พลิกวิกฤตเป็นโอกาส “ลงทุนหุ้นด้วยปรัชญา 3 ห่วง”

ว่าด้วยเรื่องสไตล์การลงทุนหุ้น ปัจจุบันมีหลากหลายแนวทางด้วยกัน ทั้งแนวทางแบบ Top Down ที่เน้นการปรับพอร์ตด้วยการมองปัจจัยมหภาค หรือดูระดับอุตสาหกรรม หรือแนวทางแบบ Bottom Up ที่เน้นการวิเคราะห์เลือกเป็นรายบริษัทเป็นหลัก นอกจากนี้ที่เห็นได้เยอะก็ยังมีแนวทางแบบ Technical Analysis ที่เน้นการดู Chart ที่มีเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย เช่น MACD, RSI, MA ฯลฯ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงปรัชญาการลงทุนหุ้นแบบ Bottom Up ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนซีไอเอ็มบี พรินซิเพิลที่ผู้เขียนทำงานอยู่ครับ หลังจากที่ผู้เขียนได้ทำงานอยู่กับแนวทางนี้มาประมาณ 1 ปี คิดว่าเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจ และใช้ได้จริง ที่ CIMB-Principal การลงทุนในหุ้นจะเน้นที่แนวทางแบบ Bottom-up เป็นหลัก คือการวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายบริษัท ...

InvestmentTalk – ปัจจัยพื้นฐาน มูลค่ายุติธรรม และความคาดหวัง

มูลค่ายุติธรรม (Valuation) หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยว่าค่า P/E ของหุ้นแต่ละตัวควรอยู่ที่เท่าไร หุ้นบางตัวบางเวลาที่ดี ๆ อาจมีอัตรา P/E เพิ่มขึ้นไปได้ถึงกว่า 30 เท่า และหุ้นตัวเดียวกันบางเวลาที่อยู่ในช่วงวิกฤตก็สามารถมี P/E ปรับตัวลงต่ำกว่า 10 เท่าเช่นกัน สมมติว่ามีหุ้นบริษัทหนึ่งมีกำไรต่อหุ้น 1 บาท หากเราคิดที่ช่วง P/E 10 – 30 เท่าก็เท่ากับว่าราคาหุ้นที่เป็นไปได้นั้นอยู่ตั้งแต่ 10 – 30 บาท ซึ่งนับว่าเป็นช่วงที่กว้างมาก แล้วเราควรจะกำหนดเป้าหมายการลงทุนอย่างไรดี บ่อยครั้งที่ค่า P/E จะถูกนำไปใช้เปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือ P/E ของตลาดหุ้นไทยก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกันภูมิภาค ...

InvestmentTalk – ความสวยงามของหุ้นขนาดเล็ก (Small is Beautiful)

หุ้นขนาดเล็ก (Small Cap Stocks) คือหุ้นที่มีขนาดของกิจการยังไม่ใหญ่มาก ซึ่งโดยมากจะหมายถึงหุ้นที่มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดต่ำกว่า 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท) ผู้เขียนมองว่าการลงทุนในหุ้น Small Cap เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาว จากคุณลักษณะสำคัญหลายประการ ดังนี้ครับ ศักยภาพในการเติบโตที่สูงกว่า ผู้เขียนเชื่อเสมอว่า “ราคาหุ้น ระยะสั้นตามข่าว ระยะยาวตามกำไร” คือราคาหุ้นในระยะสั้นมักจะผันผวนไปตามกระแสข่าวต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัท ขณะที่การเติบโตของราคาหุ้นระยะยาวจะสอดคล้องกับการเติบโตของกำไรของแต่ละบริษัท จากการศึกษาพบว่าการเติบโตของหุ้น Small Cap ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตของกำไรอยู่ประมาณ 14.7% ขณะที่การเติบโตของตลาดหุ้นโลกโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 11.1% ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากหากคิดจากหลักความเป็นจริง บริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีฐานกำไรที่ใหญ่มาก ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีการเติบโตกำไรสูง ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดเล็กที่กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรของการเติบโต ...

InvestmentTalk – การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน

การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน นพ. พงศกร เอื้อชวาลวงศ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รพ.ศูนย์อุดรธานี   ผมได้สรุปเนื้อหาที่ผมได้บรรยายในงานสังสรรค์ VI ไตรมาส 2 ลงในบทความนี้นะครับ ต้องขอบคุณทางสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ให้เกียรติเชิญผมไปเป็นวิทยากรในงานนี้ ขอบคุณผู้ฟังทุกท่านที่ตั้งใจฟัง ไม่มีใครคุยกันเลย…หลายตั้งใจจดมากแม้ว่าผมบอกแล้วว่าจะแจกใน Blog หลายคนถึงขึ้นอัด VDO กันเลยทีเดียว   ขอบคุณภรรยาที่ช่วยตัด Slide ให้เพราะว่าผมงานประจำเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาทำ แถมยังมาเป็นกำลังใจให้ถึงขอบเวทีด้วยครับ ขอบคุณครับ   ผมได้พยายามเต็มที่แล้วที่จะให้เนื้อหาเกี่ยวกับหุ้นเติบโตครบถ้วน เข้าใจง่ายที่สุดภายในเวลา 2 ชม. เริ่มตั้งแต่ง่ายไปยาก พยายามจะใส่จุดที่นักลงทุนหลายคนยังเข้าใจผิดและทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้น และนำหลักการที่ผมให้ไปใช้จริงได้ครับ   ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อหาใน Slide ที่จะไปบรรยายนะครับ ...

InvestmentTalk – เทรดหุ้นผ่านมาร์ Vs เทรดออนไลน์

เคยมีคนถามผมหลายคนว่าถ้าเปิดพอร์ตลงทุนในหุ้นควรจะเลือกอะไรดีระหว่างเทรดทางโทรศัพท์ผ่านทางมาร์เก็ตติ้ง (มาร์) กับเทรดออนไลน์ทางอินเตอร์เนท ผมมองว่าต่างมีข้อดี ข้อเสียต่างกันครับ ถ้าหากคุณต้องการที่ปรึกษา ต้องการคนคุยด้วย แน่นอนเราคงคุยกับจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือไม่ได้แน่ การเทรดหุ้นผ่านมาร์เป็นคำตอบสุดท้ายของคุณแน่นอน ถ้าคุณได้มาร์ที่เข้าขากับคุณแล้วนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับการเจอเนื้อคู่เลยทีเดียว หากแต่ว่าในที่นี้ “มาร์” จะเป็น “คู่ชีวิตการลงทุน” ของคุณ สำหรับการเทรดหุ้นออนไลน์ เหมาะกับท่านที่พอจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง และชอบความเป็นส่วนตัว การเทรดออนไลน์มีข้อดีอีกคือ คุณสามารถติดตามข้อมูลของตลาดผ่านทางโปรแกรมทั้งทางคอมพิวเตอร์ และมือถือ ซึ่งหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความนิยมกันมากก็คือ Streaming ของตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง ล่าสุดทางตลาดหลักทรัพย์ฝากประชาสัมพันธ์ ว่าโปรแกรม Streaming สามารถใช้งานผ่าน Android ได้แล้ว เข้าใจว่าตอนนี้ exclusive อยู่กับผลิตภัณฑ์แอนดรอยด์ของค่ายซัมซุง จากที่ได้ลองดูตัว demo ผมชอบตรงที่เราสามารถปรับพอร์ตทั้งหุ้น และอนุพันธ์พร้อมกันได้เลยโดยใช้ login เดียวกัน ...

InvestmentTalk – 3 จริตของกำไร กับการเติบโตของราคาหุ้น

การลงทุนในหุ้น คือการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ การเป็นเจ้าของธุรกิจวัดปริมาณได้ที่ส่วนของเจ้าของ ส่วนของเจ้าของ (Shareholder’s Equity) เติบโตขึ้นได้ด้วยการทำธุรกิจแล้วมีกำไร ธุรกิจที่มีกำไร ส่วนของเจ้าของก็จะเติบโตขึ้น ดังสมการพื้นฐานที่ว่า         ส่วนของเจ้าของ ณ สิ้นปีที่แล้ว + กำไรปีนี้ (- จ่ายปันผล ถ้าจ่าย) = ส่วนของเจ้าของ ณ สิ้นปีนี้ กำไรเกิดจาก รายได้ที่สูงกว่าต้นทุนและรายจ่ายต่างๆ ธุรกิจที่มีรายได้สูงขึ้น แต่ต้นทุนและรายจ่าย “สูงขึ้นน้อยกว่า” หรือ “คงที่” หรือ “ลดลง” เท่ากับว่าอัตรากำไรก็จะสูงขึ้น ส่วนของเจ้าของก็จะเติบโตแบบมีอัตราเร่ง ราคาหุ้นในตลาด แปรตาม “แนวโน้ม” และ ...

InvestmentTalk – เงินปันผล สำหรับหุ้นปันผล และหุ้นเติบโต

หุ้นปันผลกับหุ้นเติบโตมีลักษณะที่แตกต่างกันคือ โดยปกติหุ้นปันผลคือบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำไร(Payout ratio) และหากเทียบกับราคาหุ้นก็อยู่ในระดับที่สูง (Dividend yield) เช่นกัน บริษัทลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างจะอิ่มตัว ต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการค่อนข้างต่ำ ทำให้มีเงินสดเหลือเยอะจึงจ่ายเงินปันผลออกมาค่อนข้างมาก สำหรับหุ้นเติบโตคือบริษัทที่อยู่ในช่วงขยายกิจการ ต้องการเงินลงทุนสูง มีอัตราการเติบโตของกำไรที่มากแต่อัตราการจ่ายเงินปันผลก็จะน้อยกว่าหุ้นปันผล การลงทุนสำหรับหุ้นปันผลหรือว่าหุ้นเติบโตลักษณะใดให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากัน เป็นสิ่งที่ตอบได้ได้ยากเพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นปันผลปกติราคาหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่าและผลตอบแทนที่ได้จะมาจากเงินปันผลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปกติบริษัทจะจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ผลตอบแทนสำหรับหุ้นปันผลจะไม่หวือหวาเพราะกำไรบริษัทค่อนข้างคงที่หรือการเติบโตของกำไรอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่สำหรับหุ้นเติบโตนั้นผลตอบแทนที่ได้มักมาจากราคาหุ้นและมีความตื่นเต้นกว่าเพราะมีกำไรเติบโตมาก หากเราเชื่อว่าราคาหุ้นมีทิศทางเดียวกับกำไรของบริษัท ดังนั้นหุ้นเติบโตน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นปันผล แต่หากเราสรุปแบบนั้นมันก็จะลำเอียงเกินไปหากไม่ได้พิจารณาความเสี่ยงด้วย หุ้นปันผลกับหุ้นเติบโตเมื่อเปรียบเทียบความถูกแพงในเชิง PE หุ้นเติบโตมักจะมี PE ที่สูงกว่าหุ้นปันผล เพราะนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของกำไรที่สูงกว่า แต่หากบริษัทไม่สามารถเติบโตได้ตามนักลงทุนคาดหวัง ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้มากกว่าหุ้นปันผล หากเปรียบเทียบในเชิง PB เป็นการเปรียบเทียบที่ยากที่จะบอกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะหุ้นปันผลบางครั้งก็มี PB ที่สูงเนื่องจากการจ่ายเงินปันผลที่สูงทำให้มูลค่าทางบัญชี (ฺBook value) ไม่เพิ่มขึ้น บริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโตพอถึงจุดๆหนึ่งบริษัทจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและกลายเป็นหุ้นปันผลในที่สุด ...

InvestmentTalk – หลุมพรางของราคาเป้าหมาย

เมื่อสักครู่นี้ได้อ่านบทวิเคราะห์หุ้น ROBINS ใน settrade.com พบว่านักวิเคราะห์คำนวณราคาเป้าหมาย 1 ปีข้างหน้าได้ 37 บาทเศษ ขณะที่ราคาตลาดล่าสุดคือ 36 บาท (11.20น 9 สิงหาคม 2254) ประเด็นคือ เมื่อย้อนกลับไปดูราคาตลาดเมื่อ 1 ปีที่แล้ว (วันที่ 9 สิงหาคม 2553) ราคาอยู่ที่ 19.50 บาท (เท่ากับว่าขึ้นมาถึง 85% ใน 1 ปี) ซึ่งผมพอจำได้ว่าในช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ไม่มีนักวิเคราะห์รายใดเคาะราคาเป้าหมายหุ้น ROBINS ในอีก 1 ปีข้างหน้า (ซึ่งก็คือวันนี้ในปัจจุับัน) ไว้เกิน ...

InvestmentTalk – การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation)

การประเมินมูลค่าหุ้นเพื่อหาราคาที่เหมาะสมนั้น เป็นวิธีการที่ไม่ง่ายนัก เพราะนักลงทุนแต่ละคนมีความคิดและวิธีการที่แตกต่างกัน ต้องใช้ศิลปะพอสมควรในการประเมินควบคู่ไปกับการวิเคราะห์เชิงตัวเลข วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นมีหลายวิธีมากเช่น วิธี PE, PB หรือ DCF เป็นต้น ซึ่งผมขออนุญาตไม่กล่าวถึงวิธีดังกล่าวเพราะมีบทความหรือว่าหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับวิธีประเมินมูลค่าหุ้นมากมายอยู่แล้ว แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นมีความสำคัญอย่างไร ผมขอยกตัวอย่าง มีขวดโหลใส 1 ขวด บรรจุเหรียญต่างๆกันคือเหรียญ 1,2,5,10 บรรจุอยู่ในขวดโหลอย่างอัดแน่นทั้งขวด และผมจะกำหนดราคาขายมาให้ คุณมีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะซื้อในราคาที่กำหนดหรือไม่ คุณมีโอกาสตัดสินใจในการซื้อเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกผมจะให้คุณมองขวดโหลด้วยสายตาเปล่าเพียงอย่างเดียวห้ามมีการสัมผัสขวดโหล คุณจะเห็นเหรียญแค่ภายนอกเท่านั้นและตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ สำหรับครั้งที่ 2 ผมจะให้คุณสามารถสัมผัสขวดโหลได้ แต่ห้ามเปิดขวดโหล และตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ สำหรับครั้งที่ 3 ผมให้คุณสามารถสัมผัสขวดโหลและเทเหรียญออกมานับได้ครึ่งหนึ่งของขวด แล้วทำการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่เช่นกัน สำหรับการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ของคุณทั้ง 3 ครั้ง ครั้งที่ ...

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์(3)

ลงทุนอย่างมีสไตล์(3)   ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM   ในครั้งก่อนได้แนะนำแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และเน้นการเติบโตให้นักลงทุนได้รู้จักแล้ว ในครั้งนี้จะขอนำเสนอการลงทุนเชิงรุกในรูปแบบตามกระแสและสวนกระแส เพื่อเติมเต็มความเข้าในการลงทุนเชิงรุกให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การลงทุนแบบตามกระแส (Momentum Investing) การลงทุนแบบตามกระแสนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่ามนุษย์มีพฤติกรรมแห่ตามกัน (Herding) เป็นพื้นฐาน ในเชิงจิตวิทยาการมนุษย์มีแนวโน้มที่จะคล้อยตามคนส่วนใหญ่มากกว่าที่จะมีความเห็นที่ขัดแย้ง ในด้านการลงทุนนักลงทุนมักรู้สึกสบายใจมากกว่าที่จะซื้อหุ้นที่ตลาดกำลังไล่ซื้อ หรือหุ้นเด็ดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เมื่อเทียบกับหุ้นที่ตลาดไม่รู้จัก หรือหุ้นที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึง การลงทุนในรูปแบบนี้จึงเน้นหุ้นที่กำลังอยู่ในความสนใจของตลาด ซึ่งหุ้นดังกล่าวอาจเป็นหุ้นโตเร็ว หุ้นที่อยู่ในวัฎจักรธุรกิจขาขึ้น หุ้นที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด หุ้นเก็งกำไร หรือหุ้นที่มีสัญญาณซื้อทางเทคนิคก็ได้ เมื่อหุ้นตัวหนึ่งปรับตัวเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจะกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนส่วนหนึ่งให้มาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีกเป็นวัฎจักรขาขึ้นเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งนักลงทุนส่วนหนึ่งเริ่มระลึกได้ว่าราคาของหุ้นแพงเกินจริงหรือมีข่าวร้ายที่มีนัยสำคัญมากระทบ และเริ่มขายหุ้นออกมาจนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลง ซึ่งอาจกระตุ้นให้นักลงทุนคนอื่นๆที่ถือหุ้นดังกล่าวอยู่ขายหุ้น และกดให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปอีกจนกระทั่งก่อเป็นกระแสในขาลง ลักษณะเด่นประการหนึ่งของหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแสขาขึ้นคือ นักลงทุนจะตีความข้อมูลทางเศรษฐกิจ หรือข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเหล่านั้นไปในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ ข่าวร้ายที่มากระทบจะถูกเพิกเฉย ส่วนข่าวดีจะได้รับการตีความไปในทางดีจนเกินจริง ทำให้ราคาหุ้นที่อยู่ในกระแสสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทิศทางตลาดไปได้เรื่อยๆ จนกว่ากระแสของหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาลง ...

