InvestmentTalk – ตรรกะแบบบัญญัติไตรยางศ์

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ในยุคสมัยที่การลงทุนในหุ้นไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลมากนักก็สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ง่ายๆ เช่นตลาดขาขึ้นในปัจจุบัน ก็คงเป็นธรรมชาติที่นักลงทุนจะเริ่มผ่อนคลายความระมัดระวังในการลงทุนลง เพราะจับหุ้นตัวไหน ขายเมื่อไรก็ได้กำไรหมดหากระมัดระวังมากเกินไปอาจไม่ทันการณ์ไล่หุ้นกันไม่ทันไปซะอีก ผมเริ่มสังเกตเห็นความหย่อนยานในความคิดเชิงวิเคราะห์ของนักลงทุนบางท่าน หนึ่งในนั้นคือการใช้แนวคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้หลักการง่ายๆ ที่เรียกกันว่า บัญญัติไตรยางศ์ในการประเมินอนาคตของกิจการ (Linear projection) ยกตัวอย่างเช่น หากมีบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งประกาศขยายกำลังการผลิตอีก 100% นักลงทุนบางส่วนจะคิดง่ายๆว่า ถ้าขยายกำลังการผลิตเท่าตัว รายได้ของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นเท่าตัวทันทีที่การขยายกำลังการผลิตเสร็จสิ้น กำไรขั้นต้นของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารก็คงเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ถ้ากู้เงินมาลงทุนเพิ่มก็ต้องมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกนิด เสียภาษีเพิ่มอีกหน่อย แต่สุดท้ายแล้วกำไรต่อหุ้นก็จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว เพราะผลจากการเพิ่มของยอดขาย และ Leverage effect จากการกู้เงิน พอปีต่อๆไปก็ขยายกำลังการผลิตได้อีก แหม่…อนาคตธุรกิจนี้ช่างสวยหรูจะช้าอยู่ไย รีบซื้อหุ้นเลยดีกว่า ชีวิตมันง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ? นักลงทุนท่านนั้นมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า ความจริงแล้วสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นกรณีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของการขยายกิจการ ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์จุลภาคก็ได้เคยระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่ากำไรสุทธิทุกบาทที่เพิ่มขึ้นนั้นมันจะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งกำไรปีก่อนเคยเติบโตมากเท่าไรกำไรปีต่อๆไปก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ทุกคนรู้ดี ...

Investment Talk – มารู้จักกับ “Cocktail Theory” ของ Peter Lynch กัน

Peter Lynch นั้นได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลกการลงทุนในยุคนี้ ตัว Peter Lynch ได้เขียนหนังสือซึ่งเหมือนเป็นคัมภีร์ในการลงทุนที่ชื่อว่า “ONE UP ON WALL STREET” ซึ่งรวบรวมประสบการณ์และองค์ความรู้ของตัวเขาเองไว้ในหนังสือเล่มนี้ ที่จะเอามาเล่าให้ฟังก็คือ ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงทฤษฏีอันหนึ่ง ซึ่งปีเตอร์เป็นคนตั้งขึ้นมา และดูเหมือนว่าจะใช้ได้จริงในเกือบๆทุกตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยสิ (ถ้าประเทศนั้นมี Coktail Party นะ) ทฤษฏีนี้ Peter Lynch ให้ชื่อว่า “Cocktail Theory” นั้นเอง ทฤษฏีนี้ เอาไว้พยากรณ์ว่าตลาดหุ้นอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักรด้วยการไปยืนอยู่ที่กลางห้องจัดเลี้ยงงาน Cocktail หรูๆซักแห่ง แล้วคอยฟังว่า คนในงานเข้ากำลังพยายามพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงภาวะตลาด อ่านดูแล้วงงกันไหมครับว่ามันทำนายได้จริงหรอ… ลองไปดูกันว่านักลงทุนระดับโลกคนนี้เขามองยังไง ...

Moneyball เกมล้มยักษ์ บทเรียนการลงทุนผ่านสนามเบสบอล (1)

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM   ก่อนอื่นของบอกผู้อ่านไว้ก่อนเลยว่าถ้าใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำให้เลิกอ่านบทความของผมเดี๋ยวนี้ รีบไปหา DVD หนังเรื่องนี้มาดูแล้วค่อยกลับมาอ่านบทความของผมต่อ ถ้าคุณยังไม่อยากเสียอรรถรสจากดูหนังที่ผมคิดว่ามีสาระเกี่ยวกับการลงทุนมากที่สุดเท่าที่เคยดูมา ถ้าท่านเคยดูแล้ว หรือคิดว่าจะไม่ดูแน่ๆก็เชิญอ่านต่อไปได้ครับ Moneyball เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game ซึ่งเขียนเกี่ยวกับชีวประวัติจริงๆของ Billy Beane ผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอล Oakland Athletics ในช่วงปี 2002 หลังจากทีม Athletics พ่ายแพ้แก่ New York Yankees ในปี 2001 Beane ...

Investment Talk – Efficient Market Theory ทฤษฏีที่ไม่มีจริงในโลกการลงทุน

Efficient Market Theory เกิดขึ้น ครั้งแรกเมื่อ 110 ปีที่แล้ว โดยนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Louis Bachelier และได้รับการสืบทอดและพัฒนากันมาจนถึงปัจจุบัน ทฤษฏีนี้ บอกไว้ว่า financial markets are “informationally efficient” แปลเป็นไทยก็คือ ตลาดการเงินสามารถตอบสนองและสะท้อนถึงข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และแม่นยำ เรียกง่ายๆว่า นักลงทุนทุกคนรู้ข่าวพร้อมกัน และตอบสนองต่อข่าวนั้นด้วยความเข้าใจที่เหมือนกัน และไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน … ไม่ต้องอธิบายต่อ ก็รู้ว่า ไม่มีตลาดหุ้นที่ไหนในโลกที่อยู่ภายใต้ Efficient Market Theory แน่นอน แต่ประเด็นคือ ถ้ามันเกิดขึ้นไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ แล้วทำไมถึงได้รับการยอมรับ และถูกยกตัวอย่างขึ้นมามากมาย? นี้เป็นประเด็นที่ผมเกิดอยากเขียน Blog ...

InvestmentTalk – ว่าด้วยเรื่องของเถ้าแก่กับลูกจ้าง

ว่าด้วยเรื่องของเถ้าแก่กับลูกจ้าง ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM วันเวลาในตลาดทุนทำให้ผมมีโอกาสได้สัมผัส และซึมซับแนวคิดรวมถึงมุมมองต่อสิ่งต่างๆของผู้คนมากมาย จากทั้งภาคตลาดทุน ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ซึ่งจากการสังเกตของผมนักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมี “แนวคิดแบบเถ้าแก่” (Entrepreneurship) เป็นพื้นฐาน แล้วแนวคิดแบบเถ้าแก่นี้เป็นอย่างไรแตกต่างจากแนวคิดแบบลูกจ้างอย่างไรในมุมมองของผมลองมาดูกันครับ เถ้าแก่ : กระตือรือล้น และทำทุกอย่างสุดความสามารถเสมอ เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาทำมากเขาจะได้มาก ลูกจ้าง : ทำงานตามหน้าที่ ทำงานตามสั่ง และเฉื่อยชา เพราะเขาทำมากหรือทำน้อยเขาก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม เถ้าแก่ : กล้าที่จะคิดต่าง เพราะการคิดนอกกรอบสามารถสร้างธุรกิจใหม่ และเพิ่มรายได้ให้เถ้าแก่ได้ไม่จำกัด ลูกจ้าง : คิดแต่จะอยู่ในกรอบ กลัวความคิดตนจะไม่เหมือนคนอื่น กลัวผิดระเบียบปฎิบัติ กลัวขัดใจนาย การคิดต่างไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของลูกจ้างดีขึ้นมีแต่จะทรงหรือแย่ลง ...

InvestmentTalk – ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับการกระจายความมั่งคั่ง

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับการกระจายความมั่งคั่ง ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM นักลงทุนทั่วไปคงจะพอจะรู้จักดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index – SET) กันอยู่บ้าง ซึ่ง SET Index เป็นดัชนีที่บอกถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยให้ความสำคัญตามมูลค่าตลาดของบริษัท (Market capitalize weighted) ถ้านับรวมเงินปันผลรับเข้าไปด้วยเราเรียกดัชนีที่รวมเงินปันผลนี้ว่า ดัชนีผลตอบแทนรวม (SET Total return index – SET TRI) แต่นักลงทุนทราบไหมว่า SET หรือ SET TRI มีนัยอย่างไรกับการกระจายตัวของความมั่งคั่ง (Wealth) ของนักลงทุนในตลาด วันนี้ผมขอนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้กัน ผลตอบแทนของ SET TRI นี้แท้จริงแล้วเป็นค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนที่นักลงทุนทุกคนพึงได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้น ...

InvestmentTalk – ความไม่เท่าเทียมกันของความคิด

นักลงทุนเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็นของนักลงทุนท่านอื่นสำหรับบริษัทซักหนึ่งบริษัท ความคิดทางด้านลบสำหรับบริษัทนั้นจะมีผลกระทบกับความคิดมากกว่าความคิดทางด้านบวก สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะนักลงทุนกลัวความสูญเสียหรือผลของการขาดทุนมากกว่าสิ่งที่จะได้รับหรือกำไรที่จะเกิดขึ้น ผมขอเรียกความคิดนี้ว่า “ความไม่เท่าเทียมกันของความคิดทางด้านบวกและลบ” ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้จะส่งผลกระทบกับการลงทุนของเราอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเรามีหุ้นอยู่ 2 ตัวในพอร์ตการลงทุน หุ้นตัวหนึ่งมีผลกำไร 50% และอีกตัวหนึ่งขาดทุน 50% เราจะมีความรู้สึกอย่างไรกับหุ้นสองตัวนี้ ความรู้สึกของหุ้นที่ได้กำไรอีกตัวหนึ่งสามารถหักล้างกับความรู้สึกของหุ้นที่ขาดทุนอีกตัวได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ เพราะเราจะมีความรู้สึกทางด้านความสูญเสียหรือผลของการขาดทุนมากกว่าความรู้สึกทางด้านกำไรเมื่อเปรียบเทียบในสเกลเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมกันทางความคิดนี้ ส่งผลให้เวลาหุ้นตกอาจทำให้ความรู้สึกกังวลหรือความกลัวที่จะขาดทุนครอบงำจิตใจนักลงทุนมากกว่าช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น ทำให้โอกาสที่นักลงทุนจะขายตามคนอื่นเป็นไปได้มากกว่าช่วงเวลาที่นักลงทุนจะซื้อตามเวลาหุ้นขึ้น พูดง่ายๆคือ นักลงทุนกลัวติดดอยมากกว่ากลัวตกรถไฟ เพราะการตกรถไฟเป็นการสูญเสียที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเป็นเพียงความคิดที่ไม่ได้กำไรเท่านั้น แต่การติดดอยนั้นเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เวลาหุ้นตก ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะมีคนอยากขายมากกว่าคนที่อยากซื้อ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว อีกตัวอย่างหนึ่งของความคิดไม่เท่าเทียมกันคือ เราจะไม่ซื้อหุ้นเมื่อมีความคิดทางด้านลบกับหุ้นตัวนั้น แต่ก็ยังไม่แน่อีกว่าการซื้อหุ้นสำหรับความคิดทางด้านบวกกับหุ้นซักหนึ่งตัวจะเกิดขึ้น เพราะว่าเรายังคงให้น้ำหนักของการสูญเสียมากกว่าสิ่งที่จะได้รับ นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรจากผลของความคิดทางด้านลบโดยปราศจากการวิเคราะห์โดยใช้หลักเหตุผล หากความไม่เท่าเทียมกันของความคิดทางด้านลบมีมากกว่าด้านบวก เหตุใดยังมีนักลงทุนยังคงมีหุ้นที่ขาดทุนอย่างมากและไม่ยอมขายออกไป สาเหตุน่าจะมาจากการขายขาดทุนหรือการยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการยอมรับความผิดพลาดของนักลงทุนเอง เป็นการยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันผิด ...

