คุยเรื่อง เศรษฐกิจ (Economics) ทั้งเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก เรียนรู้วิธีคิดต่าง ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ และวิธีการประยุกต์การวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจเพื่อช่วยกำหนดกลยุทธ์การลงทุน

EconomicTalk – ทำความรู้จักกับ Capital Ratio ของธนาคาร

โดย ไตรรัตน์ พุทธรักษา (triratbong) นักลงทุนที่ติดตามหุ้นธนาคารมาอย่างยาวนานคงพอจะเคยได้ยินคำว่า “หลักเกณฑ์ BASEL” กันมาบ้าง เนื่องจากหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนสำหรับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยนั้นถูกดัดแปลงมาจากหลักเกณฑ์ BASEL เป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันหลักเกณฑ์ BASEL ได้ถูกพัฒนาถึงเวอร์ชั่นที่ 3 (BASEL III) ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตนเองให้สอดคล้องและเริ่มทยอยบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา หลักเกณฑ์ฉบับใหม่นี้ยังคงเน้นไปที่เรื่องของความแข็งแกร่งของเงินกองทุนธนาคารและการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นสู่สาธารณะ ซึ่งในบทความฉบับนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึง Capital Ratio ของธนาคารซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยตามหลักเกณฑ์ BASEL และการนำ Capital Ratio เหล่านี้ไปเป็นตัวช่วยคัดกรองหุ้นธนาคารที่สนใจครับ ข้อมูล Capital Ratio หาได้จากไหน โดยปกติแล้วข้อมูล Capital Ratio ที่เปิดเผยตามหลักเกณฑ์ ...

Economic Talk – เสียหายเพราะเสียดาย: ต้นทุนจม

ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือ ต้นทุนที่เราจ่ายไปแล้วในอดีต และไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ไม่สามารถเรียกต้นทุนส่วนนั้นคืนมาได้ เรื่อง Sunk Cost นี้สำคัญมากในการลงทุน เพราะการลงทุนคือการ “มองไปข้างหน้า” ว่าควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ หรือ ควรลงทุนเพิ่มอีกหรือไม่ แต่คนจำนวนมาก มักติดสินใจเดิืนหน้า หรือลงทุนเพิ่ม เพียงเพราะว่า “เสียดาย” Sunk Cost ที่ได้ลงไปแล้ว เรื่อง Sunk Cost นี้ บางท่านเรียกว่า “Concorde Effect” เพราะมีที่มาจากกรณีศึกษาจริงของการสร้างเครื่องบิน Concorde ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสที่สุดท้ายไปไม่รอดเพราะไม่คุ้มทุนทั้งผู้ผลิตและผู้ให้บริการ แถมรัฐบาลทั้ง 2 ชาติเจ็บหนัก ก็เพราะตัดสินใจเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ (ก่อนที่จะมายอมรับความจริงเอาตอนที่เจ๊ง) ด้วยเหตุที่ว่าได้ลงทุนไปเยอะแล้ว ...

EconomicTalk – สหกรณ์ออมทรัพย์ ในมุมมองด้านการเงิน

ขออนุญาตเขียนเรื่องที่ไม่ in trend เท่าไหร่ เมื่อเทียบเรื่องของการลงทุน ภาวะเศรษฐกิจโลก ฯลฯ  แต่ถือว่าเป็นเรื่องนอกกระแส เผื่อบางท่านที่ว่าง ๆ อาจลองอ่านดูนะครับ คนไทยส่วนใหญ่รู้จักสหกรณ์ดี แต่ถ้าถามลึกไปอีกหน่อยว่ารู้จักเพราะอะไร คำตอบส่วนใหญ่ก็คงบอกว่า เห็นตรงประตูรถแทกซี่ ถ้าให้อธิบายถึงความรู้สึกที่มีต่อสหกรณ์ ผู้อ่านหลายท่านคงบอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นอะไรที่เทา ๆ เหมือนดินแดนสนธยา ทั้ง  ๆ ที่ในความเป็นจริง ระบบสหกรณ์ของประเทศไทย มีสินทรัพย์อยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท (ในขณะที่ยอดรวมของสินทรัพย์ของกองทุนรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท, ข้อมูล พฤษภาคม 2554) มีคนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 ล้านคน หรือ สิบกว่าเปอร์เซนต์ของประเทศ  แต่ทำไม ...

