Home » 3. Economic Talk, 3.2 Thai Economy, Featured

EconomicTalk – การคุ้มครองเงินฝากและการปรับตัวของผู้ฝากเงิน

7 February 2010 199 views No Comment
ทราบหรือไม่ว่า ในปัจจุบัน เงินอออมของท่านที่ฝากอยู่กับสถาบันการเงิน (ได้แก่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์) ได้รับการคุ้มครองทั้งต้นและดอกเต็มจำนวนโดย สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency หรือ DPA) ไม่ว่าท่านจะมีเงินในบัญชีเพียง ไม่กี่หมื่นบาทหรือเป็นพันล้านบาทก็ตาม • หมายความว่าถ้าแบงค์ที่ท่านฝากเงินอยู่เกิดมีอันเป็นไป (เจ๊ง) DPA ก็จะจ่ายเงินคืนให้ท่านครบทั้งจำนวน โดยที่ท่านไม่ต้องไปฟ้องร้องต่อศาลในฐานะเจ้าหนี้แบงค์เพื่อขอแบ่งเงินคืน • ซึ่ง DPA จะเรียกเก็บเงินนำส่ง (เบี้ยประกัน) จากสถาบันการเงินของท่านในอัตราร้อยละ 0.40 ต่อปี (ต้นทุนเงินฝากของแบงค์ที่แท้จริงจึงจะต้องบวกเข้าไปอีก 0.40%) โดยจะคำนวณจากยอดเงินฝากเป็นรายวัน

และทราบหรือไม่ว่า การคุ้มครองแบบเต็มจำนวนดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 หรืออีกประมาณปีครึ่งนับจากนี้ • โดยในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 DPA จะลดการคุ้มครองแบบเต็มจำนวน ลงเหลือเพียง 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อสถาบันการเงิน (ถ้าท่านมีเงินฝาก 100 ล้านบาท ก็ยังสามารถกระจายฝากไว้กับ 2แบงค์ โดยได้รับการคุ้มครองรวมกัน 100 ล้านบาทอยู่เช่นเดิม) • และในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 (อีกสองปีครึ่งนับจากนี้) DPA จะลดการคุ้มครองลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อสถาบันการเงิน • ในปัจจุบันมีสถาบันการเงินรวมกันทั้งสิ้น 38 แห่ง แปลว่าถ้าท่านมีเงินฝากเกิน 38 ล้านบาท จะมีเงินฝากบางส่วนที่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้คืนกรณีที่สถาบันการเงินของท่านล้ม

เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้าง เงินฝากของประเทศไทย มาลองดูข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2552 กัน

ข้อมูลดิบ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่า • ในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบระลอกแรก (มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท) มีเพียง 7,750 บัญชี คิดเป็น 0.007% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด 76.2 ล้านบัญชี แต่จำนวนเงินฝากที่ได้รับผลกระทบ มีสูงถึง 1.77 ล้านบาท คิดเป็น 25.30% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด 6.99 ล้านล้านบาท! และในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบระลอกสอง (มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท) จะมีเพิ่มขึ้นเป็น 837,308 บัญชี แต่ก็มีสัดส่วนเพียง 1.1% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือ จำนวนเงินฝากที่จะได้รับผลกระทบจะมีสูงถึง 5.02 ล้านล้านบาท หรือ 71.80% ของเงินฝากทั้งประเทศ

จากข้อมูลข้างต้น สามารถแปลความและคาดการณ์ได้ดังนี้

• ถ้าเทียบจำนวนเงินฝากในบัญชีเป็น ความมั่งคั่ง ถือได้ว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำของรายได้สูงมาก ผู้ที่มีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท มีจำนวนถึง 88.6% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด แต่กลับมีเงินรวมกันเพียง 4.1% เท่านั้น ขณะที่ผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีจำนวนเพียง 1.1% แต่มีเงินรวมกันถึง 71.8% ของเงินฝากทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องวัดประสิทธิภาพ ในการกระจายรายได้ได้อย่างชัดเจน

• ในอีกประมาณหนึ่งปีครึ่ง จะมีเงินฝากที่ไม่ได้รับการค้ำประกันซึ่งจะต้องกระจายออกไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ สูงถึง 1.77 ล้านล้านบาท และในอีกสองปีครึ่ง จำนวนเงินดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.02 ล้านล้านบาท อาจเป็นผลให้ธุรกิจจัดการกองทุน มีความเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะกองทุนตลาดเงินที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมาก (เทียบเคียงได้กับการฝากเงิน) ซึ่งในปัจจุบันมียอดเงินลงทุนรวม กันไม่เกิน 5 แสนล้านบาทเท่านั้น (ข้อมูลจากการรวบรวมส่วนตัว)

• ภาครัฐพยายามส่งสัญญาณว่า ผู้ฝากเงินจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุน คือต้องรู้จักพิจารณาความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่นำเงินไปฝากด้วย เพราะมีโอกาสที่จะไม่ได้รับเงินคืนกรณีที่แบงค์ล้ม ซึ่งในประเด็นนี้ผมสนับสนุนเต็มที่

เมื่อผู้ฝากเงินทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการปรับตัวและวางแผนการลงทุนต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ผสมสรุปสั้นๆ ว่า เศรษฐีเหนื่อยครับ

หมายเหตุ:
• ข้อมูลเงินฝาก http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/FinancialInstitutions/CommercialBank/Pages/StatDepositsAndLoans.aspx
• รายงานประจำปี 2551 ของ DPA http://www.dpa.or.th/Uploads/Content/105346-Book%20Thai.pdf
• สรุปข้อมูลที่สำคัญของ DPA http://www.dpa.or.th/Detail.aspx?menu=22&id=50


 คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันเป็น ผู้จัดการการลงทุน และ กรรมการลงทุน ของ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (BFIT) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (เน้นด้าน Finance) จาก The University of Western Australia คุณศกุนพัฒน์เริ่มงานด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเมื่อปี 2544 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง Account Analyst และได้เริ่มงานบริหารเงินลงทุนของ BFIT (Proprietary Portfolios) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นสามัญ ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คุณศกุนพัฒน์ ผ่านการทดสอบ CISA II ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานกลต.ให้เป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนประเภท ก. และได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้น ทะเบียน Read more from this author


  • Share/Bookmark
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

:wink: :-| :-x :twisted: :) 8-O :( :roll: :-P :oops: :-o :mrgreen: :lol: :idea: :-D :evil: :cry: 8) :arrow: :-? :?: :!: