Home » 1. Investment Talk, 1.2 Asset Allocation

InvestmentTalk – REBALANCING “เทคนิค ซื้อถูก ขายแพง”

31 March 2010 2,640 views 28 Comments

Portfolio Rebalancing Technique

เนื่องจากมีผู้สอบถามหลายท่าน และรูปเดิมในบทความมองไม่เห็น ผมจึงทำการ update ข้อมูลให้เป็นปัจจุับันอีกครั้งครับ

“หุ้นช่วงนี้ลงมาเยอะเลย อย่าเพิ่งซื้อ นักวิเคราะห์กำลังจะปรับประมาณการปีนี้ลงอีก”

“ช่วงนี้หุ้นเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว เริ่มมีความน่าลงทุน” “ปีที่แล้วขาดทุนไปเยอะเลย คงหยุดเล่นไปอีกซักพัก”

ผม มักได้ยินประโยคเหล่านี้จากเพื่อน ๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการมองไปข้างหลัง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
แนวทางข้างต้นผมเรียกว่า เป็นการลงทุนแบบ Momentum คือรอให้ตลาดมีสัญญาณก่อนจึงค่อยปรับตัวตาม เช่น ถ้าหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นซักระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเข้าลงทุน หรือถ้าหุ้นเริ่มตกซักระยะ ก็เป็นสัญญาณในการขายหุ้น ซึ่งกลยุทธ์แบบ Momentum ดังกล่าวจะใช้ได้ผลในตลาดแบบ Trendy market กล่าวคือเวลาขึ้นหรือลงแต่ละรอบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาว ๆ

โดย ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบสไตล์ Momentum เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างมาก บ่อยครั้งถ้าเรารอให้หุ้นขึ้นแล้วค่อยซื้อ หุ้นลงค่อยขาย กลับให้ผลลัพธ์เป็นการ “ซื้อแพง ขายถูก”
แนวทางที่ผมจะขอเสนอในวันนี้ เป็นหลักการปรับพอร์ตแบบ ซื้อถูก – ขายแพง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมใช้กับการลงทุนส่วนตัว และแนะนำให้กับเพื่อนและลูกค้าแล้วได้ผลที่ดี โดยวิธีการเป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าเรามีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น 10,000 บาท โดยผมกำหนด 20% เป็นเปอร์เซนต์เป้าหมายในการปรับพอร์ต และเงินลงทุนเป้าหมายคือ 10,000 บาท กฎมีดังนี้ครับ

- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 20% หรือขึ้นมาเป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้

- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับลดลง 20% หรือเหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท

- ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อใดหากมีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีเงินเก็บพร้อมจะลงทุนมากขึ้น ให้ปรับเงินลงทุนเป้าหมายขึ้น/ลงได้ ตามความเหมาะสม

ลองทดสอบย้อนกลับไปซัก 3 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2006 นะครับ

หาก ไม่ทำการ Rebalance ใด ๆ ผลตอบแทนการลงทุนไม่รวมเงินปันผลอยู่ที่ ขาดทุนประมาณ 20% จาก SET Index ณ ระดับวันลงทุนเริ่มต้นที่ 713 แต่หากทำการปรับพอร์ตตามกลยุทธ์ข้างต้นจะขาดทุนเพียง 10% เท่านั้น โดยมีโอกาสขายทำกำไร 3 ครั้ง และซื้อของถูกอีก 3 ครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ขออนุญาตปรับให้เป็นปัจจุบัน โดยใช้ผลตอบแทน จาก 30 มี.ค 07 – 30 มี.ค. 10 ครับ

เริ่มต้น 30 Mar 07 ที่ SET 673.71 ลงทุน 10,000 บาท

3 Jul 07 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 673.71 x 1.2 = 808.45 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

5 Sep 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 808.45 x 0.8 = 646.75 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

7 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 646.75 x 0.8 = 517.4 (เงินสดเหลือ – 2 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

27 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 517.4 x 0.8 = 413.92 (เงินสดเหลือ – 4 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

4 May 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 413.92 x 1.2 = 496.70 (เงินสดเหลือ -2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

5 Jun 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 496.70 x 1.2 = 596.05 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

22 Sep 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 596.05 x 1.2 = 715.26 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

30 Mar 10 SET อยู่ที่ 788.80 กลยุทธ์ REBALANCING ให้ผลตอบแทนคร่าว ๆ = (788.80 – 715.26) / 715.26 = 10.28% รวมกับเงินสดคงเหลือ 2000/10000 = 20% รวมเป็นผลตอบแทนประมาณ 30.28%

ขณะที่หาถือครองการลงทุนตั้งแต่วันแรกจะได้ผลตอบแทนประมาณ (788.8 – 673.71) / 673.71 = 17.08%

กล่าวคือ REBALANCING Technique ให้ผลตอบแทนสูงกว่า = 30.28 – 17.08 = 13.2%

ส่วน ตัวที่ผมชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบ Rebalancing เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้ “ซื้อตอนลง และขายตอนขึ้น” หรือเรียกได้ว่า “ซื้อถูก ขายแพง” ครับ นอกจากนี้เวลาราคาปรับเพิ่มขึ้นผมก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง

แนวทาง นี้ใช้ได้กับการลงทุนในตราสารหนี้, โภคภัณฑ์ และจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม (Asset Allocation) ได้ด้วยครับ โดยต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของแต่ละ ประเภทของหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ผมนำเสนอในวันนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีในตลาด Trendy market แบบหลาย ๆ ปีเช่น ขาลงในช่วงปี 1996 – 1998 หรือขาขึ้นในปี 2002 – 2003 ครับ แต่ผมก็คงจะไม่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะแนวทางแบบ Rebalancing ให้ความสบายใจกับผมในการจัดพอร์ตครับ เมื่อก่อนเวลาตลาดขึ้นก็เครียดเพราะรู้สึกว่าตกรถไฟ เวลาตลาดลงก็เครียดเพราะขาดทุน เดี๋ยวนี้เวลาตลาดขึ้นผมชอบ และลุ้นให้ขึ้นจนถึง 20% เพื่อจะได้ขายทำกำไร เวลาตลาดลงก็มีความสุขครับอยากให้ลงเยอะ ๆ ถ้าลงถึง 20% ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ Shopping ของดีราคาถูก เรียกได้ว่า จะขึ้นหรือจะลงก็สนุกไปกับมันครับ

โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.

ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด


 คุณ เจษฎา สุขทิศ, CFA. / นามคีย์บอร์ด “FundTalk” ผู้ก่อตั้ง FundManagerTalk.com ปัจจุบันทำงานเป็น Fund Manager ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด (”AYF”) คุณ เจษฎา จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณ เจษฎา ได้เข้าสู่ธุรกิจจัดการกองทุนในปี 2545 กับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บีโอเอ จำกัด (”BoAAM”) ในเครือของกลุ่มธนาคาร ABN AMRO โดยปัจจุบันคือ บลจ. ยูโอบี (ไทย) จำกัด (”UOBAM”) ต่อมาในปี 2548 คุณ เจษฎา ได้ย้ายสังกัดไปอยู่ที่ บลจ. อยุธยา เจเอฟ จำกัด (”AJF”) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนในเครือของ JPMorgan Asset Management ซึ่งปัจจุบันคือ บลจ. อยุธยา จำกัด ("AYF") คุณ เจษฎา มีงานอดิเรก คือการทำร้านอาหาร “La Lune Bar & Restaurant” ร่วมกับเพื่อน และการเขียนบทความ /บล็อก เกี่ยวกับการลงทุน Read more from this author


  • Share/Bookmark
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (2 votes, average: 3.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

28 Comments »

  • ณธีพัฒน์ said:

    ชอบครับ ซื้อถูกขายแพงหลักการง่ายๆ ทั่วไปในทุกวงการการค้ามาเตือนความจำเราได้เสมอเลยครับ  ( REPLY )

  • clinical said:

    แล้วตอนหุ้นลงล่ะ ครับ ทำไง เพราะเห็นยกตัวอย่างที่หุ้นขึ้น —ขาย แล้วเอาเงินที่ได้จากขายไปซื้อตอนหุ้นลง
    แต่ตอนหุ้นลงทำไงครับ หรือว่าให้เติมเงินเข้าไปอย่างเดียว dollar cost average หรือ cut lose ครับ

    ขอบคุณมากครับ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    สำหรับวิธีการตามบทความนี้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมชอบ)

    เวลาหุ้นลงให้ซื้อครับ เช่นถ้าแบ่งเงินมาลงทุนใหุ้น 100,000 บาท เมื่อใดก็ตามหากหุ้นตกเหลือ 80,000 ให้เอาเงิน 20,000 จากส่วนอื่น ใส่เข้าไปให้ครบ 100,000 ครับ (นั่นคือเราต้องมีสภาพคล่องเผื่อไว้พอสมควร)

