DIF โอกาสลงทุนรับปันผลต่อเนื่องในกิจการโทรคมนาคมหลักของประเทศ

โอกาสรับกระแสเงินสดในยุคดิจิทัล
29/03/18
กองทุน VI ระดับโลกที่ชนะตลาดด้วยหลักของปู่บัฟเฟตต์แท้ ๆ
04/05/18
แชร์บทความนี้

หลังจากบทความที่แล้ว ผมได้มีการสรุปข้อมูลของกองทุน DIF ซึ่งเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงและมีโอกาสรับผลตอบแทนสม่ำเสมอแล้ว วันนี้จะมีการเจาะลึกการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ของกองทุนนี้ว่า เมื่อมีการลงทุนเพิ่ม นักลงทุนทั้งคนที่ถือหน่วยลงทุนอยู่แล้ว หรือมีความสนใจที่จะลงทุน จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้อย่างไรบ้าง

 

เราทราบกันแล้วว่า กองทุน DIF จะมีการลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมครั้งที่ 3 ซึ่งมีมูลค่าที่จะเข้าลงทุนประมาณไม่เกิน 55,236 ล้านบาท โดยประกอบไปด้วยทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดังนี้

  1. กรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคม 2,589 เสา หากนับรวมกับเสาเดิมรวม 12,682 เสา ที่กองทุน DIF มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิในกระแสรายได้รวมทั้งสิทธิในการซื้ออยู่แล้ว จะเท่ากับ 15,271 เสา
  2. กรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าระยะยาวรวมทั้งสิทธิในการซื้อใยแก้วนำแสง ประมาณ 1.21 ล้านคอร์กิโลเมตร หากนับรวมกับใยแก้วนำแสงเดิม จำนวนประมาณ 1.37 ล้านคอร์กิโลเมตร และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 1.2 ล้านพอร์ต ที่กองทุน DIF มีกรรมสิทธิ์ สิทธิในกระแสรายได้ หรือสิทธิการเช่าระยะยาวรวมทั้งในการซื้ออยู่แล้ว ทั้งหมดจะเป็นใยแก้วนำแสงประมาณ 2.58 ล้านคอร์กิโลเมตร และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 1.2 ล้านพอร์ต

 

ประโยชน์ของการลงทุนเพิ่มเติมต่อนักลงทุน

โอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทันที หลังการลงทุนเพิ่มเติม

การลงทุนเพิ่มเติมของกองทุน DIF แตกต่างจากการเพิ่มทุนของบริษัทฯ จดทะเบียนทั่วไป เนื่องจากการเพิ่มทุนของบริษัทจะต้องใช้ระยะเวลาให้เงินออกดอกออกผลกลับมาให้แก่นักลงทุน แต่การลงทุนเพิ่มเติมของ DIF จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุน ไปลงทุนในเสาโทรคมนาคมและใยแก้วนำแสง ซึ่งนำไปจัดหาผลประโยชน์โดยปล่อยเช่าให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อสร้างผลตอบแทนได้ทันที โดยคาดการณ์ว่าเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยของกองทุน (DPU) จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.04 บาทต่อหน่วย สำหรับระยะเวลา 12 เดือนหลังเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้สำเร็จ (จากปี 2560 ประมาณ 0.975 บาทต่อหน่วย) ซึ่งหมายความว่า ทั้งผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมและผู้จองซื้อหน่วยลงทุนใหม่จะมีโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

“อุ่นใจ กับสัญญาเช่าที่นานขึ้น”

ภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้จะทำให้กองทุนมีระยะเวลาการเช่าทรัพย์สินตามสัญญาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามรายได้เป็นประมาณ 20 ปี จากเดิมที่มีระยะเวลาการเช่าทรัพย์สินตามอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักประมาณ 11 ปี โดยจากรูปจะเห็นว่าภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ กองทุนจะมีทรัพย์สินที่มีระยะเวลาการเช่าตามสัญญามากกว่า 20 ปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 46 ของรายได้ทั้งหมดของกองทุนเลยทีเดียว ทำให้มั่นใจได้ว่า กองทุน DIF มีฐานรายได้ที่มั่นคงเนื่องจากมีสัญญาเช่าระยะยาวรองรับ

