Home » 1. Investment Talk, 1.8 Investment Outlook, Featured

InvestmentTalk – ปรับพอร์ตรับปีงู 2556

3 January 2013 2,084 views One Comment

Written by:

ปีมังกรที่ผ่านมาสำหรับนักลงทุนน่าจะเป็นที่สมหวังของนักลงทุนหลาย ๆ ท่าน โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 35% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่ว ๆ ไปของตลาดหุ้น ขณะที่ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมาเกือบ ๆ 10% และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงค์ชาติได้ปรับลดลงมา 2 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในช่วงต้นปีกับปลายปีมาอยู่ที่ 2.75%

 

 

 

 

 

 

Yield Play

สังเกตได้ว่าในปี 2555 ที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปคอยรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา แต่ในภาวะที่สภาพคล่องในระบบมีสูงมากจากการอัดฉีดโดยธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะอเมริกา และยุโรป ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก โดยทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ต่างคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับใกล้ศูนย์ ทำให้สภาพคล่องที่อัดฉีดเข้ามาไหลไปหาการลงทุนที่มีดอกเบี้ย หรือเงินปันผลสูง (Yield Play) เช่น ตราสารหนี้ภาคเอกชน กองทุนอสังหาฯ หุ้นปันผล ซึ่งผมมองว่าแนวโน้มที่เห็นในปีนี้จะยังคงมีต่อไปในปีหน้า

Tail Risk

แม้ปัญหาในยุโรปจะได้รับการแก้ไขไปพอสมควร แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงมีอยู่ คือระดับหนี้สินที่มีอยู่สูง ขณะที่ความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการว่างงาน และ NPL ในระบบที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรป และธนาคารกลางยุโรปได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องทำให้โอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มีน้อยลง แต่ไม่ใช่ไม่มีเลย ความเสี่ยงดังกล่าวเรียกอีกอย่างว่า Tail Risk หรือความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยแต่หากเกิดขึ้นจะมีผลกระทบรุนแรง การจะจัดพอร์ตการลงทุนในสถานการณ์แบบนี้ นักลงทุนยังควรมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงพอสมควร แต่ควรจะกระจายการลงทุนในหลายชนิดสินทรัพย์ เพราะหากเน้นไปที่หุ้นอย่างเดียว หากเกิด Tail Risk ขึ้นจะทำให้เกิดผลขาดทุนอย่างมาก

ตัวอย่างคำแนะนำจัดพอร์ตเสี่ยงปานกลาง

สำหรับพอร์ตที่มีระดับความเสี่ยงปานกลาง ผมแนะนำให้ลงทุนแบบ Balance คือลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 50% และสินทรัพย์เสี่ยงสูง 50% โดยมีรายละเอียด ดังนี้

- สินทรัพย์เสี่ยงต่ำประกอบไปด้วยตราสารหนี้ระยะกลาง 40% และตราสารหนี้ตลาดเงินระยะสั้น 10%

- สินทรัพย์เสี่ยงสูงประกอบด้วยหุ้นปันผล 30% กองทุนอสังหาฯ 10% และทองคำ 10%

ในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงต่ำผมแนะนำให้เน้นการลงทุนในตราสารหนี้อายุปานกลาง 2 – 3 ปี เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทย ที่มีโอกาสปรับลดลงได้ในปี 2556 จะเป็นประโยชน์ต่อตราสารหนี้อายุปานกลางหากนักลงทุนสามารถลงทุนได้ในระดับดอกเบี้ยที่สูงก่อนที่ดอกเบี้ยจะมีการปรับลดลง ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นแนะนำให้ลงทุนเพื่อเป็นสภาพคล่องเท่าที่จำเป็นเท่านั้นเพราะผลตอบแทนจะทยอยลดลงเรื่อย ๆ ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย

ในปี 2556 ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนรวมต่ำกว่าปี 2555 เนื่องจากที่ดัชนี SET ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีระดับ P/E ที่ค่อนข้างเต็มมูลค่า อย่างไรก็ตามทิศทางแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตต่อเนื่อง น่าจะส่งผลให้หุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกซึ่งผมคาดการณ์ที่ระดับ 10 – 15% และอาจมีความผันผวนที่มากขึ้นหากปัญหายุโรปทวีความรุนแรงขึ้น (Tail Risk) ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงสูคือการกระจายการลงทุนไปยังกองทุนอสังหาฯ ที่มีอัตราเงินปันผลค่อนข้างสูง และได้รับประโยชน์จากกระแสเงินในระบบโลกที่กำลังมองหาอัตราเงินปันผลที่สูง (Yield Play) นอกจากนี้การลงทุนในทองคำก็เป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจในปี 2556 เนื่องจากในภาวะที่มีการเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์อย่างมากผ่านมาตรการ QE จะทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และโยกเงินไปลงทุนในทองคำมากขึ้น

ทั้งหมดก็เป็นแนวทางการจัดพอร์ตสำหรับปีมะโรง 2556 ที่กำลังจะมาถึง ผมขอใช้โอกาสนี้กล่าวสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านทุกท่าน และขอให้ทุกท่านสมหวังกับการลงทุนในปี 2556 นี้ครับ

เจษฎา สุขทิศ – @FundTalk

 


 คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA นามทวิตเตอร์ @FundTalk ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด รับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย และกลยุทธ์การลงทุน รวมถึงการบริหารทีมผู้จัดการกองทุน, ทีมวิจัย, และทีมค้าหลักทรัพย์ สำหรับการลงทุนในหุ้น, ตราสารหนี้, อนุพันธ์ และการลงทุนในต่างประเทศ คุณ เจษฎา ได้เริ่มงานในสายการลงทุนกับ บลจ. ยูโอบี จำกัด โดยรับผิดชอบการลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ และตราสารทุน และในปี 2548 คุณ เจษฎา ได้เข้าร่วมงานกับ บลจ. อยุธยา เจเอฟ (AJF) ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทในเครือของ JPMorgan Asset Management ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็น บลจ. กรุงศรี จำกัด ในปัจจุบัน โดยมีประสบการณ์ในหลายสายงาน ได้แก่ การลงทุนในหุ้น, ตราสารหนี้, การพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และการใช้อนุพันธ์ชนิดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล คุณเจษฎา ได้มีโอกาสร่วมงานกับ บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด ในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และบริหารเงิน รับผิดชอบหน่วยงานด้านการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวประเภท Active โดยดูแลทีมผู้จัดการกองทุนในการบริหารสินทรัพย์ประมาณ 1 แสนล้านบาท คุณเจษฎา จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนอกจากการรับหน้าที่ CIO ที่ ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลแล้วคุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, settrade.com, FundManagerTalk.com และรายการ Stock Focus ทางโทรทัศน์ช่อง NBT Read more from this author


One Comment »

  • Madame M said:

    (ขออนุญาตโพสต์ซ้ำนะคะ เผอิญแปะผิดน่ะค่ะ)

    เป็นมือใหม่หัดลงทุนค่ะ วางแผนเกษียณในอีก 15 ปี ขอปรึกษาการจัดพอร์ตลงทุน ตั้งใจลงทุนระยะยาว ไม่ต้องการซื้อขายบ่อยนัก อาจปรับเปลี่ยนบ้างตามโอกาส รับความเสียงได้ระดับหก
    รบกวนช่วยตรวจการบ้านว่าจัดพอร์ตประมาณนี้ใช้ได้ไหม ตัวไหนควรเก็บ ตัวไหนตัด หรือเปลี่ยนเป็นตัวอื่นที่ดีกว่า และควรลงในสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์

    1.K-Treasuary
    2.ING-TBF
    3.K-SET 50
    4.ING-VFOCUS-D
    5.KF-LTFDIV
    6.ING-VPLUS-DLTF

    ส่วนอีกสองกองจัดให้คุณแม่เป็น TMB-MPlus กับ ING-TBF

    ขอบคุณทีมงานทุกคนที่เอื้อเฟื้อความรู้และข้อมูลดี ๆ ค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site