EconomicTalk – วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (3)

วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (3) ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM บทความสองตอนก่อนได้เล่าถึงความเป็นมาและสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาหนี้สินในยุโรปไปแล้ว ในตอนสุดท้ายนี้จะกล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินในยุโรป และอนาคตของเศรษฐกิจโลกในทัศนะของผู้เขียน ปัจจุบันความสนใจปัญหาหนี้สินของประเทศในกลุ่มยุโรปอยู่ที่กรีซ อิตาลี และสเปน ซึ่งประเทศทั้งสามมีสถานะที่ใกล้เคียงกัน คือ หนี้สินต่อ GDP สูง มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการว่างงานที่สูงมากจนไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญประเทศอย่างอิตาลีและสเปนคือเป็นประเทศทีมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ติดอันดับโลก (GDP อิตาลี และสเปนจัดอยู่ในอันดับ 8 และ 12 ของโลกตามลำดับ) หากประเทศทั้งสองไม่สามารถระดมเงินกู้เพื่อมาต่ออายุลมหายใจได้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงมากกว่าวิกฤติทุกครั้งที่โลกเคยผ่านมา ชนิดที่ว่าวิกฤติต้มยำกุ้งของเอเชียเมื่อปี 1997 ถือว่าจิ๊บจ้อยมาก หรือแม้แต่ Hamburger crisis ปี ...

EconomicTalk – การกลับมาอีกครั้งของ Operation Twist

           Operation Twist เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 ยุคที่เศรษฐกิจอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยรัฐบาล John F. Kennedy และธนาคารกลางสหรัฐต้องการลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวเพื่อกระตุ้นภาคการลงทุนและสนับสนุนอุปสงค์ภาคอสังหาริมทรัพย์ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมการไหลออกของดุลการชำระเงินและทองคำได้จากการที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในระดับเดิม ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของธนาคารกลางสหรัฐในปัจจุบันที่เริ่มต้นจากการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปอย่างน้อยอีก 2 ปี จากนั้นจึงทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในลำดับถัดมา                ความแตกต่างระหว่าง Operation Twist กับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณทั้ง QE1 และ QE2 อยู่ที่อายุคงเหลือของพันธบัตรรัฐบาล โดยมาตรการที่ผ่านมาเน้นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 10 ปี ในขณะที่มาตรการปัจจุบันพุ่งเป้าไปยังการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ดังพิจารณาได้จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีแผนที่จะใช้เงิน 116,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เฉลี่ย 12,889 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน) คิดเป็นร้อยละ 29 ของ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรที่มีอายุคงเหลืออยู่ในช่วง ...

EconomicTalk – วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (2)

วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (2) ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM บทความตอนที่แล้วได้เล่าถึงที่มาของปัญหาหนี้สินในยุโรปไปแล้ว ในตอนนี้จะกล่าวสถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาในรายละเอียดตามมุมมองของผู้เขียน ปัจจุบันปัญหาหนี้สินของกรีซอาจถือได้ว่าอยู่ระดับที่น่าวิตกมาก แม้ว่ากลุ่มสภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่าประเทศ (IMF) จะเข้าให้ความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 110,000 ล้านยูโรก็ตาม เนื่องจากการให้เงินสนับสนุนของ EU ที่ให้กับกรีซเป็นในรูปเงินกู้เพื่อนำไปชำระหนี้พันธบัตรที่ครบกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่ากรีซจะต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อลดภาระขาดทุนทางการคลังจากร้อยละ 10.5 ในปี 2010 และขายสินทรัพย์ภาครัฐ เพื่อนำมาชำระหนี้สินจำนวนมหาศาลที่เคยก่อไว้ อย่างไรก็ดีหลังจากได้เงินกู้ก้อนแรกไปปีกว่าๆแล้วกรีซยังไม่แนวโน้มว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับคำมั่นที่เคยให้ไว้กับ EU และ IMF การดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเป็นไปอย่างล่าช้าเนื่องจากการต่อต้านจนถึงขั้นจลาจลจากประชาชนที่เคยสุขสบายจากรัฐสวัสดิการที่ให้เปล่า กระบวนการขายสินทรัพย์ที่ล่าช้าและดูเหมือนจะไม่เพียงพอในการชำระหนี้ทั้งหมด เมื่อรวมกับเศรษฐกิจของประเทศที่ทรุดหนักในระยะหลัง ทำให้ในที่สุดนายกรัฐมนตรีของกรีซได้ออกแถลงการณ์ขอร้อง EU ให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการรัดเข็มขัดและขอเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องก้อนใหม่ พร้อมยกคำขู่ว่ากรีซจะมีเงินพอใช้ไปได้จนถึงเดือนตุลาคม 2011 ...