    กลับกันถ้าเมื่อใดหุ้นเป็น 120,000 ให้ขายหุ้นออกมา 20,000 เก็บเป็นเงินสด หรือกองทุนรวมตลาดเงินเอาไว้ครับ

    วิธีนี้ผมใช้จริงมาเกิน 5 ปี ซึ่งได้ผลดีครับ เช่นปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ทยอยซื้อกองทุนหุ้นที่ดัชนี SET Index ช่วงที่กำลังดิ่งลง และก็ได้ทยอยขายตลอดทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของดัชนีครับ  ( REPLY )

  • clinical said:

    เทตนิตนี้สามารถ ทำได้ทั้ง บริหาร พอร์ตและหุ้นเป็นรายตัวก็ได้ด้วยใช่หรือไม่ครับ

    ขอบคุณครับ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    สามารถใช้ได้ทั้งกองทุน และหุ้นรายตัว (แต่ควรจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดีครับ ไม่ค่อยเหมาะกับหุ้นปั่นเพราะจะ rebalancing ไม่ค่อยทัน) และเหมาะมากกับการลงทุนระยะยาวครับ

    ผมใช้มาระยะใหญ่แล้วชอบครับ เพราะทำให้นิ่งขึ้นมากเวลาลงทุน เวลาลงก็ซื้อ เวลาขึ้นก็ขาย ยิ่งลงยิ่งซื้อ ยิ่งขึ้นยิ่งขาย เท่านั้นเองครับ  ( REPLY )

  • clinical said:

    ขอบคุณมากครับ จะไปลองใช้ดู  ( REPLY )

  • jirapon sirisawat said:

    ถ้าเข้าไปตอนดัชนี 900 เงินลงทุน 100 ล้านบาท ซื้อถัว ณ ดัชนี 720 ด้วยเงินอีก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 576 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 460 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน 160 ล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดเพียง 100 ล้านบาท เท่ากับขาดทุน 38%

    พอดัชนีขึ้นมา 552 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 662 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, 795 ขายอีก 20 ล้าน, 954 ขายอีก 20 ล้าน, ณ ตอนนี้มูลค่าตลาดของเงินลงทุนเท่ากับ 100 ล้านบาท เท่ากับได้กำไร 20 ล้าน หรือคิดเป็น 13%

    เทียบกับถ้าไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆจนดัชนีขึ้นมา 954 จะได้กำไร 6%

    คิดแบบนี้ถูกมั้ยคะ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    ผิดเล็กน้อยครับ การคิดเงินลงทุนเป็น 160 ล้านบาทเพื่อคำนวณ return อาจจะไม่สะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงเพราะิเราไม่ได้ลงเงิน 160 ล้านบาทตั้งแต่วันแรก

    เพื่อให้ง่ายผมคิดเงินลงทุนเป็น 100 ล้านบาทครับ เพราะเงินที่ต้องเติมเข้าไป หรือตักออก มันเป็นแค่เงินเข้่า ๆ ออกชั่วคราว

    ระดับดัชนีที่คำนวณถูกต้องครับ (แต่ดัชนีตั้งต้นโหดจังเลยนะครับตั้ง 900)

    หากใช้ rebalancing technique

    เริ่มลงทุน 100 ล้านบาท
    ขาเติมเงิน เติมไป 60 ล้านบาท

    ขาตักเงินออก ตักไป 80 ล้านบาท

    สุทธิกำไร 20 ล้านบาท หรือ 20% (ไำม่รวม dividend yield)

    หาถือเฉย ๆ ตั้งแต่ดัชนี 900 จนถึง 954 กำไรก็คือ 6% (ไม่รวม dividend yield เช่นกัน)  ( REPLY )

  • mongkon said:

    ขออนุญาตถามแบบคนประสบการณ์น้อยนะครับ

    หากใช้ 10% เป็นตัวคิดเพื่อซื้อ-ขายแต่ละครั้ง ผลแตกต่างจะเป็นไปในทางบวกหรือลบ และมีผลต่างมากไหมครับ โดยเฉพาะลงทุนผ่านกองทุนรวม

    สิ่งหนึ่งที่เห็นคือต้องซื้อขายบ่อยๆ อาจทำให้กำไรสุทธิน้อยลงเพราะค่าธรรมเนียม  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    10% เคยลองแล้วครับ พบว่าทำให้เกิดการซื้อขายบ่อย

