FundTalk – กองทุนรวมตลาดเงิน – ฝากถอนได้ทุกวัน ผลตอบแทนสูงกว่าออมทรัพย์

ทุกท่านคงคุ้นเคยกับการฝากเงินแบบออมทรัพย์กับธนาคารต่าง ๆ  ซึ่งสามารถฝากถอนได้ทุกวัน อย่างไรก็ดีความสะดวกที่ธนาคารมอบให้ ต้องแลกมาซึ่งอัตราผลตอบแทนที่ต่ำติดดิน หากย้อนดูสถิติไปถึงปี 2548 พบว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอยู่ที่ 0.75% ต่อปี มาอย่างต่อเนื่อง และยังลดลงเหลือ 0.50%ต่อปี ตั้งแต่เดือนมีนาึคม 2552 ที่ผ่านมา ที่แย่กว่านั้น ดอกเบี้ยที่ได้รับจริงยังโดนเก็บภาษีเงินได้อีก 15% ซึ่งแปลว่า ณ ระดับดอกเบี้ยในปัจจุบัน เงินเข้ากระเป๋าท่านจริง ๆ สุทธิเพียง 0.425% ต่อปี เท่านั้น

หากท่านมีเงินฝากออมทรัพย์ 1,000,000 บาท ในเวลาหนึ่งปี เงินของท่านมีความสามารถสร้างรายได้ให้ท่าน 4,250 บาท!

ที่สำคัญ ไม่ว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินจะเคลื่อนไหวขึ้นไปมากเพีัยงใด ธนาคารพาณิชย์ก็ยังคงให้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ในระดับนี้อย่างต่อเนื่อง ท่านทราบหรือไม่ว่าในเดือนตุลาคม 2549 อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 1 เดือน (เงินกู้ยืมระยะสั้นของรัฐบาล) พุ่งสูงถึง 4.95% ต่อปี (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะที่เงินฝากออมทรัพย์กับแบงค์ในเดือนเดียวกันยังคงอยู่ที่ 0.75% ต่อปี โดยที่แบงค์มีความเสี่ยง (ที่จะเบี้ยวหนี้) สูงกว่ารัฐบาลไทยเสียอีก แต่กลับให้ผลตอบแทนสำหรับการลงทุนระยะสั้นต่ำกว่ามาก !!

เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง นักการเงินหัวใสจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปของ กองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งมีสินทรัพย์ (ใส้ใน) เป็นตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น (เช่น 15 – 60 วัน) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ และมีสภาพคล่องสูง (ซื้อง่ายขายสะดวก)  ออกมาขายเป็นทางเลือกแทนการฝากเงินแบบออมทรัพย์

ทั้งนี้ ผลตอบแทนสุทธิจากกองทุนรวมตลาดเงินจะไม่เสียภาษีเงินได้ (สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดา) แต่จะมีค่าบริหารจัดการ (ค่าจ้าง Fund Manager ในการซื้อขายตราสารหนี้ในกองทุน และค่าดำเนินการเกี่ยวกับธุรกรรมโอนเงินต่าง ๆ ตลอดจนค่าเอกสารยืนยันการซื้อขาย) ในอัตราต่างกันไป แต่สุดท้ายแล้วก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์อยู่ดี (คนปกติคงไม่ซื้อกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินฝากออมทรัพย์)

ข้อมูลสำคัญอีกประการที่ควรทราบในการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน คือ เงื่อนไขในการซื้อขาย เพราะวัตถุประสงค์หลักคือความสะดวกในการฝากถอนนั่นเอง
– การซื้อหน่วยลงทุน: สั่งซื้อวันนี้ภายในเวลา 14.00น. หรือบางแห่้งให้ถึง 15.30น. เพื่อเริ่มลงทุนในวันนี้
– การขายหน่วยลงทุน: สั่งขายในวันนี้ (วัน T) ภายในเวลา 14.00น. (หรือบางแห่ง 15.30น) จะได้รับเงินก่อนสดเข้าบัญชีก่อนเที่ยงในวันรุ่งขึ้น (วัน T+1)

ขอยกตัวอย่างตัวผมเอง เมื่อผมได้รับเงินสดมา จะเก็บส่วนหนึ่งไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสำรองยามเร่งด่้วนกะทันหัน ส่วนที่เหลือจะนำไปซื้อกองทุนรวมตลาดเงินทั้งหมด และเพื่อให้การบริหารสภาพคล่องทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ผมได้เปิดใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนทางอินเตอร์เนท ทำให้การควบคุมเงินทุกรายการสามารถทำได้ทุกที

ในวันที่ผมได้ัรับเงินก้อนจากการขายหุ้น ผมจะสั่งซื้อกองทุนรวมตลาดเงินทางอินเตอร์เนทก่อนเวลา 15.30 น. ตกเย็นประมาณ 17.00น. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็จะตัดเงินสดในบัญชีออมทรัพย์ไปซื้อหน่วยลงทุนให้โดยอัตโนมัติ กลับกัน หากผมต้องชำระค่าหุ้นในวันพรุ่งนี้ ผมจะสั่งขายกองทุนตลาดเงินผ่านอินเตอร์เนทล่วงหน้าในวันนี้ก่อน 15.30น.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอยกตัวอย่างกองทุนรวมตลาดเงินบางตัว  ได้แก่

1) กองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ (http://www.tmbam.com/v1/th/mutualFundsDetail.php?id=15&catid=1&accept=1) ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมาในระดับ 0.87% ต่อปี (สุทธิจากค่าจัดการแล้ว) และย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 2.31% ต่อปี

2) กองทุนเปิดธนชาตบริหารเงิน (http://www.thanachartfund.com/th/of/offund.asp?fund=48#) ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 1.01% ต่อปี (สุทธิจากค่าจัดการแล้ว) และย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 2.64% ต่อปี

3) กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น (http://www.kasikornasset.com/th/pages/K-TREASURY.aspx) ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 0.77% ต่อปี (สุทธิจากค่าจัดการแล้ว) และย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 2.33% ต่อปี

(ทั้งนี้ ผมไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ดูแลกองทุนดังกล่าวแต่อย่างใด และยังมีกองทุนรวมตลาดเงินของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอีกจำนวนมากที่ให้่ผลตอบแทนใกล้เคียงหรือสูงกว่าตัวอย่างข้างต้น)

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หากผมมีเงินต้น 1,000,000 บาท นำไปฝากออมทรัพย์ จะได้ดอกเบี้ยสุทธิ 0.46% ต่อปี (2 เดือนแรกได้ 0.75% ก่อนภาษี 8 เดือนหลังได้ 0.50% ก่อนภา๊ษี) หรือมีเงินเพิ่มขึ้นสุทธิ 4,600 บาท แต่หากไปลงทุนในกองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ จะได้ผลตอบแทน 8,700 บาท (0.87% ต่อปี สุทธิ) หรือมากกว่ากัน ถึง 4,100 บาท โดยที่มีความสะดวกในการฝากถอนไม่ต่างกัน (มาก) และมีความเสี่ยงต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ

จึงหวังว่า การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินจะเป็นทางเลือกในการบริหารสภาพคล่้องและเพิ่มพลังให้กับเงินของท่าน ได้อีกทางหนึ่งครับ

SJ

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

MACD เครื่องมือชี้จุดซื้อบอกจุดขาย พร้อมผลทดสอบความแม่นยำ 20 ปี

คำถามสำคัญอันดับต้นๆ ของนักลงทุนทั้งมือใหม่และมืออาชีพก็คือ ดัชนีจะปรับขึ้นและลงเมื่อไร หรือไม่ก็ ควรซื้อและขายหุ้นตัวนี้ที่ราคาเท่าไร โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถพิจารณาจาก 2 ...

About Keng

คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ (SJ, Keng) ปัจจุบันทำงานด้านการลงทุนอยู่ที่บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (Bangkok First Investment & Trust Public Company Limited หรือ "BFIT") ในตำแหน่ง Head of Investment Advisory Department ดูแลงานระดมทุนของบริษัท ควบกับตำแหน่ง Investment Committee ดูแลเงินลงทุนในหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ และบริหารสภาพคล่องของธุรกิจผ่านธุรกรรมในตลาดเงิน ในด้านคุณวุฒิ สอบผ่านหลักสูตร Certified Investment & Securities Analyst Level 2 (CISA II) ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เป็นนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ และผู้แนะนำการลงทุนด้านตลาดทุน รวมถึงได้รับอนุญาตจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้เป็นผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน SJ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท (MBA, Finance) จาก The University of Western Australia และเคยทำงานวิเคราะห์สินเชื่อลูกค้าเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)