InvestmentTalk – ทันเกมส์ส่วนของผู้ถือหุ้น: การจ่ายปันผล

ส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Shareholders’ Equity เป็นองค์ประกอบทางการเงินที่สำคัญยิ่งของบริษัททุกแห่ง เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจทั้งหมด โดยการเป็นแหล่งทุนเริ่มแรกเพื่อนำไปผลิตสินค้าหรือบริการที่จะกลายเป็นยอดขายให้กับบริษัท เพื่อสร้างผลกำไรให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปไม่รู้จบ ตามหลักบัญชีขั้นพื้นฐาน โครงสร้างทางการเงินของบริษัทจะเป็นไปตามสมการที่ว่า สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ถ้าไม่ได้มาด้วยเงินของเจ้าของ (ผู้ถือหุ้น) เอง ก็เกิดจากการก่อหนี้สินเพื่อไปซื้อมา งบดุลของบริษัทที่มีการกู้ยืม สินทรัพย์ หนี้สิน เงินสด 50 ล้านบาท เงินกู้ยืมธนาคาร 200 ล้านบาท เครื่องจักร 250 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น ทุนชำระแล้ว 100 ล้านบาท   โดยทั่วไป ...

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์ (4 จบ)

ลงทุนอย่างมีสไตล์(4)   ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM   ในครั้งก่อนๆได้แนะนำแนวทางการลงทุนแบบเชิงรับและเชิงรุกในรูปแบบต่างๆให้นักลงทุนได้รู้จักไปมากพอสมควรแล้ว ในครั้งสุดท้ายนี้จะขอนำเสนอคำแนะนำที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่สนใจในแนวทางบริหารการลงทุนรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้   รู้จักตัวเอง นักลงทุนควรทำความเข้าใจกับตัวตนที่แท้จริงของตนเองให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจลงทุนใดๆ  คุณต้องการผลตอบแทนเท่าไร? คุณรับผลขาดทุนได้แค่ไหน? คุณมีระยะเวลาลงทุนนานเพียงใด?  ต้นทุนเงินทุนของคุณอยู่ที่เท่าไร? คุณมีเวลาติดตามการลงทุนของคุณมากน้อยเพียงใด? คุณมีความมั่นคงในความคิดของคุณมากน้อยแค่ไหน? อุปนิสัยของคุณเป็นเช่นไร? การรู้จักตัวเองนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะนำไปสู่รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละคนซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างมากก็ได้   เลือกรูปแบบที่ “ใช่” เมื่อคุณรู้จักตัวเองดีพอแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของตัวคุณ โดยนักลงทุนอาจพิจารณาข้อเสนอแนะต่อไปนี้เป็นแนวทางในเบื้องต้น ถ้านักลงทุนเชื่อมั่นในงานวิจัยที่สนับสนุนว่าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ ไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดในระยะยาวได้ เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเพียงการรับผลตอบแทนแบบสุ่ม (Random walk) ไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษาบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่มากมาย หรือไม่อยากวุ่นวายกับการปรับเปลี่ยนพอร์ตหุ้นไปตามสถานการณ์ การลงทุนแบบเชิงรับ ดูจะเหมาะสมกับนักลงทุนมากที่สุด หากนักลงทุนเป็นคนเชื่อว่าตนมีความสามารถในการวิเคราะห์ความเป็นไปของธุรกิจได้ดีกว่านักลงทุนทั่วไป ยึดมั่นในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของกิจการและเชื่อว่าในระยะยาวแล้วตลาดจะมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของหุ้นเสมอ ชอบลงทุนในหุ้นโดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าความคาดหวังการเติบโต และมีเวลามากพอที่จะรอให้เงินลงทุนของคุณเติบโตโดยไม่มีปัจจัยใดที่จะมาเร่งเร้าการตัดสินใจได้ ...

