เมื่อหุ้นยุโรปไปไกล แต่พี่ไทย sideway

ความสวยงามของหุ้นขนาดกลาง/เล็ก กับ TISCOMS
13/12/16
“3 เสาหลักของการลงทุนตราสารหนี้ ดี…กว่าที่เคย”
03/08/17
แชร์บทความนี้


หลายเดือนมานี้ตลาดหุ้นไทยตึง ๆ ลงก็ไม่ไกล ไปก็ไม่แรง หรือที่เราเรียกกันว่าช่วงตลาด Sideway นั่นเอง แล้วเราควรทำอย่างไรดี? สิ่งที่ผมพยายามเน้นย้ำคือเราควรพยายามกระจายการลงทุนออกไปในหลาย ๆ ประเทศ หลาย ๆ ภูมิภาค แน่นอนว่าตลาดหุ้นไทยของเราเป็นเพียงตลาดหุ้นเล็ก ๆ ตลาดหนึ่งในโลก ยังมีอีกหลายตลาดที่มีความน่าสนใจและมีโอกาสการลงทุนดี ๆ รออยู่

รายประเทศหรือรายภูมิภาคดี”

เวลาที่เราลงทุนในต่างประเทศสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือการวิเคราะห์ว่าจะลงเป็นรายประเทศหรือเป็นรายภูมิภาค ถ้าเรามั่นใจในเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะการลงทุนเป็นรายประเทศก็ถือว่าเหมาะสม เช่น การลงทุนในประเทศอินเดียที่หลายคนตกรถไฟ การลงทุนในเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่ในหลาย ๆ ครั้งเราก็เลือกลงเป็นรายภูมิภาคแทนซึ่งเป็นการเน้นลงทุนโดยใช้ภาพใหญ่ เช่น ลงทุนในเอเชียเพราะเป็นภูมิภาคที่การเติบโตของ GDP สูงที่สุดในโลก หรือเลือกลงทุนในภูมิภาคอเมริกาเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน หรืออาจจะลงทุนในยุโรปเนื่องจากผ่านจุดต่ำสุด เริ่มฟื้นตัว หรือที่มักเรียกกันว่า turnaround

การเติบโตท่ามกลางความผันผวนของหุ้นขนาดเล็กในยุโรป”

ภูมิภาคยุโรปมีความไม่แน่นอนในด้านของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองมากมายในปี 2016 – 2017 เช่นการที่อังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรป ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงเดือนมิถุนายน 2016 แต่ก็เกิดการ rebound อย่างรวดเร็ว

รูปที่ 1 ดัชนี Euro Stoxx 50 (สีขาว) เทียบกับกองทุน KT-EURO (สีส้ม)

ข่าวร้ายทำให้ของถูก…”

หลายข่าวร้ายที่ผ่านมาทำให้หุ้นยุโรปถูกลงอย่างน่าตกใจ แต่เราควรเข้าไปลงทุนในของถูกเหล่านั้นหรือไม่? เป็นคำถามที่หลายคนอยากหาคำตอบ

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบดูคือ Fund Flows หรือจำนวนเงินที่เข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศเพราะมันสามารถสะท้อนมุมมองของนักลงทุนทั่วโลกได้ดี และเป็นการตรวจสอบมุมมองของเราเองไปในตัวด้วย เช่นในกราฟด้านล่างซ้ายจะเห็นว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับเข้าไปลงทุนในยุโรป (เส้นสีน้ำเงินเข้ม) เนื่องจากหุ้นยุโรปมีราคาถูกกว่าหุ้นในสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ (กราฟล่างขวา) ส่วนเครื่องมือที่ใช้วัดความถูกแพงคือ Price-to-book Ratio นั่นเอง ซึ่งถ้ายุโรปถูกกว่าสหรัฐกราฟจะปักหัวลง เห็นมั้ยครับตอนนี้ต่ำสุด ๆ เลย แปลง่าย ๆ ว่าหุ้นยุโรปมีราคาพื้นฐานถูกกว่าหุ้นสหรัฐมาก

รูปที่ 2 เงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯเทียบกับยุโรป (ซ้าย) Valuation ยุโรปเทียบกับสหรัฐฯ (ขวา)

ของถูกจะแพงได้ ปัจจัยพื้นฐานต้องดี”

แล้วหุ้นในยุโรปที่มีราคาถูกจะเติบโตได้หรือไม่อันนี้เป็นคำถามที่สำคัญ จะโตไม่โตเราต้องกลับมาดูที่พื้นฐาน แล้วพื้นฐานอะไรล่ะที่ทำให้หุ้นเติบโต… กำไรไงครับ… กำไรของบริษัทดูง่าย ๆ ผ่าน กำไรต่อหุ้น หรือ Earning Per Share หุ้นยุโรปขนาดใหญ่แทนด้วย STOXX600 กำไรโตแค่ 14% แต่หุ้นในหลายๆประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี่ สเปน มีแนวโน้มที่กำไรจะโตอย่างมากเลยทีเดียว

