InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์ (1)

InvestmentTalk – ลงทุนอย่างมีสไตล์ (1)

 

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM                

ในโลกการลงทุนมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่มากมาย ซึ่งนักลงทุนทั้งหลายเหล่านี้อาจมีแนวคิด และวิธีปฏิบัติที่อาจเหมือนหรือแตกต่างกันแบบสุดขั้วก็ได้ แท้จริงแล้วการลงทุนในหุ้นนั้นมีรูปแบบการลงทุน (Styles) ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่หลากหลาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้จำแนกรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายนี้ให้เป็นหมวดหมู่ต่างๆเพื่อให้ง่ายแก่ศึกษาและเข้าใจ วันนี้จึงจะขอพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับการลงทุนในหุ้นในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนคำแนะนำ และข้อเสนอแนะ ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์แก่การลงทุนของท่านผู้อ่านในอนาคต

การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive)

การลงทุนแบบเชิงรับ หมายถึง การลงทุนที่ตั้งเป้าหมายจะสร้างผลตอบแทนที่เทียบเคียงได้กับผลตอบแทนของตลาด โดยการลงทุนในหุ้นตามน้ำหนักของหุ้นในดัชนีอ้างอิง (เช่น SET Index) ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือทางการลงทุนที่เอื้อแก่การลงทุนแบบเชิงรับนี้มากมาย เช่น กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) กองทุนรวมดัชนีอีทีเอฟ (Exchange traded fund) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

การลงทุนรูปแบบนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient market hypothesis) ซึ่งกล่าวว่าราคาหุ้นสามารถปรับตัวสะท้อนกับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีผลกระทบกับมูลค่าของบริษัททั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ที่สามารถพยากรณ์ได้) ได้อย่างรวดเร็วจนอาจกล่าวได้ว่าราคาหลักทรัพย์ที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันเป็นราคาที่สมเหตุสมผลอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของราคาในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆที่ไม่อาจคาดเดาได้ ดังนั้นความพยายามที่จะหาหลักทรัพย์ที่มูลค่าต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาที่เหมาะสมนั้นไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการลงทุนได้ในตลาดที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีนักลงทุนผู้ใดที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งแนวคิดการลงทุนแบบเชิงรับนี้ได้รับการสนับสนุนจากสมมุติฐานทางการเงิน และงานวิจัยมากมาย

ด้วยเหตุนี้การลงทุนแบบเชิงรับจึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การคัดสรรหุ้น หรือสรรหากลยุทธ์การลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น หากแต่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนไปที่การลดต้นทุนในการบริหารจัดการ เช่น ค่านายหน้า  ภาษี ค่าใช้จ่ายในการทำบทวิเคราะห์ และเวลาที่ใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นจุดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารแบบเชิงรุก

นักลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบเชิงรับจึงควรใช้เวลา และให้ความสำคัญกับการกระจายการจัดสรรทรัพย์สินลงทุน (Asset allocation) ให้มากที่สุด โดยให้ตั้งเป้าหมายการลงทุนและระยะเวลาลงทุนที่ชัดเจน เช่น ผลตอบแทนที่คาดหวัง ความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ ระยะเวลาการลงทุน สภาพคล่องที่ต้องการในแต่ละช่วงเวลา เป็นต้น จากนั้นจึงจัดสรรน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ เพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้ข้างต้น แล้วปล่อยให้การลงทุนในหุ้นเป็นหน้าที่ของกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนแบบเชิงรับต่างๆ ซึ่งมีข้อได้เปรียบในแง่ค่าธรรมเนียมและต้นทุนการบริหารที่ต่ำกว่าเป็นผู้จัดการแทน

การลงทุนแบบเชิงรุก (Active)

การลงทุนแบบเชิงรุกหมายถึงการลงทุนที่ตั้งเป้าหมายจะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าผลตอบแทนของตลาด หรือในอีกแง่หนึ่งการลงทุนแบบเชิงรุกอาจมีเป้าหมายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงให้ต่ำกว่าตลาด การลงทุนในเชิงรุกนสามารถแตกแขนงย่อยไปเป็นรูปแบบการลงทุนย่อยๆได้อีกมากมาย เช่น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า การลงทุนแบบเน้นการเติบโต ฯลฯ ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดค่อนข้างมาก

การลงทุนในรูปแบบเชิงรุกตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าตลาดไม่ได้มีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา (Inefficient market) นักลงทุนสามารถหาหุ้นที่มีตลาดประเมินมูลค่าที่แท้จริงผิดพลาดไปได้ (Mispricing) และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในระยะยาวได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม และขายหุ้นที่มีราคาสูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสม ซึ่งวิธีการระบุมูลค่าที่เหมาะสมนี้อาจแตกต่างกันไปสำหรับนักลงทุนเชิงรุกที่มีรูปแบบต่างๆกัน เช่น นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าอาจระบุมูลค่าที่เหมาะสมโดยให้ความสำคัญกับ P/E ratio ในขณะที่นักลงทุนเชิงรุกที่เน้นการเติบโตอาจกำหนดมูลค่าที่เหมาะสมโดยเน้นที่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ เป็นต้น การลงทุนแบบเชิงรุกนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนที่ประสบความเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้นมากมาย อาจกล่าวได้ว่านักลงทุนที่มีชื่อเสียงทุกรายล้วนมากจากแนวทางการลงทุนแบบเชิงรุกทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่การลงทุนแบบเชิงรุกมีรูปแบบและรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย นักลงทุนที่เชื่อมั่นในการบริหารแบบเชิงรุกจึงควรทำความเข้าใจกับการลงทุนเชิงรุกในแบบต่างๆ และเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับลักษณะของนักลงทุนแต่ละบุคคล

ในครั้งต่อไปจะพาทุกท่านไปรู้จักกับรูปแบบการลงทุนแบบเชิงรุกแบบเน้นคุณค่า (Value) และ การลงทุนที่เน้นการเติบโต (Growth) รวมถึงคำแนะนำต่างๆที่อาจเป็นประโยชน์กับนักลงทุน

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

InvestmentTalk – ตรรกะแบบบัญญัติไตรยางศ์

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ในยุคสมัยที่การลงทุนในหุ้นไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลมากนักก็สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ง่ายๆ เช่นตลาดขาขึ้นในปัจจุบัน ก็คงเป็นธรรมชาติที่นักลงทุนจะเริ่มผ่อนคลายความระมัดระวังในการลงทุนลง เพราะจับหุ้นตัวไหน ...

About Roj

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM ผู้ก่อตั้งเพจ Indy Investor Forum จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท จากคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณชาตรีเริ่มต้นการทำงานในสายการเงินในตำแหน่ง Management Trainee บมจ.ธนาคารกรุงไทย เมื่อปี 2546 ก่อนจะเริ่มต้นการทำงานในด้านการบริหารกองทุนในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน ฝ่ายกองทุนผสม บลจ. กสิกรไทย ในปี 2548 ก่อนย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการกองทุน ฝ่ายตราสารทุน บลจ.เอ็มเอฟซี เมื่อปี 2551 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ไทยพาณิชย์ คุณชาตรีมีประสบการณ์บริหารจัดการกองทุนตราสารทุน ทั้งในรูปแบบกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีความสนใจการลงทุนในตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารอนุพันธ์ต่างๆ นอกจากนี้คุณชาตรียังมีประสบการณ์เป็นอาจารย์พิเศษให้กับ ม.วลัยลักษณ์ ม.หอการค้าไทย และ ABAC อีกด้วย