EconomicTalk – สหกรณ์ออมทรัพย์ ในมุมมองด้านการเงิน

EconomicTalk – สหกรณ์ออมทรัพย์ ในมุมมองด้านการเงิน

ขออนุญาตเขียนเรื่องที่ไม่ in trend เท่าไหร่ เมื่อเทียบเรื่องของการลงทุน ภาวะเศรษฐกิจโลก ฯลฯ  แต่ถือว่าเป็นเรื่องนอกกระแส เผื่อบางท่านที่ว่าง ๆ อาจลองอ่านดูนะครับ คนไทยส่วนใหญ่รู้จักสหกรณ์ดี แต่ถ้าถามลึกไปอีกหน่อยว่ารู้จักเพราะอะไร คำตอบส่วนใหญ่ก็คงบอกว่า เห็นตรงประตูรถแทกซี่ ถ้าให้อธิบายถึงความรู้สึกที่มีต่อสหกรณ์ ผู้อ่านหลายท่านคงบอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นอะไรที่เทา ๆ เหมือนดินแดนสนธยา ทั้ง  ๆ ที่ในความเป็นจริง ระบบสหกรณ์ของประเทศไทย มีสินทรัพย์อยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท (ในขณะที่ยอดรวมของสินทรัพย์ของกองทุนรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท, ข้อมูล พฤษภาคม 2554) มีคนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 ล้านคน หรือ สิบกว่าเปอร์เซนต์ของประเทศ  แต่ทำไม ...
Share this Story
Investment Talk – ว่ากันด้วยเรื่องของ Elliott Wave Principle

Investment Talk – ว่ากันด้วยเรื่องของ Elliott Wave Principle

นักลงทุนหลายคนคงรู้จักหลักการลงทุนระดับนี้ดีอยู่แล้ว แต่อีกหลายคนก็คงยังไม่รู้จักมัน หรือรู้จักแค่ชื่อ แล้วก็สงสัยว่า มันเชื่อถือได้จริงหรือ? เชื่อถือได้หรือไม่ได้ แนะนำทดสอบด้วยตัวของคุณเองครับ แต่ถ้ามันไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆ  หลักการคลื่นของเอเลียตคงตายไปพร้อมๆกับเจ้าของแนวคิดตั้งแต่เมื่อ 60 ปีกว่าปีที่แล้ว จริงไหม Ralph Nelson Elliott นี่คือชื่อของผู้คิดค้นหลักการอันน่าปวดหัวอันนี้ จริงๆแล้วเขาเป็นนักบัญชี เกิดในปี คศ. 1871 สำหรับ Elliott Wave นี้ เขาคิดค้นขึ้นได้ในช่วงราวๆปี 1930 และออกสู่สายตาธารณะชนในวงกว้างก็ช่วงปี 1938 ด้วยชื่อหนังสือ “The Wave Principle” หลักการของ Elliott Wave จริงๆแล้วถูกพัฒนามาจากทฤษฏีอีกอันที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นั้นก็คือ Dow Theory อีกที ...
Share this Story

InvestmentTalk – ว่าด้วยเรื่องของเถ้าแก่กับลูกจ้าง

ว่าด้วยเรื่องของเถ้าแก่กับลูกจ้าง ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM วันเวลาในตลาดทุนทำให้ผมมีโอกาสได้สัมผัส และซึมซับแนวคิดรวมถึงมุมมองต่อสิ่งต่างๆของผู้คนมากมาย จากทั้งภาคตลาดทุน ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ซึ่งจากการสังเกตของผมนักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมี “แนวคิดแบบเถ้าแก่” (Entrepreneurship) เป็นพื้นฐาน แล้วแนวคิดแบบเถ้าแก่นี้เป็นอย่างไรแตกต่างจากแนวคิดแบบลูกจ้างอย่างไรในมุมมองของผมลองมาดูกันครับ เถ้าแก่ : กระตือรือล้น และทำทุกอย่างสุดความสามารถเสมอ เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาทำมากเขาจะได้มาก ลูกจ้าง : ทำงานตามหน้าที่ ทำงานตามสั่ง และเฉื่อยชา เพราะเขาทำมากหรือทำน้อยเขาก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม เถ้าแก่ : กล้าที่จะคิดต่าง เพราะการคิดนอกกรอบสามารถสร้างธุรกิจใหม่ และเพิ่มรายได้ให้เถ้าแก่ได้ไม่จำกัด ลูกจ้าง : คิดแต่จะอยู่ในกรอบ กลัวความคิดตนจะไม่เหมือนคนอื่น กลัวผิดระเบียบปฎิบัติ กลัวขัดใจนาย การคิดต่างไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของลูกจ้างดีขึ้นมีแต่จะทรงหรือแย่ลง ...
Share this Story