รูปที่ 3 คาดการณ์อัตราการเติบโตกำไรปี 2017 ของยุโรป | ที่มา

หุ้นยุโรป ลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนดี”

การลงทุนในหุ้นก็มีหลายทางเลือก บางคนเน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง ผลตอบแทนอาจเติบโตไม่หวือหวานักแต่ก็ได้ความมั่นคงสูง สำหรับตัวผมแล้วหลาย ๆ ครั้งผมมักจะสนใจหุ้นขนาดเล็กซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาวแต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
มาดูการลงทุนหุ้นเล็กในยุโรปกันครับว่าผมแนะนำลงทุนอย่างไร?

ก่อนอื่นเลยตัวผมเองเป็นคนไทยและคุ้นเคยกับการลงทุนในไทยมากกว่า ข่าวหาง่ายกว่า ใกล้ตัวกว่า… แต่ก็ไม่อยากพลาดการลงทุนในหุ้นเล็กโดยเฉพาะ “หุ้นยุโรปขนาดเล็ก” จะให้ผมไปเลือกเป็นรายตัวก็ไม่มีเวลาพอ ผมจึงเลือกใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน เนื่องจากมีสิ่งที่ผมชอบมากคือ “On the ground Fund Manager” หรือมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นคนยุโรป อยู่ในยุโรป และเชี่ยวชาญการลงทุนในยุโรปโดยเฉพาะ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังครับว่าทำไมผมถึงเลือกกองทุน KT-EURO จากบลจ. กรุงไทยเป็นเครื่องมือในการลงทุน นอกจากพอร์ตส่วนตัวของผมที่ลงทุนในกองทุนนี้แล้วผมยังแนะนำให้ลูกค้าผมหลาย ๆ คนลงทุนในกองทุนนี้ด้วยครับ

KT-EURO กองทุนหุ้นเล็กในดวงใจ

กองทุน KT-EURO เป็นกองทุนประเภท Feeder Fund หรือ FIF ซึ่งทางบลจ.กรุงไทยไม่ได้เป็นคนบริหารเองแต่เอาเงินกองทุนไปซื้อหน่วยลงทุนของบลจ.ในต่างประเทศเพื่อให้ช่วยบริหารอีกที ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ผมชอบมีอยู่ 4 ข้อครับ

1) Master Fund ชั้นดี ที่เข้าถึงได้

บลจ.กรุงไทยเลือกใช้บลจ.วัยเก๋าอย่าง INVESCO ซึ่งเป็นบลจ.ชื่อดังที่มีประสบการณ์บริหารกองทุนกว่า 80 ปี มีกองทุนที่ประสบความสำเร็จมากมายจากค่ายนี้ มีสาขาในกว่า 20 ประเทศ แน่นอนว่ามีสาขาในยุโรปหลายแห่งทำให้ผู้จัดการกองทุนอยู่ใกล้ชิดกับตลาดหุ้นหลายประเทศในยุโรป สำหรับกองทุนที่ทาง KT-EURO เลือกคือ Invesco Continental European Small Cap Equity Fund ซึ่งเน้นการลงทุนหุ้นขนาดเล็กทั่วยุโรป ที่ผมเรียกว่า Master Fund ชั้นดีที่เข้าถึงได้ เพราะผมสามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากทางบลจ.กรุงไทยได้อย่างละเอียดเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นมุมมองต่อข่าวต่าง ๆ แนวทางการบริหารในอนาคต หรือแม้แต่ต้องการพูดคุยกับผู้จัดการกองทุนที่อยู่ในยุโรปก็สามารถทำได้ครับ ทำให้ผมมีข้อมูลกองทุนนี้อย่างละเอียดเลยทีเดียว

2) ลงทุนหุ้นที่ชอบแบบไร้ข้อจำกัด

ตลอดชีวิตการเป็นผู้จัดการกองทุนผมได้บริหารและเห็นกองทุนต่าง ๆ มามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบอกได้เลยว่าผู้จัดการกองทุนจะบริหารตาม “ดัชนีชี้วัด หรือ Benchmark” ซึ่งจะพยายามบริหารให้ผลตอบแทนของกองทุนมากกว่า Benchmark แต่หลาย ๆ ครั้งมันเป็นจำกัดโอกาสการลงทุน ซึ่งกองทุน KT-EURO ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ!! ผู้จัดการกองทุนบริหารอย่างเป็นอิสระจาก Benchmark ทำให้สามารถลงทุนที่ชอบได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีคนมอง ซึ่งมักเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนส่วนใหญ่ให้กับพอร์ต ข้อนี้แหละครับเป็นข้อที่ผมชอบมากที่สุด

 

