Home » 2. Fund Talk, 2.2 Bond Fund

FundTalk – การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน – ฝากถอนได้ทุกวัน ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์

30 January 2010 325 views No Comment

ทุกท่านคงคุ้นเคยกับการฝากเงินแบบออมทรัพย์กับธนาคารต่าง ๆ  ซึ่งสามารถฝากถอนได้ทุกวัน อย่างไรก็ดีความสะดวกที่ธนาคารมอบให้ ต้องแลกมาซึ่งอัตราผลตอบแทนที่ต่ำติดดิน หากย้อนดูสถิติไปถึงปี 2548 พบว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอยู่ที่ 0.75% ต่อปี มาอย่างต่อเนื่อง และยังลดลงเหลือ 0.50%ต่อปี ตั้งแต่เดือนมีนาึคม 2552 ที่ผ่านมา ที่แย่กว่านั้น ดอกเบี้ยที่ได้รับจริงยังโดนเก็บภาษีเงินได้อีก 15% ซึ่งแปลว่า ณ ระดับดอกเบี้ยในปัจจุบัน เงินเข้ากระเป๋าท่านจริง ๆ สุทธิเพียง 0.425% ต่อปี เท่านั้น

หากท่านมีเงินฝากออมทรัพย์ 1,000,000 บาท ในเวลาหนึ่งปี เงินของท่านมีความสามารถสร้างรายได้ให้ท่าน 4,250 บาท!

ที่สำคัญ ไม่ว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินจะเคลื่อนไหวขึ้นไปมากเพีัยงใด ธนาคารพาณิชย์ก็ยังคงให้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ในระดับนี้อย่างต่อเนื่อง ท่านทราบหรือไม่ว่าในเดือนตุลาคม 2549 อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 1 เดือน (เงินกู้ยืมระยะสั้นของรัฐบาล) พุ่งสูงถึง 4.95% ต่อปี (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะที่เงินฝากออมทรัพย์กับแบงค์ในเดือนเดียวกันยังคงอยู่ที่ 0.75% ต่อปี โดยที่แบงค์มีความเสี่ยง (ที่จะเบี้ยวหนี้) สูงกว่ารัฐบาลไทยเสียอีก แต่กลับให้ผลตอบแทนสำหรับการลงทุนระยะสั้นต่ำกว่ามาก !!

เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง นักการเงินหัวใสจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปของ กองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งมีสินทรัพย์ (ใส้ใน) เป็นตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น (เช่น 15 – 60 วัน) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ และมีสภาพคล่องสูง (ซื้อง่ายขายสะดวก)  ออกมาขายเป็นทางเลือกแทนการฝากเงินแบบออมทรัพย์

ทั้งนี้ ผลตอบแทนสุทธิจากกองทุนรวมตลาดเงินจะไม่เสียภาษีเงินได้ (สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดา) แต่จะมีค่าบริหารจัดการ (ค่าจ้าง Fund Manager ในการซื้อขายตราสารหนี้ในกองทุน และค่าดำเนินการเกี่ยวกับธุรกรรมโอนเงินต่าง ๆ ตลอดจนค่าเอกสารยืนยันการซื้อขาย) ในอัตราต่างกันไป แต่สุดท้ายแล้วก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์อยู่ดี (คนปกติคงไม่ซื้อกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินฝากออมทรัพย์)

ข้อมูลสำคัญอีกประการที่ควรทราบในการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน คือ เงื่อนไขในการซื้อขาย เพราะวัตถุประสงค์หลักคือความสะดวกในการฝากถอนนั่นเอง
- การซื้อหน่วยลงทุน: สั่งซื้อวันนี้ภายในเวลา 14.00น. หรือบางแห่้งให้ถึง 15.30น. เพื่อเริ่มลงทุนในวันนี้
- การขายหน่วยลงทุน: สั่งขายในวันนี้ (วัน T) ภายในเวลา 14.00น. (หรือบางแห่ง 15.30น) จะได้รับเงินก่อนสดเข้าบัญชีก่อนเที่ยงในวันรุ่งขึ้น (วัน T+1)

ขอยกตัวอย่างตัวผมเอง เมื่อผมได้รับเงินสดมา จะเก็บส่วนหนึ่งไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสำรองยามเร่งด่้วนกะทันหัน ส่วนที่เหลือจะนำไปซื้อกองทุนรวมตลาดเงินทั้งหมด และเพื่อให้การบริหารสภาพคล่องทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ผมได้เปิดใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนทางอินเตอร์เนท ทำให้การควบคุมเงินทุกรายการสามารถทำได้ทุกที

ในวันที่ผมได้ัรับเงินก้อนจากการขายหุ้น ผมจะสั่งซื้อกองทุนรวมตลาดเงินทางอินเตอร์เนทก่อนเวลา 15.30 น. ตกเย็นประมาณ 17.00น. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็จะตัดเงินสดในบัญชีออมทรัพย์ไปซื้อหน่วยลงทุนให้โดยอัตโนมัติ กลับกัน หากผมต้องชำระค่าหุ้นในวันพรุ่งนี้ ผมจะสั่งขายกองทุนตลาดเงินผ่านอินเตอร์เนทล่วงหน้าในวันนี้ก่อน 15.30น.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอยกตัวอย่างกองทุนรวมตลาดเงินบางตัว  ได้แก่

1) กองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ (http://www.tmbam.com/v1/th/mutualFundsDetail.php?id=15&catid=1&accept=1) ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมาในระดับ 0.87% ต่อปี (สุทธิจากค่าจัดการแล้ว) และย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 2.31% ต่อปี

2) กองทุนเปิดธนชาตบริหารเงิน (http://www.thanachartfund.com/th/of/offund.asp?fund=48#) ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 1.01% ต่อปี (สุทธิจากค่าจัดการแล้ว) และย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 2.64% ต่อปี

3) กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น (http://www.kasikornasset.com/th/pages/K-TREASURY.aspx) ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 0.77% ต่อปี (สุทธิจากค่าจัดการแล้ว) และย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 2.33% ต่อปี

(ทั้งนี้ ผมไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ดูแลกองทุนดังกล่าวแต่อย่างใด และยังมีกองทุนรวมตลาดเงินของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอีกจำนวนมากที่ให้่ผลตอบแทนใกล้เคียงหรือสูงกว่าตัวอย่างข้างต้น)

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หากผมมีเงินต้น 1,000,000 บาท นำไปฝากออมทรัพย์ จะได้ดอกเบี้ยสุทธิ 0.46% ต่อปี (2 เดือนแรกได้ 0.75% ก่อนภาษี 8 เดือนหลังได้ 0.50% ก่อนภา๊ษี) หรือมีเงินเพิ่มขึ้นสุทธิ 4,600 บาท แต่หากไปลงทุนในกองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ จะได้ผลตอบแทน 8,700 บาท (0.87% ต่อปี สุทธิ) หรือมากกว่ากัน ถึง 4,100 บาท โดยที่มีความสะดวกในการฝากถอนไม่ต่างกัน (มาก) และมีความเสี่ยงต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ

จึงหวังว่า การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินจะเป็นทางเลือกในการบริหารสภาพคล่้องและเพิ่มพลังให้กับเงินของท่าน ได้อีกทางหนึ่งครับ

SJ


 คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันเป็น ผู้จัดการการลงทุน และ กรรมการลงทุน ของ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (BFIT) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (เน้นด้าน Finance) จาก The University of Western Australia คุณศกุนพัฒน์เริ่มงานด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเมื่อปี 2544 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง Account Analyst และได้เริ่มงานบริหารเงินลงทุนของ BFIT (Proprietary Portfolios) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นสามัญ ตลอดจนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คุณศกุนพัฒน์ ผ่านการทดสอบ CISA II ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานกลต.ให้เป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนประเภท ก. และได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้น ทะเบียน Read more from this author


  • Share/Bookmark
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

:wink: :-| :-x :twisted: :) 8-O :( :roll: :-P :oops: :-o :mrgreen: :lol: :idea: :-D :evil: :cry: 8) :arrow: :-? :?: :!: