InvestmentTalk – จิตวิทยากับการลงทุน (3)

InvestmentTalk – จิตวิทยากับการลงทุน (2)
08/01/11
InvestmentTalk – จิตวิทยากับการลงทุน (4 จบ)
22/01/11
แชร์บทความนี้

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM

ในเนื้อหาสองตอนก่อนได้แนะนำให้นักลงทุนรู้จักกับ Behavioral finance ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้กับกระบวนการตัดสินในลงทุนไปพอสมควรแล้ว ครั้งนี้จะกล่าวถึงพฤติกรรมการลงทุนที่เหลือ เพื่อขยายขอบเขตความเข้าใจใน Behavioral finance ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Cognitive dissonance

เมื่อคนเราพบว่าความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ในโลกแตกต่างไปจากความเชื่อที่ตนยึดมั่นถือมั่น มนุษย์มักมีพฤติกรรมต่อต้านโดยสัญชาติญาณ และพยายามจะทำให้ความจริงที่ประจักษ์และความเชื่อของตนเป็นไปในทางเดียวกัน เช่น ธรรมชาติของนักลงทุนมักเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรจากการลงทุน เมื่อเกิดผลขาดทุนขึ้น ข้อแก้ต่างมากมายเท่าที่จะนึกได้จะถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อปกป้องความเชื่อมั่นในการลงทุนของตนไว้ เช่น “ถ้าตลาดหุ้นในภูมิภาคไม่ตกอย่างหนักในวันนี้ก็คงไม่ขาดทุน” “ถ้าบริษัทไม่ประกาศผลขาดทุนออกมาเสียก่อนก็คงได้กำไร” “ในพอร์ตมีหุ้นอยู่หลายตัวขาดทุนไปแค่ตัวเดียวไม่เป็นไร” เป็นต้น

ตัวอย่างของผลที่ตามมาจากพฤติกรรมที่นักลงทุนพยายามจะหลีกเลี่ยง Cognitive dissonance ได้แก่

  • Selective recall คือ พฤติกรรมที่เลือกจำเมื่อการตัดสินใจของตนถูกต้อง เมื่อมีโอกาสพูดคุยก็คนอื่นๆ ก็มักพูดถึงเฉพาะการลงทุนที่ตนทำกำไรได้ บางครั้งนักลงทุนก็อาจไม่ได้ตั้งใจปกปิดการลงทุนของตนแต่เป็นเพราะว่าจำไม่ได้จริงๆ นักลงทุนจึงมีความสุขอยู่เสมอเมื่อนึกถึงการลงทุนของตน แต่ก็ไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดและทำผิดซ้ำรอยเดิม
  • Selective evaluate คือ พฤติกรรมที่ถือว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความสามารถในการลงทุนของตน ในขณะที่กล่าวโทษผลขาดทุนว่าเป็นผลสิ่งแวดล้อมหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอื่นๆ นักลงทุนจึงไม่รู้สาเหตุของความผิดพลาด หรือรู้แต่ปฏิเสธว่าไม่ใช่ความผิดของตน ข้อผิดพลาดของนักลงทุนจึงไม่ได้รับการแก้ไข

โดยสรุป Cognitive dissonance เป็นพฤติกรรมที่ขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ในระยะยาวของนักลงทุน โดยการปฏิเสธความจริงเพื่อปกป้องความเชื่อของตน ซึ่งแท้จริงแล้วการขาดทุนไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกว่านักลงทุนล้มเหลวในการลงทุนโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นสิ่งเตือนในให้นักลงทุนได้ระลึกถึงสาเหตุของความผิดพลาด และปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจลงทุนให้รัดกุมขึ้น การยอมรับผลขาดทุนจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย พึงระลึกไว้เสมอว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จล้วนแล้วแต่เคยประสบกับผลขาดทุนมาแล้วแทบทุกราย

Familiarity

นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนมีความคุ้นเคย โดยใช้ความคุ้นเคยเป็นทางลัดในการตัดสินใจลงทุน เช่น ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ลงทุนในบริษัทตนทำงานอยู่ ลงทุนในบริษัทที่ตนซื้อสินค้าและบริการ หรือกระทั่งลงทุนในบริษัทที่คนรู้จักบอกว่าดี เป็นต้น