EconomicTalk – วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (1)

วิกฤติหนี้ยุโรป อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (1) ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM นักลงทุนบางท่านอาจยังไม่ทราบว่าปัญหาหนี้สินในยุโรปที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเงินมักจะยกขึ้นมาอธิบายความผันผวนของตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศว่ามันคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ดำเนินไปในทิศทางใด และควรมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ผู้เขียนจะลองนำเสนอเรื่องราวปัญหาหนี้สินในยุโรปผ่านทรรศนะส่วนตัวของผู้เขียนแต่พอสังเขป ปัญหาหนี้สินในยุโรปในครั้งนี้มีรากฐานมายาวนานเริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศมหาอำนาจเดิมในยุโรปได้รับความสูญเสียมหาศาลจากสงครามไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และสัมพันธมิตร หรือฝ่ายพ่ายสงครามอย่างเยอรมัน อิตาลี และพลพรรคอักษะ เปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ชนะที่สูญเสียน้อยที่สุดก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจแทน ค่าเงินสกุลหลักที่ใช้ซื้อขายสินค้ากันก็เปลี่ยนจากปอนด์สเตอริงมาเป็นดอลลาร์สหรัฐและก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา เวลาผ่านไปความสำคัญของเศรษฐกิจยุโรปก็เริ่มลดลงโดยเฉพาะหลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวหลังจากสงคราม ในที่สุดกลุ่มประเทศในยุโรปเริ่มรู้สึกว่าตนเองเริ่มจะด้อยกว่าประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐและต้องการกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1992 ก็เริ่มมีแนวคิดจะรวมเศรษฐกิจยุโรปให้เป็นปึกแผ่น โดยการก่อตั้งสหภาพยุโรปซึ่งมุ่งเน้นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันภายในประเทศกลุ่มยุโรป เช่น การจ้างงานเสรี การเดินทางข้ามประเทศ อัตราภาษีพิเศษในภูมิภาค และที่สำคัญที่สุดกำหนดสกุลเงินหลักที่ใช้ร่วมกันในสหภาพยุโรปเพื่อคานอำนาจกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในที่สุดค่าเงินยูโรก็ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม ...

EconomicTalk – คิดๆ เขียนๆ … ใครได้ใครเสียจากการคุ้มครองเงินฝาก

11 สิงหาคม 2554 เป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 (“กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก”) กำหนดให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency หรือ “DPA”) ลดวงเงินการคุ้มครองเงินฝาก เหลือ 50 ล้า่นบาท/คน/สถาบันการเงิน จากเดิมที่คุ้มครองเต็มจำนวน จึงขอใช้โอกาสนี้ คิดๆ เขียนๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากของไทย จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงิน การคุ้มครองเงินฝากในประเทศไทย มีความเป็นมาอย่างไร? ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540 ประเทศไทยไม่มีการคุ้มครองเงินฝากแต่อย่างใด ผู้ฝากเงินพิจารณาความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินและระดับอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นสำคัญ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในปี 2540 ซึ่งมีต้นตอจากปัญหาหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้สถาบันการเงินมีฐานะอ่อนแอลงอย่างมาก จนผู้ฝากเงินขาดความมั่นใจในสถาบันการเงินที่ตนฝากเงินไว้ จึงพากันถอนเงินฝากออกมาเป็นจำนวนมากในเวลาไม่นาน (Bank Run) กล่าวกันว่าในยุคนั้น สถาบันการเงินที่ล้มไปหลายสิบแห่ง เหตุไม่ได้เกิดจากปัญหาหนี้เสียจนขาดทุนมโหฬารเพียงอย่างเ้ดียว แต่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ...

EconomicTalk – นโยบายประชานิยม และผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดดอกเบี้ย

อาสา อินทรวิชัย, 11 ก.ค. 54 การปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยถึง +48 จุด ในวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น คงสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกท่านไม่มากก็น้อย ต้องยอมรับว่าแม้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราปรับตัวอยู่ใน “แดนลบ” เป็นแรมเดือนจะมาจากปัญหาหนี้ในยุโรป แต่สาเหตุสำคัญของการ rebound เมื่อวันจันทร์นั้นกลับมาจากปัจจัยในประเทศหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงนั่นเอง และไม่ว่าจะเป็นพรรคใดได้รับเสียงข้างมาก ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นครับ …..แต่การปรับขึ้นถึงเกือบ 50จุดนั้น ผมคิดว่ามาจาก “Populism” หรือ “นโยบายประชานิยม” ของพรรคเพื่อไทยที่มีผลทางจิตวิทยา (ในระยะสั้น) นั่นเอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคเพื่อไทยจะได้รับคะแนนโหวตจากประชากรนอกเขตกทม.อย่างท่วมท้นเพราะนโยบายประชานิยมที่มุ่งเน้นในการเพิ่มรายได้ขั้นต่ำและราคาผลิตผลการเกษตรนั้นตอบโจทย์ประชากรกลุ่ม “รากหญ้า” อย่างชัดเจน …..แต่ท่านทราบหรือไม่ครับว่า การตอบรับในตลาดดอกเบี้ยนั้นกลับมีทิศทางตรงข้ามกับในตลาดหุ้น กล่าวคืออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) โดยเฉพาะช่วงอายุยาวกว่า 5 ปี ได้ปรับขึ้นค่อนข้างรุนแรง 25-40bps ...

EconomicTalk – ย้อนรอย ประวัติโดยย่อ Subprime Crisis

       ใครเพิ่งเข้ามาในตลาดปี 2009 จนถึงตอนนี้ อาจนึกภาพตลาดขาลงไม่ออก ส่วนใครอยู่ในเกิน 15 ปี โดนไป 2 ครั้ง ก็เข็ดไปหลายคนนะครับ อยากรู้เรื่อง Subprime Crisis กันไหม? วิกฤต Subprime เกิดจากอะไร? – เกิดจาก อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของสหรัฐ และสภาพคล่องในระบบที่สูง กองทุนต่างๆ รวมทั้งธนาคารที่มีสภาพคล่องเยอะ ก็พยายามปล่อยกู้ ซึ่งก็อนุมัติกันได้ง่ายๆเป็นเวลาหลายปีทีเดียวก่อนเกิดวิกฤตดังกล่าว คำว่า Subprime Loan ก็คือ เงินกู้ชนิดหนึ่งที่ปล่อยให้กับผู้อยู่อาศัย โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คราวนี้ ลองนึกภาพนะครับ อัตรากรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยทั่วทั้งอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 64% ในปี 94 มาเป็น ...

EconomicTalk – สัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐ

                  ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่คือการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ โดยผลกระทบลำดับแรกคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตามมาด้วยความต้องการค่าจ้างที่มากขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น การปรับราคาสินค้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วัฏจักรดังกล่าวเป็นผลจากพลวัตของเงินเฟ้อ (Inflation Dynamics) ซึ่งธนาคารกลางมีความจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อบริหารเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ด้วยเหตุนี้ กระแสเงินลงทุนในช่วงแรกของปีนี้จึงไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปริมาณมาก ดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐจึงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ต่อไปคือ“สหรัฐมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อต่ำจริงหรือ?”                 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐต่ำเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่คือ CPI ของสหรัฐคำนวณโดยใช้สัดส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มากในขณะที่สัดส่วนหลักใน CPI ของตลาดเกิดใหม่เป็นภาคอาหารและการขนส่งที่มีการส่งผ่านราคาอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐกลับมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของ Owner’s Equivalent Rent (OER) ที่เป็นสัดส่วนหลักในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สำคัญอีกสามประการคือ1).การเพิ่มขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ล่วงหน้าหนึ่งปีที่คำนวณโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนออกมาสูงถึงร้อยละ 4.6 และสูงที่สุดในรอบเกือบสามปี 2).การเพิ่มขึ้นของจุดคุ้มทุนต่อเงินเฟ้อที่คำนวณจาก Treasury Inflation Protected Securities (TIPS) ...

