InvestmentTalk – หลุมพรางของราคาเป้าหมาย

InvestmentTalk – หลุมพรางของราคาเป้าหมาย

เมื่อสักครู่นี้ได้อ่านบทวิเคราะห์หุ้น ROBINS ใน settrade.com พบว่านักวิเคราะห์คำนวณราคาเป้าหมาย 1 ปีข้างหน้าได้ 37 บาทเศษ ขณะที่ราคาตลาดล่าสุดคือ 36 บาท (11.20น 9 สิงหาคม 2254)

ประเด็นคือ เมื่อย้อนกลับไปดูราคาตลาดเมื่อ 1 ปีที่แล้ว (วันที่ 9 สิงหาคม 2553) ราคาอยู่ที่ 19.50 บาท (เท่ากับว่าขึ้นมาถึง 85% ใน 1 ปี) ซึ่งผมพอจำได้ว่าในช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ไม่มีนักวิเคราะห์รายใดเคาะราคาเป้าหมายหุ้น ROBINS ในอีก 1 ปีข้างหน้า (ซึ่งก็คือวันนี้ในปัจจุับัน) ไว้เกิน 25 บาท แม้แ่ต่รายเดียว

จึงเห็นสัจธรรมว่า ราคาเป้าหมายหรือที่บางท่านเรียกว่ามูลค่าพื้นฐานนั้น ไม่ว่าจะคำนวณอย่างบรรจง
ละเอียดถี่ถ้วนและซับซ้อนเท่าใด ก็ทำขึ้นมาด้วยชุดข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณในขณะนั้นตอนนั้น และอาจเปลี่ยนไปได้อย่างมากในเพียงเวลาไม่กี่วันหลังจากเผยแพร่บทวิเคราะห์

หลายท่านคงเคยซื้อหุ้นหลังจากได้อ่านบทวิเคราะห์ที่แสดงราคาเป้าหมายสูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้นค่อนข้างมาก และคาดว่าจะขายได้กำไรงามในอีกไม่เกิน 1 ปีแน่นอน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า ราคาตลาดไม่สามารถไต่ระดับขึ้นไปหาราคาเป้าหมายได้อย่างที่หวัง หรือบางครั้งกลับเป็นขาดทุนด้วยซ้ำไป

ผมเชื่อว่าเหตุสำคัญอันหนึ่งคือ ข้อเท็จจริงและข้อมูลในวันนี้ ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก นับจากวันที่ท่านซื้อหุ้นเข้ามา จนทำให้มูลค่าพื้นฐานเปลี่ยนไปอย่างมากเช่นกัน ดังนั้น การซื้อขายหุ้นตามข้อมูลราคาเป้าหมายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้หมั่นตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงอาจทำให้ท่านเสียโอกาสได้กำไร หรือไม่ก็ประสบภาวะขาดทุนได้อย่างมาก

อย่างกรณีของ ROBINS สมมติท่านเป็นนักลงทุนที่ต้องการ Upside เกิน 30% จึงจะเข้าซื้อ ขณะที่เมื่อ 1 ปีที่แล้วราคาตลาดเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย มี Upside เพียง 28% แปลว่าท่านก็จะไม่ได้ซื้อ ROBINS แต่พอย้อนมาดู ณ วันนี้ โอ้โห… มันขึ้นไป 85% เชียว

หลักปฏิบัติประการหนึ่งที่ผมได้จากสัจธรรมนี้ก็คือ ต้องหมั่นตรวจสอบข้อมูลทั้ง 1) ปัจจัยทางเทคนิก 2) งบการเงิน 3) บทวิเคราะห์ราคาเป้าหมายในอนาคต รวมทั้ง 4) ข่าวที่เกี่ยวข้อง อย่างสมำเสมอให้เป็นกิจวัตร ทั้งหุ้นที่ท่านถืออยู่แล้ว รวมทั้งหุ้นอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ถือด้วย

การติดตามหุ้นที่ถืออยู่ จะช่วยเห็นท่านเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ท่านควรขายหุ้นออกไปหรือยัง (มูลค่าพื้นฐานลดลงไปต่ำกว่าต้นทุนของท่านหรือยัง หรือ ยังมี Upside ราคาให้ถือต่อได้หรือไม่) ส่วนการขยันหาข้อมูลหุ้นอื่นๆ ก็จะช่วยเปิดโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ได้อย่างมาก

ผมเชื่อว่า ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ขึ้นทุกวันไม่สิ้นสุด และเช่นกัน ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ลงทุกวันโดยไม่หยุด (หากไม่เจ๊งไปเสียก่อน) การรู้ความเป็นไปในปััจจุบัน บวกกับการคาดการณ์ในอนาคตที่สมเหตุสมผล จะทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนลดลง และเพิ่มความมั่งคั่งให้ท่านได้ในระยะยาวครับ :)

SJ

—————————————–

บทความชิ้นอื่นๆ ของผม สามารถติดตามอ่านได้ที่นี่ครับ http://fundmanagertalk.com/author/keng/

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

MACD เครื่องมือชี้จุดซื้อบอกจุดขาย พร้อมผลทดสอบความแม่นยำ 20 ปี

คำถามสำคัญอันดับต้นๆ ของนักลงทุนทั้งมือใหม่และมืออาชีพก็คือ ดัชนีจะปรับขึ้นและลงเมื่อไร หรือไม่ก็ ควรซื้อและขายหุ้นตัวนี้ที่ราคาเท่าไร โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถพิจารณาจาก 2 ...

About Keng

คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันทำงานด้านการลงทุนอยู่ที่บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (Bangkok First Investment & Trust Public Company Limited หรือ "BFIT") ในตำแหน่ง Head of Investment Advisory Department ดูแลงานระดมทุนของบริษัท ควบกับตำแหน่ง Investment Committee ดูแลเงินลงทุนในหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ และบริหารสภาพคล่องของธุรกิจผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน ในด้านคุณวุฒิ สอบผ่านหลักสูตร Certified Investment & Securities Analyst Level 2 (CISA II) ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เป็นนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ และผู้แนะนำการลงทุนด้านตลาดทุน รวมถึงได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน SJ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท (MBA, Finance) จาก The University of Western Australia และเคยทำงานวิเคราะห์สินเชื่อลูกค้าเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)