การลงทุนในสิ่งที่นักลงทุนคุ้นเคยย่อมดีกว่าลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้จัก แต่การใช้ความคุ้นเคยเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจ อาจทำให้นักลงทุนขาดความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุน ขาดการติดตามความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ลงทุน และประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนต่ำเกินไป นอกจากนี้การลงทุน “เฉพาะ” สิ่งที่คุ้นเคยโดยเพิกเฉยต่อการเรียนรู้ทางเลือกในการลงทุนใหม่ ยังส่งผลให้นักลงทุนเสียโอกาสในการลงทุนที่ดี และการกระจายการลงทุนขาดประสิทธิภาพได้ โลกของการลงทุนนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การลงทุนจึงต้องอาศัยการติดตามข้อมูล และการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

House money

ได้แก่พฤติกรรมที่นักลงทุนนำกำไรที่ได้จากการลงทุนครั้งก่อนมาลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นมากๆ เพราะถือว่าผลกำไรที่ได้มาจากการลงทุนก่อนหน้าไม่ใช่เงินทุนของตนแต่เป็นเงินที่ได้เปล่า (Free money) พฤติกรรมดังกล่าวทำให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแท้จริงแล้วกำไรที่ได้มาไม่ใช่ของฟรีหากแต่ได้มาเพราะแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนในครั้งก่อน ซึ่งการลงทุนครั้งต่อไปไม่จำเป็นว่าจะต้องได้กำไรเสมอไป การรับความเสี่ยงมากเกินความจำเป็นอาจทำให้ผลกำไรที่ได้มาหายไปอย่างรวดเร็ว และอาจขาดทุนเงินต้นได้ในที่สุด ดังนั้นนักลงทุนจึงควรถือกำไรที่จากการลงทุนเสมือนเป็นเงินทุนของตนและพยายามเพิ่มค่าของเงินต้นและผลกำไรที่ได้มาก่อนหน้าตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง

Try to break even

เมื่อเกิดผลขาดทุนจากการลงทุนนักลงทุนอาจต้องการได้เงินทุนของตนกลับมาโดยเร็ว จึงพยายามลงทุนเสี่ยงมากขึ้นเพื่อคาดหวังกำไรมาชดเชยผลขาดทุนที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจอยู่ในลักษณะการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น หรือเพิ่มเงินลงทุนลงไปในการลงทุนเดิมที่มีอยู่ (ซื้อถัวต้นทุน) หากภาวะการลงทุนยังเป็นไปทิศทางเดิมการเพิ่มความเสี่ยงรังแต่จะทำให้ผลขาดทุนมากขึ้น นักลงทุนจึงควรตัดสินใจลงทุนโดยยึดการคาดการณ์โดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะนักลงทุนไม่อาจกำหนดความเป็นไปของตลาดได้ ทำได้เพียงปรับการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดและความเสี่ยงที่ตนรับได้เท่านั้น

ในครั้งหน้าจะเป็นบทสรุปของ “จิตวิทยากับการลงทุน” พร้อมคำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่สนใจ

Facebook Comments

แชร์บทความนี้
Roj
Roj
ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ผู้ก่อตั้งเพจ Indy Investor Forum จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท จากคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณชาตรีเริ่มต้นการทำงานในสายการเงินในตำแหน่ง Management Trainee บมจ.ธนาคารกรุงไทย เมื่อปี 2546 ก่อนจะเริ่มต้นการทำงานในด้านการบริหารกองทุนในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน ฝ่ายกองทุนผสม บลจ. กสิกรไทย ในปี 2548 ก่อนย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการกองทุน ฝ่ายตราสารทุน บลจ.เอ็มเอฟซี เมื่อปี 2551 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ไทยพาณิชย์ คุณชาตรีมีประสบการณ์บริหารจัดการกองทุนตราสารทุน ทั้งในรูปแบบกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีความสนใจการลงทุนในตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารอนุพันธ์ต่างๆ นอกจากนี้คุณชาตรียังมีประสบการณ์เป็นอาจารย์พิเศษให้กับ ม.วลัยลักษณ์ ม.หอการค้าไทย และ ABAC อีกด้วย