EconomicTalk – วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (3)

วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (3) ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM บทความสองตอนก่อนได้เล่าถึงความเป็นมาและสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาหนี้สินในยุโรปไปแล้ว ในตอนสุดท้ายนี้จะกล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินในยุโรป และอนาคตของเศรษฐกิจโลกในทัศนะของผู้เขียน ปัจจุบันความสนใจปัญหาหนี้สินของประเทศในกลุ่มยุโรปอยู่ที่กรีซ อิตาลี และสเปน ซึ่งประเทศทั้งสามมีสถานะที่ใกล้เคียงกัน คือ หนี้สินต่อ GDP สูง มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการว่างงานที่สูงมากจนไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญประเทศอย่างอิตาลีและสเปนคือเป็นประเทศทีมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ติดอันดับโลก (GDP อิตาลี และสเปนจัดอยู่ในอันดับ 8 และ 12 ของโลกตามลำดับ) หากประเทศทั้งสองไม่สามารถระดมเงินกู้เพื่อมาต่ออายุลมหายใจได้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงมากกว่าวิกฤติทุกครั้งที่โลกเคยผ่านมา ชนิดที่ว่าวิกฤติต้มยำกุ้งของเอเชียเมื่อปี 1997 ถือว่าจิ๊บจ้อยมาก หรือแม้แต่ Hamburger crisis ปี ...
Share this Story
InvestmentTalk – เงินปันผล สำหรับหุ้นปันผล และหุ้นเติบโต

InvestmentTalk – เงินปันผล สำหรับหุ้นปันผล และหุ้นเติบโต

หุ้นปันผลกับหุ้นเติบโตมีลักษณะที่แตกต่างกันคือ โดยปกติหุ้นปันผลคือบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำไร(Payout ratio) และหากเทียบกับราคาหุ้นก็อยู่ในระดับที่สูง (Dividend yield) เช่นกัน บริษัทลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างจะอิ่มตัว ต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการค่อนข้างต่ำ ทำให้มีเงินสดเหลือเยอะจึงจ่ายเงินปันผลออกมาค่อนข้างมาก สำหรับหุ้นเติบโตคือบริษัทที่อยู่ในช่วงขยายกิจการ ต้องการเงินลงทุนสูง มีอัตราการเติบโตของกำไรที่มากแต่อัตราการจ่ายเงินปันผลก็จะน้อยกว่าหุ้นปันผล การลงทุนสำหรับหุ้นปันผลหรือว่าหุ้นเติบโตลักษณะใดให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากัน เป็นสิ่งที่ตอบได้ได้ยากเพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นปันผลปกติราคาหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่าและผลตอบแทนที่ได้จะมาจากเงินปันผลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปกติบริษัทจะจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ผลตอบแทนสำหรับหุ้นปันผลจะไม่หวือหวาเพราะกำไรบริษัทค่อนข้างคงที่หรือการเติบโตของกำไรอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่สำหรับหุ้นเติบโตนั้นผลตอบแทนที่ได้มักมาจากราคาหุ้นและมีความตื่นเต้นกว่าเพราะมีกำไรเติบโตมาก หากเราเชื่อว่าราคาหุ้นมีทิศทางเดียวกับกำไรของบริษัท ดังนั้นหุ้นเติบโตน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นปันผล แต่หากเราสรุปแบบนั้นมันก็จะลำเอียงเกินไปหากไม่ได้พิจารณาความเสี่ยงด้วย หุ้นปันผลกับหุ้นเติบโตเมื่อเปรียบเทียบความถูกแพงในเชิง PE หุ้นเติบโตมักจะมี PE ที่สูงกว่าหุ้นปันผล เพราะนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของกำไรที่สูงกว่า แต่หากบริษัทไม่สามารถเติบโตได้ตามนักลงทุนคาดหวัง ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้มากกว่าหุ้นปันผล หากเปรียบเทียบในเชิง PB เป็นการเปรียบเทียบที่ยากที่จะบอกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะหุ้นปันผลบางครั้งก็มี PB ที่สูงเนื่องจากการจ่ายเงินปันผลที่สูงทำให้มูลค่าทางบัญชี (ฺBook value) ไม่เพิ่มขึ้น บริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโตพอถึงจุดๆหนึ่งบริษัทจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและกลายเป็นหุ้นปันผลในที่สุด ...
Share this Story
InvestmentTalk – ปรับกลยุทธ์ลงทุนกับ @FundTalk ตอน “ในวิกฤตการเงินระยะสั้น คือโอกาสลงทุนระยะยาว”

