล้ว สามารถหาได้จากแหล่งอื่นหรือเปล่าครับ?

      ( Quote )

    [Reply]

    fundmanagertalk Reply:

    เท่าที่ผมเคยใช้เป็น bloomberg ครับ
    นอกจากนั้นมีอีกวิธีคือการหา time series มาคำนวณเองด้วย excel ครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • ณัฐ said:

    รบกวนขอข้อมูลค่าความผันผวนของราคาหลักทรัพย์จากข้อมูลในอดีต (30-day Historical Volatility) ของ

    SETHD กับ SET SET50 SET100 ได้มั๊ยค่ะ ตั้งแต่ปี 2545-2555 หรือไม่ก็ ปี 2551-2555 ก้ได้ค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site