EconomicTalk – คุณว่ารัฐบาลควรกู้หรือไม่ ?
เมื่อวันก่อนผมนั่งแท็กซี่กลับบ้าน พี่คนขับบ่นให้ฟังว่ารัฐบาลนี้เป็นแต่กู้เงิน ทำอย่างอื่นไม่เป็น เช่นเดียวกับที่ผมได้รับทราบจากสื่อต่าง ๆ กระแสสังคมตอนนี้กำลังต่อต้านการกู้เงินของรัฐบาลค่อนข้างหนัก ทั้งหมดเป็นที่มาของบทความในวันนี้ครับ ผมจะพยายามชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย ความเหมาะสมของรัฐบาลในการที่จะกู้เงิน ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินของรัฐบาลครับ
รายได้ และรายจ่ายของรัฐบาล
ราย ได้ของรัฐบาลมาจากภาษีที่เก็บจากประชาชนในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลที่เก็บจากรายได้ที่อยู่ในระบบ ภาษีนิติบุคคลเก็บจากบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากการบริโภค ภาษีศุลกากรที่เก็บจากการนำเข้าส่งออก ฯลฯ หากผมตั้งคำถามว่าใครเสียภาษีเยอะ คำตอบคือผู้ที่มีรายได้เยอะไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหากรายได้เยอะก็ต้องเสีย ภาษีในฐานที่สูง โดยสูงสุดถึง 37% สำหรับนิติบุคคลที่กำไรเยอะก็ย่อมต้องเสียภาษีเยอะเช่นกัน สรุปสั้น ๆ คือภาษีเก็บจากคนรวย หรือบริษัทที่รวยครับ ยิ่งรวยมากก็ยิ่งเสียภาษีมาก ในอนาคตก็กำลังมีการผลักดันในเรื่องของภาษีมรดก และภาษีที่ดิน ซึ่งก็ยังคงอยู่ในหลักการเก็บภาษีจากคนรวยเช่นกัน
รายจ่ายของรัฐบาล แบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ รายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำโดยมากจะไม่ก่อให้เกิดผลผลิต เช่นเงินเดือนของข้าราชการทั่วประเทศ ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานทั่วไป การบริการชุมชนและสังคม การเตรียมความพร้อมสำหรับป้องกันประเทศ ฯลฯ ส่วนรายจ่ายลงทุนโดยมากจะเป็นรายจ่ายที่ก่อให้เกิดผลผลิตและเสริมสร้างการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอนาคต เช่นโครงการรถไฟฟ้า การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
การกู้เงินของรัฐบาลเกิดขึ้นเมื่อใด และจะใช้คืนเงินกู้ได้อย่างไร
เช่น เดียวกับประชาชนเวลาจะกู้ หรือคืนเงินกู้ครับ รัฐบาลจะมีความจำเป็นต้องกู้เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่าย และการใช้คืนเงินกู้ก็กลับข้างกันคือเมื่อรัฐบาลสามารถหารายได้มากกว่าราย จ่าย ก็สามารถนำส่วนที่เหลือมาใช้คืนเงินกู้ได้ครับ ในทางปฏิบัติจะมีการตั้งเป็นงบประมาณล่วงหน้าปีต่อปีครับ ถ้ารัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุลเมื่อใด หมายถึงใช้จ่ายมากกว่ารายรับที่เป็นภาษี ส่วนที่ขาดไปก็ต้องทำการกู้ครับ ไม่ว่าจะกู้จากในประเทศหรือนกประเทศ กลับกันถ้าเป็นงบประมาณแบบเกินดุลก็คือการใช้คืนเงินกู้ในอดีตไปในตัว ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรทราบคือรัฐบาลไม่ว่าจะภายใต้การนำของพรรคไหน ต่างก็มีการกู้เงินมาทุกยุคทุกสมัยครับ กล่าวได้คือเมื่อใดที่ตั้งงบประมาณขาดดุล เมื่อนั้นต้องมีการกู้เกิดขึ้นแน่นอนครับ
เมื่อไหร่ที่ควรกู้