InvestmentTalk – ปรับกลยุทธ์ลงทุนกับ @FundTalk ตอน “ในวิกฤตการเงินระยะสั้น คือโอกาสลงทุนระยะยาว”

เจษฎา สุขทิศ, CFA | 4 ตุลาคม 2554 ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความฉบับนี้ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับประมาณ 850 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากที่ทำราคาปิดสูงสุดที่ 1148 จุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยคิดเป็นการปรับตัวลดลง 26% หรือหากมองนับแต่ต้นปีก็เป็นการปรับตัวลงประมาณ 18% โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดปรับตัวลดลงรอบนี้โดยหลักมาจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่ม PIIGS ในยุโรป [อ่านบทความ “GIROS CRISIS” เศรษฐกิจยุโรปจะซึมยาว และกระทบเศรษฐกิจโลกซึ่งผมได้เขียนไว้เมื่อเดือน พ.ค. 54 ได้ที่ http://fundmanagertalk.com/economic-talk-giros-crisis-eu-economy-recession/] ผมประเมินว่าปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปจะเรื้อรังอย่างต่อเนื่องใน 1 – 2 ปีข้างหน้า แต่ในส่วนของ sentiment ...
Share this Story

EconomicTalk – การกลับมาอีกครั้งของ Operation Twist

           Operation Twist เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 ยุคที่เศรษฐกิจอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยรัฐบาล John F. Kennedy และธนาคารกลางสหรัฐต้องการลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวเพื่อกระตุ้นภาคการลงทุนและสนับสนุนอุปสงค์ภาคอสังหาริมทรัพย์ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมการไหลออกของดุลการชำระเงินและทองคำได้จากการที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในระดับเดิม ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของธนาคารกลางสหรัฐในปัจจุบันที่เริ่มต้นจากการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปอย่างน้อยอีก 2 ปี จากนั้นจึงทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในลำดับถัดมา                ความแตกต่างระหว่าง Operation Twist กับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณทั้ง QE1 และ QE2 อยู่ที่อายุคงเหลือของพันธบัตรรัฐบาล โดยมาตรการที่ผ่านมาเน้นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 10 ปี ในขณะที่มาตรการปัจจุบันพุ่งเป้าไปยังการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ดังพิจารณาได้จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีแผนที่จะใช้เงิน 116,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เฉลี่ย 12,889 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน) คิดเป็นร้อยละ 29 ของ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรที่มีอายุคงเหลืออยู่ในช่วง ...
Share this Story

EconomicTalk – วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (2)

วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (2) ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM บทความตอนที่แล้วได้เล่าถึงที่มาของปัญหาหนี้สินในยุโรปไปแล้ว ในตอนนี้จะกล่าวสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาในรายละเอียดตามมุมมองของผู้เขียน ปัจจุบันปัญหาหนี้สินของกรีซอาจถือได้ว่าอยู่ระดับที่น่าวิตกมาก แม้ว่ากลุ่มสภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่าประเทศ (IMF) จะเข้าให้ความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 110,000 ล้านยูโรก็ตาม เนื่องจากการให้เงินสนับสนุนของ EU ที่ให้กับกรีซเป็นในรูปเงินกู้เพื่อนำไปชำระหนี้พันธบัตรที่ครบกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่ากรีซจะต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อลดภาระขาดทุนทางการคลังจากร้อยละ 10.5 ในปี 2010 และขายสินทรัพย์ภาครัฐ เพื่อนำมาชำระหนี้สินจำนวนมหาศาลที่เคยก่อไว้ อย่างไรก็ดีหลังจากได้เงินกู้ก้อนแรกไปปีกว่าๆแล้วกรีซยังไม่แนวโน้มว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับคำมั่นที่เคยให้ไว้กับ EU และ IMF การดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเป็นไปอย่างล่าช้าเนื่องจากการต่อต้านจนถึงขั้นจลาจลจากประชาชนที่เคยสุขสบายจากรัฐสวัสดิการที่ให้เปล่า กระบวนการขายสินทรัพย์ที่ล่าช้าและดูเหมือนจะไม่เพียงพอในการชำระหนี้ทั้งหมด เมื่อรวมกับเศรษฐกิจของประเทศที่ทรุดหนักในระยะหลัง ทำให้ในที่สุดนายกรัฐมนตรีของกรีซได้ออกแถลงการณ์ขอร้อง EU ให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการรัดเข็มขัดและขอเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องก้อนใหม่ พร้อมยกคำขู่ว่ากรีซจะมีเงินพอใช้ไปได้จนถึงเดือนตุลาคม 2011 ...
Share this Story