 

“สบายใจกับทรัพย์สินคุณภาพ”

กองทุน DIF มีทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่สำคัญ ทั้งเสาโทรคมนาคมและใยแก้วนำแสงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยการลงทุนเพิ่มเติมจะทำให้สัดส่วนการลงทุนในใยแก้วนำแสง (โดยนับเฉพาะใยแก้วนำแสงที่สามารถปล่อยเช่าให้ผู้เช่ารายอื่นนอกเหนือจากกลุ่มทรู) โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 28.7 ของปริมาณใยแก้วนำแสงทั้งหมดของกองทุน เป็นประมาณร้อยละ 49.3 ของปริมาณใยแก้วนำแสงทั้งหมดของกองทุนสอดคล้องกับปริมาณความต้องการในการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้บริการของกลุ่มทรู เนื่องจากความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นมากเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ และเป็นบริเวณที่มีอัตราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในประเทศอีกด้วย

 

“มั่นใจกับโอกาสการเติบโตที่ชัดเจน”

อัตราการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 135 และประมาณร้อยละ 34 ตามลำดับ และในอนาคตคาดว่า อัตราการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 167 และอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 53 ภายในปี พ.ศ. 2565 ทำให้มีโอกาสที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก เพื่อรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นและรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้นั่นเอง

“สัดส่วนหนี้สินน้อยลง”

จากการประมาณการการลงทุนเพิ่มเติมที่กำลังจะเกิดขึ้น พบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สินจะลดลงเหลือประมาณไม่เกิน 0.16 เท่า จากประมาณ 0.21 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะลดลงเหลือไม่เกินประมาณ 0.20 เท่าจาก 0.28 เท่า จึงเป็นการลดความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงิน และเป็นการปรับโครงสร้างเงินทุนของกองทุนให้เหมาะสมมากขึ้น เพื่อรองรับโอกาสการลงทุนในทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่จะสามารถช่วยสร้างรายได้ที่มากขึ้นในอนาคต

โดยเงินที่จะลงทุนเพิ่มเติมนั้นจะระดมทุนจาก 2 แหล่งคือ

  1. การออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุนในจำนวนรวมประมาณไม่เกิน 53,236 ล้านบาท เพื่อเสนอขายแก่ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิ (Preferential Public Offering) และเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป
  2. การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน จำนวนไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

 

กองทุน DIF จะออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่จำนวนรวมไม่เกิน 3,831 ล้านหน่วย โดยจะเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนต่อผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมซึ่งจะได้สิทธิในการจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ ในช่วงวันที่ 2-8 พฤษภาคมนี้ ในอัตราส่วนเท่ากับ 2.0911 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ และจะเสนอขายหน่วยลงทุนให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ถือหน่วยลงทุน DIF อยู่ก่อนวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XB ในช่วงวันที่ 2-11 พฤษภาคมนี้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ (ยกเว้นสาขาไมโคร) และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ (ในเวลาทำการ) กำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 13.60 – 13.90 บาทต่อหน่วย โดยนักลงทุนจะต้องชำระค่าจองซื้อหน่วยลงทุนที่ราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น คือที่ราคา 13.90 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่า 13.90 บาทต่อหน่วย หรือไม่ได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน นักลงทุนจะได้รับเงินค่าจองซื้อหน่วยลงทุนคืนตามระบุในหนังสือชี้ชวน

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนในการวิเคราะห์ และศึกษาโอกาสในการออกเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุน DIF ครั้งนี้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน และสามารถตอบโจทย์แผนการลงทุนให้ประสบความสำเร็จครับ

 

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

  • รายละเอียดการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุน https://bit.ly/2H7BozQ
  • สรุปข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน https://bit.ly/2GNe1eQ

หนังสือชี้ชวนสามารถดาวน์โหลด (download) ได้ที่ www.scbam.com, www.digital-tif.com และ www.sec.or.th

Facebook Comments

แชร์บทความนี้
FundTalk
FundTalk
คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net