InvestmentTalk – เส้นทางเศรษฐี

คำถามสำคัญสำหรับคนส่วนใหญ่ คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “ทำอย่างไรถึงจะรวย?” ส่วนตัวผม คิดว่ามีกฎง่ายๆ อยู่ 2 ข้อเท่านั้น คือ 1. สร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น และ 2. ประหยัดอดออม แต่จุดซึ่งคนไม่ค่อยพูดกันคือ วันนี้เราเน้นกันแต่ข้อ 2. ให้ประหยัดอดออม ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น กลั้นใจไม่ใช่เงินสุรุ่ยสุร่าย ออมเข้าไว้ จริงครับ ประหยัดก็ดีอยู่ แต่ประหยัดให้ตายอย่างไร (แม้แต่การได้เงินเดือนมาแล้วไม่ใช้สักบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน) ก็ไม่มีทางเหลือเงินเกินรายได้ ถามตัวเองว่า วันนี้เงินเดือนเราเท่าไร เดือนหนึ่งๆ ใช้จ่ายไปแล้วจะเหลือเก็บเท่าไร ปีหนึ่งๆ จะเหลือเก็บเท่าไร อีก 10 ปีจะมีเท่าไร แล้วถามตัวเองซ้ำไปอีกว่า ด้วยกลไกแบบนี้ อีก 10 ปี ...

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์ (2)

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ในครั้งก่อนได้แนะนำแนวทางการลงทุนแบบเชิงรุกและเชิงรับในภาพกว้างให้นักลงทุนได้รู้จักแล้ว ในครั้งนี้จะขอนำเสนอการลงทุนเชิงรุกในรูปแบบต่างๆ แต่พอสังเขป เพื่อขยายขอบเขตความเข้าในในการลงทุนเชิงรุกให้มากขึ้น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) การลงทุนแบบเน้นคุณค่านี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเบนจามิน แกรแฮม และเดวิด ดอจจ์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานซึ่งอ้างอิงจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์สุทธิ (P/E) อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) อัตราเงินปันผลตอบแทนที่ (Dividend yield) เป็นต้น โดยเชื่อว่าในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวเข้าสู่มูลค่าพื้นฐาน (Fundamental Value) การลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานจึงมีโอกาสกำไรมากกว่าขาดทุน แนวคิดของการลงทุนแบบเน้นคุณค่านี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับนักลงทุนระดับโลก อาทิ วอร์เรน บัพเฟต จอห์น เทมเพิลตัน จอห์น เนฟฟ์ เป็นต้น และการลงทุนแบบเน้นคุณค่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยเชิงวิชาการมากมาย ...

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์ (1)

  ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM                 ในโลกการลงทุนมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่มากมาย ซึ่งนักลงทุนทั้งหลายเหล่านี้อาจมีแนวคิด และวิธีปฏิบัติที่อาจเหมือนหรือแตกต่างกันแบบสุดขั้วก็ได้ แท้จริงแล้วการลงทุนในหุ้นนั้นมีรูปแบบการลงทุน (Styles) ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่หลากหลาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้จำแนกรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายนี้ให้เป็นหมวดหมู่ต่างๆเพื่อให้ง่ายแก่ศึกษาและเข้าใจ วันนี้จึงจะขอพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับการลงทุนในหุ้นในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนคำแนะนำ และข้อเสนอแนะ ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์แก่การลงทุนของท่านผู้อ่านในอนาคต การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive) การลงทุนแบบเชิงรับ หมายถึง การลงทุนที่ตั้งเป้าหมายจะสร้างผลตอบแทนที่เทียบเคียงได้กับผลตอบแทนของตลาด โดยการลงทุนในหุ้นตามน้ำหนักของหุ้นในดัชนีอ้างอิง (เช่น SET Index) ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือทางการลงทุนที่เอื้อแก่การลงทุนแบบเชิงรับนี้มากมาย เช่น กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) กองทุนรวมดัชนีอีทีเอฟ (Exchange traded fund) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น การลงทุนรูปแบบนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient market hypothesis) ...

InvestmentTalk – จิตวิทยากับการลงทุน (4 จบ)

  ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ในเนื้อหาสามตอนแรกได้แนะนำให้นักลงทุนรู้จักกับพฤติกรรมการลงทุนแบบต่างๆ ไปมากพอสมควรแล้ว ในครั้งสุดท้ายนี้จะขอนำเสนอข้อแนะนำการลงทุนที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่สนใจ เตรียมตัวเองให้พร้อม นักลงทุนควรเริ่มต้นจากการสำรวจและทำความรู้จักกับตัวเองให้มากที่สุด โดยนักลงทุนควรตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้ นักลงทุนสามารถรับผลขาดทุนได้มากน้อยเพียงไร? นักลงทุนต้องการผลตอบแทนเท่าไร? นักลงทุนต้องการใช้เงินเมื่อไรบ้าง? ข้อจำกัดด้านภาษีและการลงทุนมีอะไรบ้าง? เพื่อนำมาตั้งเป้าหมายการลงทุนที่เหมาะสมและจัดสรรเงินลงทุนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย การลงทุนโดยไม่สำรวจตัวเองก่อนมักส่งผลให้นักลงทุนมุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุนมากจนละเลยการพิจารณาความเสี่ยงและสภาพคล่องของการลงทุนเป็นผลให้ลงทุนเสี่ยงเกินตัว ในหลายกรณีพบว่ากว่านักลงทุนจะระลึกตัวได้ว่าเสี่ยงเกินไปก็สายเกินแก้เสียแล้ว เรียนรู้ให้รอบด้าน การเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อขยายขอบเขตการลงทุนให้กว้างขวางเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารอื่น ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูด หรือในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูงสินค้าโภคภัณฑ์อาจให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น เป็นต้น การจำกัดตัวเองอยู่กับความรู้ในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งจะทำให้นักลงทุนเสียโอกาสในการลงทุน และจะทำให้การกระจายการลงทุนด้อยประสิทธิภาพได้ รักที่จะลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนเพียงเพราะเขาเหล่านั้นต้องการเงินแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะรักที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับการลงทุน ชอบที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน และยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน การลงทุนโดยเอาผลกำไรเป็นที่ตั้งจะทำให้นักลงทุนขาดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ และอาจทำให้ละเลยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอาจมีนัยสำคัญกับผลลัพธ์ในการลงทุนได้ นอกจากนี้การมุ่งเน้นแต่จะเอากำไรมักทำให้นักลงทุนเสี่ยงเกินตัวโดยไม่รู้ตัว และรับไม่ได้กับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นแม้เพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม ...

InvestmentTalk – จิตวิทยากับการลงทุน (3)

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ในเนื้อหาสองตอนก่อนได้แนะนำให้นักลงทุนรู้จักกับ Behavioral finance ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้กับกระบวนการตัดสินในลงทุนไปพอสมควรแล้ว ครั้งนี้จะกล่าวถึงพฤติกรรมการลงทุนที่เหลือ เพื่อขยายขอบเขตความเข้าใจใน Behavioral finance ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น Cognitive dissonance เมื่อคนเราพบว่าความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ในโลกแตกต่างไปจากความเชื่อที่ตนยึดมั่นถือมั่น มนุษย์มักมีพฤติกรรมต่อต้านโดยสัญชาติญาณ และพยายามจะทำให้ความจริงที่ประจักษ์และความเชื่อของตนเป็นไปในทางเดียวกัน เช่น ธรรมชาติของนักลงทุนมักเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรจากการลงทุน เมื่อเกิดผลขาดทุนขึ้น ข้อแก้ต่างมากมายเท่าที่จะนึกได้จะถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อปกป้องความเชื่อมั่นในการลงทุนของตนไว้ เช่น “ถ้าตลาดหุ้นในภูมิภาคไม่ตกอย่างหนักในวันนี้ก็คงไม่ขาดทุน” “ถ้าบริษัทไม่ประกาศผลขาดทุนออกมาเสียก่อนก็คงได้กำไร” “ในพอร์ตมีหุ้นอยู่หลายตัวขาดทุนไปแค่ตัวเดียวไม่เป็นไร” เป็นต้น ตัวอย่างของผลที่ตามมาจากพฤติกรรมที่นักลงทุนพยายามจะหลีกเลี่ยง Cognitive dissonance ได้แก่ Selective recall คือ พฤติกรรมที่เลือกจำเมื่อการตัดสินใจของตนถูกต้อง เมื่อมีโอกาสพูดคุยก็คนอื่นๆ ก็มักพูดถึงเฉพาะการลงทุนที่ตนทำกำไรได้ บางครั้งนักลงทุนก็อาจไม่ได้ตั้งใจปกปิดการลงทุนของตนแต่เป็นเพราะว่าจำไม่ได้จริงๆ นักลงทุนจึงมีความสุขอยู่เสมอเมื่อนึกถึงการลงทุนของตน ...

InvestmentTalk – จิตวิทยากับการลงทุน (2)

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ในครั้งก่อนได้แนะนำให้นักลงทุนรู้จัก Behavioral finance ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้กับกระบวนการตัดสินในลงทุนไปพอสังเขป ในครั้งนี้จะขอนำเสนอพฤติกรรมการลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนแบบอื่นๆ เพื่อขยายขอบเขตความเข้าใจใน Behavioral finance มากขึ้น Representativeness มนุษย์มักมีพฤติกรรมเปรียบเทียบสิ่งที่ตนกำลังประสพอยู่กับประสบการณ์ที่ตนเคยพบเห็นมาในอดีต และมีแนวโน้มที่จะพยายามหาหลักฐานหรือตัวอย่างของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการพยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาและช่วยให้การตัดสินใจของตนง่ายขึ้น เช่น ความเชื่อที่ว่านักเรียนที่สามารถทำคะแนนเฉลี่ยในการศึกษาระดับมัธยมปลายจะประสบความสำเร็จในการสอบเข้าและเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เป็นต้น อย่างไรก็ดีเงื่อนไขง่ายๆ เหล่านั้นอาจไม่ใช่ปัจจัยบ่งชี้เหตุการณ์ที่จะเกิดตามมาได้ดีเพียงพอ เนื่องจากตัวอย่างที่นำมาเปรียบเทียบอาจไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี และปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอาจมาจากหลายสาเหตุ หรือสาเหตุเดียวกันก็อาจทำให้เกิดผลที่ตามมาได้หลากหลาย การใช้เงื่อนไขง่ายๆ เพียงหนึ่งหรือสองเงื่อนไขจึงไม่อาจพยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดตามมาได้อย่างแม่นยำ เช่น นักเรียนที่ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 ในระดับมัธยมปลายอาจไปเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตนไม่ชอบหรือไม่ถนัดทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย เป็นต้น ตัวอย่างของ Representativeness ที่มักพบเห็นได้บ่อยในกระบวนการตัดสินใจลงทุนมีดังต่อไปนี้ 1) การลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดีจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลกำไร บริษัทที่มีความแข็งแกร่งและผลประกอบการที่ดีอย่างสม่ำเสมอย่อมเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ดี แต่นักลงทุนก็สามารถขาดทุนมหาศาลจากบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีได้ หากเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวที่ราคาสูงเกินไป หรือเข้าซื้อหุ้นในขณะที่ผลกำไรของบริษัทปรับตัวสูงสุด ...