EconomicTalk – วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (1)

วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (1) ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM นักลงทุนบางท่านอาจยังไม่ทราบว่าปัญหาหนี้สินในยุโรปที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเงินมักจะยกขึ้นมาอธิบายความผันผวนของตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศว่ามันคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ดำเนินไปในทิศทางใด และควรมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ผู้เขียนจะลองนำเสนอเรื่องราวปัญหาหนี้สินในยุโรปผ่านทรรศนะส่วนตัวของผู้เขียนแต่พอสังเขป ปัญหาหนี้สินในยุโรปในครั้งนี้มีรากฐานมายาวนานเริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศมหาอำนาจเดิมในยุโรปได้รับความสูญเสียมหาศาลจากสงครามไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และสัมพันธมิตร หรือฝ่ายพ่ายสงครามอย่างเยอรมัน อิตาลี และพลพรรคอักษะ เปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ชนะที่สูญเสียน้อยที่สุดก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจแทน ค่าเงินสกุลหลักที่ใช้ซื้อขายสินค้ากันก็เปลี่ยนจากปอนด์สเตอริงมาเป็นดอลลาร์สหรัฐและก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา เวลาผ่านไปความสำคัญของเศรษฐกิจยุโรปก็เริ่มลดลงโดยเฉพาะหลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวหลังจากสงคราม ในที่สุดกลุ่มประเทศในยุโรปเริ่มรู้สึกว่าตนเองเริ่มจะด้อยกว่าประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐและต้องการกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1992 ก็เริ่มมีแนวคิดจะรวมเศรษฐกิจยุโรปให้เป็นปึกแผ่น โดยการก่อตั้งสหภาพยุโรปซึ่งมุ่งเน้นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันภายในประเทศกลุ่มยุโรป เช่น การจ้างงานเสรี การเดินทางข้ามประเทศ อัตราภาษีพิเศษในภูมิภาค และที่สำคัญที่สุดกำหนดสกุลเงินหลักที่ใช้ร่วมกันในสหภาพยุโรปเพื่อคานอำนาจกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในที่สุดค่าเงินยูโรก็ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม ...
Share this Story
InvestmentTalk – ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับการกระจายความมั่งคั่ง

InvestmentTalk – ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับการกระจายความมั่งคั่ง

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับการกระจายความมั่งคั่ง ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM นักลงทุนทั่วไปคงจะพอจะรู้จักดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index – SET) กันอยู่บ้าง ซึ่ง SET Index เป็นดัชนีที่บอกถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยให้ความสำคัญตามมูลค่าตลาดของบริษัท (Market capitalize weighted) ถ้านับรวมเงินปันผลรับเข้าไปด้วยเราเรียกดัชนีที่รวมเงินปันผลนี้ว่า ดัชนีผลตอบแทนรวม (SET Total return index – SET TRI) แต่นักลงทุนทราบไหมว่า SET หรือ SET TRI มีนัยอย่างไรกับการกระจายตัวของความมั่งคั่ง (Wealth) ของนักลงทุนในตลาด วันนี้ผมขอนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้กัน ผลตอบแทนของ SET TRI นี้แท้จริงแล้วเป็นค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนที่นักลงทุนทุกคนพึงได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้น ...
Share this Story
InvestmentTalk – ปรับกลยุทธ์ลงทุนกับ @FundTalk ตอน “ข่าวดีคือไม่มีข่าวร้าย”

InvestmentTalk – ปรับกลยุทธ์ลงทุนกับ @FundTalk ตอน “ข่าวดีคือไม่มีข่าวร้าย”