ตาม หลักการที่ประพฤติปฏิบัติกันเป็นสากล ประเทศควรกู้หรือตั้งงบประมาณขาดดุลเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ และควรใช้คืนเงินกู้หรือตั้งงบประมาณเกินดุลเวลาเศรษฐกิจขยายตัวดี เวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ แน่นอนว่าภาษีจะเก็บได้น้อยเพราะประชาชนมีรายได้น้อยลง บริโภคน้อยลง บริษัทก็มีกำไรน้อยลง ภาวะแบบนี้รัฐบาลควรตั้งนโยบายแบบขาดดุล คือรายจ่ายมากกว่ารายรับ ซึ่งสุทธิแล้วเท่ากับเป็นการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น รัฐบาลก็ควรตั้งงบเกินดุลเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และนำภาษีที่ได้รับมากเกินรายจ่ายมาชำระหนี้ที่ก่อไว้ในอดีต คุณล่ะครับคิดว่าเศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในภาวะใด ขาขึ้นหรือขาลง และรัฐบาลควรกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า
วินัยการคลัง และหนี้สาธารณะ
กฎหมาย ได้ระบุไว้ถึงเพดานการกู้เงินของรัฐบาลจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายประจำปี เป็นที่ชัดเจนว่าเงินกู้ 8 แสนล้านบาทที่รัฐบาลดำริขึ้นนั้นเกินร้อยละ 20 อย่างแน่นอน รัฐบาลจึงกระทำผ่านกฎหมายกู้เงินฉุกเฉิน 2 ฉบับ ซึ่งการกู้เงินย่อมนำไปสู่หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) โดยหากกู้เงินทั้ง 8 แสนล้าน จะทำให้ตัวเลขขึ้นไปที่ประมาณร้อยละ 60 ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับกรอบความยั่งยืนทางการคลังเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกินร้อยละ 50 แต่หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ยังนับว่าตัวเลขหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 100% เข้าไปแล้ว
รัฐบาลกู้ ใครได้ประโยชน์ ใครเป็นคนชำระหนี้
ประเด็น นี้ต่างกันชัดเจนระหว่างเวลาประชาชนเป็นหนี้ กับรัฐบาลเป็นหนี้ กรณีประชาชนกู้เงินไปใช้จ่ายเช่น กู้เงินกองทุนหมู่บ้าน กู้เงินธกส. เวลาต้องใช้เงินคืน ผู้กู้เงินย่อมต้องเป็นผู้ชำระ ง่าย ๆ คือกรณีประชาชนกู้เงิน ใครกู้ ใครเอาเงินไปใช้ คนนั้นต้องเป็นคนจ่าย ต่างกับกรณีที่รัฐบาลกู้เงินไม่ว่าจะไปใช้จ่ายในเรื่องใดก็ตาม ซึ่งโดยมากหลัง ๆ ก็มักจะเป็นโครงการประชานิยมที่ช่วยคนรายได้น้อย เช่น เช็คช่วยชาติ เงินบำนาญผู้สูงอายุ ประกันราคาพืชผล แต่กรณีรัฐบาลกู้ ผู้ที่ใช้คืนเงินกู้หลัก ๆ คือผู้ที่เสียภาษีเยอะ ง่าย ๆ คือนำภาษีจากคนรวยไปช่วยคนจน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยในเรื่องการกระจายรายได้
แปลกแต่ จริงครับที่เวลารัฐบาลทำโครงการให้ประชาชนกู้เงิน ซึ่งโดยมากเป็นผู้มีรายได้น้อย เกิดเป็นหนี้สินภาคครัวเรือน ประชาชนที่ได้กู้ส่วนใหญ่มีความสุข รู้สึกว่าได้รับโอกาส ทั้ง ๆ ที่ทำให้ตัวเองเป็นหนิ้เป็นสิน ขณะที่เวลารัฐบาลจะกู้ ซึ่งผู้ต้องชำระคืนเงินกู้คือคนหรือบริษัทที่เสียภาษี ยิ่งรวยมากยิ่งต้องเสียภาษีมาก กลับเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่ที่เสียภาษีน้อย แต่เป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากการจับจ่ายของรัฐบาล
คุณล่ะครับคิดว่ารัฐบาลควรกู้หรือไม่ ?
โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.
ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด


(2 votes, average: 4.00 out of 5)
เรื่องรัฐบาลควรกู้เงินหรือไม่นั้น คำตอบที่ได้จากสังคมคงหลากหลาย มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลส่วนมากในโลกก็ตั้งงบแบบขาดดุล ผมจึงไม่มีปัญหาว่ารัฐบาลไทยจะกู้เงินจำนวนมหาศาล แต่ผมมีคำถามว่ารัฐบาลกู้เงินไปทำอะไร? จัดลำดับความสำคัญของการใช้เงินกู้อย่างไร? ทำอย่างไรเงินกู้จำนวนมหาศาลจะถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ? ก่อนที่จะกู้เงิน รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้คิดวางยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาวแล้วใช่หรือไม๋?
วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกเที่ยวนี้ กลบข่าวสำคัญเรื่องอื่นๆไปพอสมควร เช่น วิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน วิกฤตสังคม และวิกฤตสิ่งแวดล้อม
เรื่องวิกฤตพลังงาน น้ำมันราคาสูงลิบจะกลับมาแน่นอนในไม่ช้า รัฐบาลได้คิดวางยุทธศาสตร์การสร้างพลังงานทางเลือกในไทยอย่างไร?
เรื่องวิกฤตสังคม ทำอย่างไรจะลดจำนวนคนยากจนในประเทศไทย ทำอย่างไรจะลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย? จะปฏิรูปภาคเกษตรอย่างไรให้ชาวนา/ชาวไร่/ชาวสวน มีอำนาจซื้อมากขึ้น?
ผมยกตัวอย่าง 2 วิกฤตนี้ขึ้นมา เพื่อให้รัฐบาลตระหนักว่า เงินทุกบาททุกสตางค์นั้นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องคิดไกล-มองยาว ต้องใช้เพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทย ไม่ใช่เอาเงินมาปู้ยี่ปู้ยำกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพในระยะสั้น
ไม่เช่นนั้น เงินกู้ก็อาจทำให้ประเทศไทยกู่ไม่กลับ… พยุงศักดิ์ วิริยะบัณฑิตกุล( REPLY )
Reply คุณพยุงศักดิ์
“เงินกู้ก็อาจทำให้ประเทศไทยกู่ไม่กลับ…”
ชอบประโยคนี้มากกก Humphrey( REPLY )
แหมฟังคุณพยุงศักดิ์และคุณเจษฎา เม้าท์กันมันส์และดุเดือด ผมเลยปิ้งไอเดีย นโยบาย หนึ่งเกี่ยวกับคนยากจน โดยดูดเงินจากภาษีจากผู้มีอันจะกินโดยผู้มีอันจะกินก็ต้องได้ประโยชน์ด้วยผ่านเครื่องมือคือ “การบริจาค” ดังนี้ สมมตินะครับ หากเดิมผู้มีอันจะกิน (คนรวย)มีรายได้ 100 บาทต้องเสียภาษี 37 บาท หากรัฐบาลประกาศให้การบริจาคสามารถหักลดฐานภาษีได้ในอัตราที่ดึงดูดใจ เช่นหาก คนรวยยอมบริจาค 10 บาท แล้วเสียภาษี เหลือสัก 25 บาท ผมเป็นคนรวยก็จะบริจาคเพราะเหลือเงินมากขึ้น 2 บาท รัฐบาลจัดเก็บรายรับได้ลดลง 12 บาท (ซึ่งเราก็คิดว่ารํฐบาลไม่ได้จัดการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้วนี่ครับ) หากแต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนจัดการ 10 บาทที่ได้มาช่วยคนจนละครับ (ในความคิดผมควรให้อบต.จัดการไป)ตัวเลขดังกล่าวสมมติขึ้น หากลอง x 100,000 บาท อาจได้โมเดลที่ตรงความจริงมากขึ้นนะครับ หลักการนี้ประยุกต์ได้ทุกวัตถุประสงค์และอาจเป็นองค์กรระดับรัฐอื่นครับ ผมว่าเป็นการ decentrallization อย่างนึงครับ ณธีพัฒน์( REPLY )
idea แปลกดีครับ คุณ ณธีัพัฒน์
แต่มี comment นิดนึงครับ
จริง ๆ ถ้าบริหารจัดการให้ดีภาษีก็คือการกระจายรายได้จากคนรวยไปสู่คนจนครับ (มันขึ้นอยู่กับการจัดการ และความสุจริต)
บริจาค 10 บาท แต่ประหยัดภาษีได้ 12 บาท กลายเป็นว่าคนรวยจะรวยขึ้นรึเปล่าครับ ^_^ FundTalk( REPLY )
Leave your response!
Login
Categories
Authors
- Arsa (8)
- FundTalk (33)
- Keng (11)
- Mr.Messenger (3)
- Setha (3)
Powered by Authors WidgetWebboard
posted in forum Career Talk by FundTalk on July 28, 2010 at 2:24 pm
posted in forum Career Talk by elite49 on July 26, 2010 at 1:03 pm
posted in forum Career Talk by FundTalk on July 26, 2010 at 11:30 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on July 25, 2010 at 11:34 am
posted in forum Fund Talk by Pattavut on July 19, 2010 at 4:32 pm
posted in forum Investment Talk by FundTalk on July 15, 2010 at 10:47 pm
FundTalk Links
Powered by
Investment Sites
Tags
Recent Comments
UserOnline
recent posts
Most Commented
Most Viewed