EconomicTalk – สภาพคล่องเงินดอลลาร์กับความบิดเบือนของโครงสร้างดอกเบี้ยในประเทศ [ตอนที่ 2 จบ]

ประเด็นในวันนี้ค่อนข้างยากนะครับ ผมจะเล่าให้ฟังถึงโครงสร้างของดอกเบี้ยภายในประเทศ ว่ามีความสัมพันธ์กับสภาพคล่องของเงินดอลลาร์อย่างไร ผู้อ่านจำเป็นต้องมีพื้นฐานจาก ตอนที่ 1 [หาอ่านได้ที่ http://fundmanagertalk.com ] FX Forward, THBFIX, CCS, IRS และ Yield ทั้ง FX Forward, THBFIX, CCS, IRS และ Bond Yield ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งครับ โดย USD/THB CCS หรือ [Cross Currency Swap] คือการตกลงกันระหว่าง 2 Party ในการแลก Cash Flow ที่เป็นสกุลดอลลาร์ ...

EconomicTalk – สภาพคล่องเงินดอลลาร์กับความบิดเบือนของโครงสร้างดอกเบี้ยในประเทศ: ตอนที่ 1 : Interest Rate Parity, FX Swap, CCS

เรื่องวันนี้อาจจะยากนิดนึงนะครับ แต่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะเข้าใจในเรื่อง Fund Flow จาก ต่างประเทศ รวมถึงเป็นพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับเรื่องตลาดเงินตราต่างประเทศ และโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสำหรับบทความนี้ ผมจะพยายามอธิบายให้เป็นภาษาง่าย ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้สมการครับ Interest Rate Parity [หรือ IRP] IRP เป็น หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดเงินตราระหว่างประเทศซึ่งหลักนี้มีอยู่ว่า ดอกเบี้ยของสองประเทศเมื่อรวมการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินแล้วจะต้องเท่ากัน เช่น หากดอกเบี้ยอเมริกา 6 เดือนเท่ากับ 0.5% [LIBOR] ดอกเบี้ยไทยเท่ากับ 1.5% [THBFIX] ตามหลัก IRP ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ [USD/THB] จะต้องอ่อนค่าลง 1% ต่อปี ใน 6 เดือนเท่ากับส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ...

EconomicTalk – Emerging Markets ตัวเลือกแรกของการลงทุนในต่างประเทศ

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมีความแตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค โดยกลุ่มตลาดเกิดใหม่ทั้งในส่วนของเอเชียและละตินอเมริกาให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่สูงกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ ดังเห็นได้จากผลตอบแทนในเชิงเปรียบเทียบย้อนหลังสามปีระหว่างดัชนี MSCI EM Latin America, ดัชนี MSCI AC Asia Pacific ex Japan, ดัชนี S&P 500 และดัชนี MSCI Europe ที่พบว่าการลงทุนในตลาดหุ้นละตินอเมริกามีผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาและตลาดหุ้นยุโรปถึงร้อยละ 34 และ 38 ตามลำดับ ในทำนองเดียวกัน ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาและตลาดหุ้นยุโรปร้อยละ 15 และ 19 ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ตลาดเกิดใหม่มีผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้วมีสองประการคือ (1). ...

EconomicTalk – QE2 กับการ Export Inflation ไปทั่วโลก

จริงๆแล้ว การที่เศรษฐกิจ/ประเทศหนึ่งๆ จะมี Inflation บ้างก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะนั่นแสดงถึงการมีกำลังซื้อ/จับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่องอันจะนำไปสู่การผลิตและการจ้างงาน (ที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว) แต่หาก Inflation นั้นกลับมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจาก Supply shock (ราคาขึ้นเพราะของขาดตลาด) หรือ Demand pull (ราคาขึ้นเพราะมีความต้องการซื้อสูง) ก็ตาม ผลเสียย่อมเกิดต่อ “ค่าเงิน” และระบบเศรษฐกิจ ของประเทศนั้นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุของการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ (USD) ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ทุกคนมุ่งเป้าไปที่ “QE2”  และเมื่อกล่าวถึง QE หรือ Quantitative Easing แล้ว หลายท่านทราบดีว่าขนาดของโปรแกรม QE2 นั้นอยู่ที่ USD 600Bln ...