เจษฎาสุขทิศ, CFA | 1 สิงหาคม 2554   ห่างหายกันไปนานพอสมควรนะครับกับบทความ ” ปรับกลยุทธ์ลงทุนกับ @FundTalk ” เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงปลายไตรมาส 3 จ่อต้นไตรมาส 4 ของปีกระต่ายทองแล้วนะครับ [ ย้อนไปอ่านบทความจัดพอร์ตลงทุนรับปีกระต่ายทองที่ผมเขียนไว้ตอนต้นปีได้ที่ http://fundmanagertalk.com/investment-talk-2011-investment-strategy/ ] บทความ ปรับกลยุทธ์ฉบับนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผมต่อภาวะแนวโน้มเศรษฐกิจและการ ลงทุน โดยต้องขออนุญาตออกตัวว่ามุมมองต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน เท่านั้น มิใช่มุมมองของบริษัทที่ผู้เขียนทำงานอยู่แต่อย่างใด   เห็น ได้ชัดว่าตลาดลงทุนในช่วงนี้ค่อนข้างผันผวนไปตามการคาดการณ์ของเศรษฐกิจโลก เป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ประเด็นที่ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน [Double Dip Recession] หรือไม่ในปี 2012 และปัญหาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีทั้งปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศ ...
Share this Story
EconomicTalk – คิดๆ เขียนๆ … ใครได้ใครเสียจากการคุ้มครองเงินฝาก

EconomicTalk – คิดๆ เขียนๆ … ใครได้ใครเสียจากการคุ้มครองเงินฝาก

11 สิงหาคม 2554 เป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 (“กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก”) กำหนดให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency หรือ “DPA”) ลดวงเงินการคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 50 ล้า่นบาท/คน/สถาบันการเงิน จากเดิมที่คุ้มครองเต็มจำนวน จึงขอใช้โอกาสนี้ คิดๆ เขียนๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากของไทย จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงิน การคุ้มครองเงินฝากในประเทศไทย มีความเป็นมาอย่างไร? ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540 ประเทศไทยไม่มีการคุ้มครองเงินฝากแต่อย่างใด ผู้ฝากเงินพิจารณาความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินและระดับอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นสำคัญ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในปี 2540 ซึ่งมีต้นตอจากปัญหาหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้สถาบันการเงินมีฐานะอ่อนแอลงอย่างมาก จนผู้ฝากเงินขาดความมั่นใจในสถาบันการเงินที่ตนฝากเงินไว้ จึงพากันถอนเงินฝากออกมาเป็นจำนวนมากในเวลาไม่นาน (Bank Run) กล่าวกันว่าในยุคนั้น สถาบันการเงินที่ล้มไปหลายสิบแห่ง เหตุไม่ได้เกิดจากปัญหาหนี้เสียจนขาดทุนมโหฬารเพียงอย่างเ้ดียว แต่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ...
Share this Story
InvestmentTalk – หลุมพรางของราคาเป้าหมาย

InvestmentTalk – หลุมพรางของราคาเป้าหมาย

เมื่อสักครู่นี้ได้อ่านบทวิเคราะห์หุ้น ROBINS ใน settrade.com พบว่านักวิเคราะห์คำนวณราคาเป้าหมาย 1 ปีข้างหน้าได้ 37 บาทเศษ ขณะที่ราคาตลาดล่าสุดคือ 36 บาท (11.20น 9 สิงหาคม 2254) ประเด็นคือ เมื่อย้อนกลับไปดูราคาตลาดเมื่อ 1 ปีที่แล้ว (วันที่ 9 สิงหาคม 2553) ราคาอยู่ที่ 19.50 บาท (เท่ากับว่าขึ้นมาถึง 85% ใน 1 ปี) ซึ่งผมพอจำได้ว่าในช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ไม่มีนักวิเคราะห์รายใดเคาะราคาเป้าหมายหุ้น ROBINS ในอีก 1 ปีข้างหน้า (ซึ่งก็คือวันนี้ในปัจจุับัน) ไว้เกิน ...
Share this Story
InvestmentTalk – ความไม่เท่าเทียมกันของความคิด