3) หุ้นในพอร์ตน่าสนใจ

เวลาที่เราวิเคราะห์กองทุนอย่าเพียงแต่วิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าไส้ในของแต่ละกองทุนถืออะไรกัน วันนี้ผมจะเอาหุ้น 5 ตัวแรกที่ KT-EURO ถือมาเล่าให้ฟังกันครับ

  • Banca Mediolanum : เป็นธนาคารน้องใหม่ใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ในอิตาลีที่กำลังเติบโต ทำธุรกิจธนาคารครบวงจร รวมถึงธุรกิจบริหารจัดการกองทุน และธุรกิจประกัน การเป็นธนาคารขนาดเล็กมีข้อดีคือสามารถเติบโตได้อีกเยอะในอนาคต การเติบโตของธนาคารมาพร้อมกับการขึ้นของราคาหุ้น นับว่าเป็น Top Pick ของกองทุนนี้เลยทีเดียว
  • Outokumpu : เป็นบริษัทสัญชาติฟินแลนด์ ผู้นำธุรกิจผลิตสแตนเลสครบวงจรตั้งแต่การทำเหมืองและการแปรรูปเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สร้างสะพาน สร้างตึก หรือแม้แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ละปีมีกำลังการผลิตกว่า 3.1 ล้านตันเพื่อส่งขายทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 10, 000 คนใน 30 ประเทศ มาพร้อมเทคโนโลยีในการผลิตใหม่ๆ และที่สำคัญรัฐบาลฟินแลนด์เข้ามาถือหุ้นบริษัท Outokumpu กว่า 27% ทำให้มั่นใจได้ถึงความมั่นคงครับ
  • Banca Generali : เป็นธนาคารขนาดใหญ่ในอิตาลี ที่ถือหุ้นโดยบริษัท Generali ซึ่งเป็นบริษัทประกันใหญ่ที่สุดในอิตาลีและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มั่นใจได้เรื่องความแข็งแรง Banca Generali ยังเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดลำดับที่ 41 ของตลาดหลักทรัพย์อิตาลี (Borsa Italiana) กองหุ้นเล็กบางครั้งผู้จัดการกองทุนถือตั้งแต่ยังเป็นหุ้นเล็ก ต่อมากลายเป็นหุ้นใหญ่แล้ว ยังไม่ต้องขายออกก็ได้นะครับ
  • Eurazeo : เป็นบริษัทสัญชาติสัญชาติฝรั่งเศส ทำธุรกิจบริการการลงทุนโดยการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ (Investment Company) ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 6 พันล้านยูโร โดยการลงทุนแต่ละครั้งจะเน้นการลงทุนระยะยาวประมาณ 5-7 ปี เป็นหลัก ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี
  • Hibernia REIT : เชี่ยวชาญการสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไอซ์แลนด์โดยเฉพาะสำนักงานให้เช่า ซึ่งมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในเมือง Dublin (เมืองหลวงของไอซ์แลนด์) ปัจจุบันเป็นเจ้าของและบริหารสินทรัพย์กว่า 25 แห่ง การมี REIT อยู่ในพอร์ตการลงทุนเป็นตัวช่วยให้ผลการดำเนินงานมีความสม่ำเสมอนะครับ

4) ผลตอบแทนย้อนหลังทำได้ดีทีเดียว

ผลตอบแทนเป็นสิ่งที่ผมดูเป็นสิ่งสุดท้าย เนื่องจากมันไม่ได้บอกอนาคต แต่เราสามารถใช้มันช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ครับ กองทุนนี้สร้างผลตอบแทนในอดีตได้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเทียบกับ Benchmark หรือเทียบกับตลาดหุ้นยุโรป 1 ปีย้อนหลังกองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้กว่า 24% และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ให้อยู่ใน Quartile 1 หรือเป็นอันดับต้นๆของกองทุนประเภทนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ ต้องชมผู้จัดการกองทุนครับว่านายเยี่ยมมาก

KT-EURO เป็นกองทุนที่ผมติดตามมานานและก็เป็นอีกหนึ่งกองทุนหุ้นยุโรปขนาดเล็กในดวงใจด้วยเหตุผล 4 ข้อ 1) กองทุนหลักชั้นดีและเข้าถึงได้ 2) ไม่ยึดติดกับ Benchmark 3) หน้าหุ้นน่าสนใจ และ 4) ผลตอบแทนในอดีตสวยงามค่าธรรมเนียมก็เท่า ๆ กับกองอื่นแต่คุณภาพนี่ประทับใจมากครับ สำหรับผู้ที่สนใจ เข้าไปดูรายละเอียดอื่น ๆ ได้ที่ http://bit.ly/2sHhJhT

ด้านล่างหรือสอบถามบลจ.กรุงไทยได้ที่เบอร์ 0-2686-6100 ครับผม

FundTalk รายงาน

Facebook Comments

แชร์บทความนี้
FundTalk
FundTalk
คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net