InvestmentTalk – ลงทุนหุ้นแบบ Mosaic

เห็นขึ้นชื่อบทความมาอย่างนี้ไม่ใช่การลงทุนโดยใช้ กระเบื้อง Mosaic (โมเสก) นะครับ คำว่า Mosaic ที่นำมาใช้ในที่นี้นั้นหมายถึง Mosaic Theory ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนหุ้นแบบ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้มากทีเดียวครับ Mosaic Theory (อ่านว่า โม-เซ-อิค) คือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบริษัท โดยเริ่มจากการ Brain Storm คือการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน, 56-1, Opportunity Day, Company Visit รวมไปถึงการใช้ Google และการอ่านเวบบอร์ดต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจ โดยนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมและวิเคราะห์/สังเคราะห์หา “คุณค่า” ของบริษัท (จะว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางแบบ Value Investor ชนิดหนึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธครับ) ข้อมูลที่เรารวบรวมมาได้นั้นหลัก ...

InvestmentTalk – กลัว!!

ตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น (Bull market) ทุกคนล้วนแต่มีความยินดีปรีดาที่สามารถทำกำไรได้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเลือกหุ้นของแต่ละคน แต่ก็ยังแฝงไว้ในความกังวลว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้นานแค่ไหน หากปรับตัวขึ้นต่อจะซื้อตามตลาดเพราะกลัวตกขบวนรถไฟดีหรือไม่ หรือว่าถ้าตลาดปรับตัวลง จะกลับเข้าไปซื้อที่จุดรับที่เท่าไร หรือความกังวลที่ว่าขายไปแล้วแต่หุ้นกลับขึ้นต่อ ทำให้รู้สึกเสียดายที่รีบขายเร็วไปหน่อย ในทางกลับกันหากตลาดอยู่ในช่วงขาลง (Bear market) นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดต่างเศร้าหมอง รู้สึกหมดกำลังใจกับตลาดหุ้นอาจยอมตัดขายขาดทุน แต่ยังมีบางคนมีความหวังว่าตลาดน่าจะมีรีบาวด์กลับมาบ้างจะได้ขายขาดทุนน้อยลง หรือบางคนก็ปล่อยเลยตามเลยไหนๆก็ขาดทุนเยอะแล้ว ขายไปก็เสียดายเปลี่ยนตัวเองจากนักลงทุนระยะสั้นเป็นนักลงทุนถือยาว (ไม่ใช่นักลงทุนระยะยาว) แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสสำหรับนักลงทุนบางกลุ่มที่เห็นว่าช่วงตลาดขาลงเป็นโอกาสในการเข้าไปซื้อหุ้นราคาถูก แต่ก็ยังมีความกลัวว่าตลาดอาจจะลงต่อ ก็อาจส่งผลให้เป็นชาวดอย ทำให้เกิดความลังเลใจในการที่จะเข้าซื้อ สุดท้ายก็อาจที่จะกลับเข้าไปซื้อในราคาที่สูงกว่าในตอนแรก เหตุการณ์ข้างต้นนักลงทุนหลายท่านคงเคยพบกับสถานการณ์ข้างต้นด้วยตัวเอง หรือว่าได้ยินจากคนอื่นเหล่าให้ฟัง แต่สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ “ความกลัว” ไม่เคยห่างหายไปจากตลาดหุ้น ไม่ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในสภาวะแบบใด ความกลัวจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เราจะมีวิธีการบริหารความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร วิธีบริหารความกลัว มีสติ อย่าตกใจหากตลาดหุ้นเกิดความผันผวนอย่างหนัก จงยืนอยู่ข้างนอกหากในตลาดหุ้นเต็มไปด้วยฝุ่นตลบ ให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากระยะสั้นราคาหุ้นมีความผันผวน ราคาหุ้นควรมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกับกำไรของบริษัทในระยาว ...

InvestmentTalk – ลงทุนแบบ JOHN NEFF

จอห์น เนฟฟ์ เป็นผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อว่า Windsor กองทุนที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในอเมริกา โดยที่ผลตอบแทนในช่วงเวลาที่เขาบริหารพอร์ตการลงทุนตลอดระยะเวลา 32 ปี เขาสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยถึงปีละ 13.7% และได้ผลตอบแทน 57 เท่าของเงินลงทุนเริ่มแรก ซึ่ง S&P500 index ได้ผลตอบแทน 10.6% ซึ่งการบริหารของเขานั้นไม่ธรรมดาใช่ไหมครับ เรามาลองดูว่าเขามีวิธีการจัดการอย่างไร จอห์น เนฟฟ์ ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่าสุดขั้วหรือสุดโต่งเลยทีเดียว โดยเน้นการลงทุนหุ้นที่มี P/E ต่ำ บริษัทที่ไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน มีอัตราการเติบโตปานกลาง และมีเงินปันผลสม่ำเสมอ   และเขายังเตือนด้วยอีกว่า อย่าไล่ตามหุ้นที่มีอัตราการเติบโตที่สูงที่มีคนสนใจมากซึ่งจะผลักดันให้ P/E สูงอย่างมาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับราคาหุ้นตัวนั้นๆ นอกจากนี้เขาจะมีเหตุผลในการขายหุ้น 2 ปัจจัยได้แก่ 1) ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแย่ลง 2) ...

InvestmentTalk – นักลงทุนดันโด (The Dhandho Investor) ตอนที่ 2

ต่อเนื่องจาก “ภาคแรก” เรามาต่อกันกับนักลงทุนดันโด ผมขอสรุปสั้นๆนะครับว่านักลงทุนดันโดคืออะไรสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านในครั้งที่ผ่านมา หลักคิดของนักลงทุนดันโดมีหลักการง่ายๆคือ “การได้ผลตอบแทนที่สูงสุด ในขณะที่มีความเสี่ยงต่ำสุด” โดยมีหลักคิดอยู่ 9 ข้อ ครั้งที่ผ่านมาผมได้เขียนไปแล้ว 4 ข้อ ได้แก่ 1. มุ่งเน้นไปที่การซื้อธุรกิจซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว 2. ซื้อธุรกิจเรียบง่ายในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก  3. ซื้อธุรกิจที่มีปัญหาในอุตสาหกรรมซึ่งกำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก 4. ซื้อธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอันยั่งยืน ครั้งนี้เรามาต่อกับ 5 ข้อที่เหลือเลยนะครับ 5. เดิมพันหนักๆเมื่อคุณมีแต้มต่ออย่างชัดเจน การลงทุนหนักๆนั้น หากคุณพบราคาของหุ้นนั้นถูกขายอย่างไม่มีเหตุผล แต่คุณต้องมีความเข้าใจในหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างดี คุณควรที่จะทุ่มลงทุนกับหุ้นตัวนั้นๆ ซึ่งหากมีความผิดพลาดคุณจะเสียหายเพียงเล็กน้อย มองหาหุ้นที่มีลักษณะพิเศษ เช่นในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ผมว่ามีหุ้นบางตัวที่เข้าข่ายข้อนี้ เช่น มีหุ้นบางตัวมี put option (มีสิทธิ์จะขายที่ราคากำหนดไว้ในอนาคต) ...