InvestmentTalk – ความไม่เท่าเทียมกันของความคิด

นักลงทุนเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็นของนักลงทุนท่านอื่นสำหรับบริษัทซักหนึ่งบริษัท ความคิดทางด้านลบสำหรับบริษัทนั้นจะมีผลกระทบกับความคิดมากกว่าความคิดทางด้านบวก สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะนักลงทุนกลัวความสูญเสียหรือผลของการขาดทุนมากกว่าสิ่งที่จะได้รับหรือกำไรที่จะเกิดขึ้น ผมขอเรียกความคิดนี้ว่า “ความไม่เท่าเทียมกันของความคิดทางด้านบวกและลบ” ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้จะส่งผลกระทบกับการลงทุนของเราอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเรามีหุ้นอยู่ 2 ตัวในพอร์ตการลงทุน หุ้นตัวหนึ่งมีผลกำไร 50% และอีกตัวหนึ่งขาดทุน 50% เราจะมีความรู้สึกอย่างไรกับหุ้นสองตัวนี้ ความรู้สึกของหุ้นที่ได้กำไรอีกตัวหนึ่งสามารถหักล้างกับความรู้สึกของหุ้นที่ขาดทุนอีกตัวได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ เพราะเราจะมีความรู้สึกทางด้านความสูญเสียหรือผลของการขาดทุนมากกว่าความรู้สึกทางด้านกำไรเมื่อเปรียบเทียบในสเกลเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมกันทางความคิดนี้ ส่งผลให้เวลาหุ้นตกอาจทำให้ความรู้สึกกังวลหรือความกลัวที่จะขาดทุนครอบงำจิตใจนักลงทุนมากกว่าช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น ทำให้โอกาสที่นักลงทุนจะขายตามคนอื่นเป็นไปได้มากกว่าช่วงเวลาที่นักลงทุนจะซื้อตามเวลาหุ้นขึ้น พูดง่ายๆคือ นักลงทุนกลัวติดดอยมากกว่ากลัวตกรถไฟ เพราะการตกรถไฟเป็นการสูญเสียที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเป็นเพียงความคิดที่ไม่ได้กำไรเท่านั้น แต่การติดดอยนั้นเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เวลาหุ้นตก ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะมีคนอยากขายมากกว่าคนที่อยากซื้อ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว อีกตัวอย่างหนึ่งของความคิดไม่เท่าเทียมกันคือ เราจะไม่ซื้อหุ้นเมื่อมีความคิดทางด้านลบกับหุ้นตัวนั้น แต่ก็ยังไม่แน่อีกว่าการซื้อหุ้นสำหรับความคิดทางด้านบวกกับหุ้นซักหนึ่งตัวจะเกิดขึ้น เพราะว่าเรายังคงให้น้ำหนักของการสูญเสียมากกว่าสิ่งที่จะได้รับ นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรจากผลของความคิดทางด้านลบโดยปราศจากการวิเคราะห์โดยใช้หลักเหตุผล หากความไม่เท่าเทียมกันของความคิดทางด้านลบมีมากกว่าด้านบวก เหตุใดยังมีนักลงทุนยังคงมีหุ้นที่ขาดทุนอย่างมากและไม่ยอมขายออกไป สาเหตุน่าจะมาจากการขายขาดทุนหรือการยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการยอมรับความผิดพลาดของนักลงทุนเอง เป็นการยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันผิด ...
Share this Story
Investment Talk – รู้จักสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แล้วระดับไหนที่น่าเชื่อถือ?

Investment Talk – รู้จักสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แล้วระดับไหนที่น่าเชื่อถือ?

สืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้ในกลุ่มประเทศ PIIGS (โปรตุเกส, ไอร์แลนด์, อิตาลี, กรีซ และ สเปน) ได้สร้างความกังวลให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก จนทำให้จากกำไรที่นักลงทุนทำได้มาตลอดต่อเนื่องตั้งแต่หลัง Subprime Crisis ตอนนี้กลายเป็นแค่ฝันที่ยังรอคอยให้มันเป็นความจริง ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ ใครกระจายการลงทุนออกไปต่างประเทศ กลับรู้สึกเหมือนเดินย้ำอยู่กับที่ NAV กองทุนไม่เห็นวิ่งขึ้นเหมือนเก่า แถมทรุดเอาๆด้วยซ้ำไป ความเสี่ยงอันเกิดจากหนี้ของประเทศดังกล่าวที่สูงขึ้น อาจวัดได้จากอัตราส่วน Debt to GDP แต่นั้นก็ไม่ได้บอกถึงความเสี่ยงทั้งหมดของประเทศดังกล่าว และเพื่อเป็นตัวแทนของนักลงทุนในการหาความเสี่ยงของหลักทรัพย์ที่นักลงทุนไปลงทุน จึงได้เกิดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นมาในตลาดทุนอย่างปัจจุบัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency: CRA) ก็คือ บริษัทซึ่งทำหน้าที่ให้บริการจัดอันดับคุณภาพและความเสี่ยงของตราสารประเภทหนี้ หรือของบริษัท หรือองค์การต่างๆ โดยในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้น ทาง CRA แต่ละแห่งจะพิจารณาหลักเกณฑ์ต่างๆที่สำคัญ ...
Share this Story