    ผมเลยปรับมาใช้ 20% ซึ่งเกิดการ rebalance ประมาณ 7 ครั้ง ครั้งละ 20% ของพอร์ต

    ก็คิดเป็นเท่ากับ 140% ของพอร์ตต่อ 3 ปี หรือเทรดปีละประมาณ 47% ของมูลค่าพอร์ต ผมมองว่ายังค่อนข้างน้อย และคุ้มกับค่าธรรมเนียมครับ  ( REPLY )

  • Nora said:

    thanks  ( REPLY )

  • SonsriK said:

    ระหว่างกองทุนที่จ่ายงินปันผล กับไม่จ่าย ควรซื้อแบบไหนดีคะ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    ซื้อกองทุนที่จ่ายเงินปันผล ก็คล้ายกับ rebalancing ให้อัตโนมัติไปในตัวบางส่วนครับ ข้อเสียคือเสียภาษี 10% ของเงินปันผล

    ขณะที่การซื้อกองทุนที่ีไม่จ่ายปันผล เวลาหน่วยลงทุนราคาขึ้นมา เราก็สามารถขายทำกำไรได้โดยไม่ต้องเสียภาษีครับ (แต่ก็ยังมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย) ข้อเสียคือ เราต้องคอย monitor เองเวลาที่มีกำไรครับ  ( REPLY )

  • theOne said:

    ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ

    ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ

    กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ  ( REPLY )

  • theOne said:

    ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ

    ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ รบกวนช่วยยกตัวอย่างการใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวมให้หน่อยค่ะ

    กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ ตอนนี้ควรจะถือไว้ก่อนใช่มั้ยคะ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    หากใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวม ก็แนะนำให้ใช้กับ NAV ของกองทุนเลยครับ
    แต่ถ้าเป็น AYFSDIV กับ AYFSCAP เค้าจะมีการจ่ายปันผลเรื่อย ๆ อยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยไปถึงจุด trigger บ่อยนักครับ  ( REPLY )

  • Natz said:

    ขอสอบถามหน่อยนะครับว่าเราสามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุน TDEX ได้หรือไม่ครับ
    ละถ้าผมพึ่งเริ่มลงทุน ระหว่างเทคนิคนี้กับ DCA แบบไหนให้ผลที่ดีกว่ากันเหรอครับ
    ขอบคุณครับ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    สามารถใช้กับ TDEX ได้ครับ

    และสามารถใช้ใช้ DCA ควบคู่กับวิธีนี้ได้ครับ
    เช่น ใช้ DCA เพื่อสร้างวินัยการลงทุน เติมเงินเข้าไปในพอร์ตทุกเดือน และทยอย rebalance เมื่อถึงระดับ 20% สำหรับการลงทุนหุ้น/กองทุน แต่ละตัวครับ  ( REPLY )

  • Abb said:

    อยากทราบว่าถ้าตอนนี้ทำ DCA อยู่แล้วเกิดว่าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เช่น 15% แล้วเราควรเลือกใช้อะไรดีคะระหว่างวิธี rebalance กับใช้วิธีขายทิ้งยก Port แล้วเริ่ม DCA ใหม่ตั้งแต่ต้น? สงสัยมานานเลย อยากทราบข้อดีข้อเสียน่ะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    ความเห็นผมนะครับ
    ถ้าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เมื่อเทียบกับ Average Cost ให้ Rebalance กำไรออกมาก่อน
    ขณะที่ทุก ๆ เดือนก็ทำ DCA ต่อไป โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ เพราะเวลาเรา DCA ก็ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

    ไม่แนะนำขายทิ้งทั้งพอร์ตครับ เพราะบ่อยครั้งเราขายแล้วมันขึ้น จะทำให้เราหัวเสียได้เหมือนกันครับ  ( REPLY )

  • Abb said:

    ขอบคุณมากค่ะ ข้องใจเรื่องนี้มานานละ จะได้มีแนวทางค่ะ ^^  ( REPLY )

  • ๋ีjunior said:

    พี่ครับช่วยแนะนำวิธีค่า Average Cost ให้ด้วยครับ เวลาสะสม แล้วขายออก ซื้อเพิ่มอ่ะครับ

    ผมมือใหม่นะครับ ก็สงสัยเหมือนกันว่า ให้ลงทุนตามช่วงเวลาของเศรษฐกิจขึ้นลงให้ทำอย่างไร จนมาเจอวิธีของพี่นี่แหล่ะครับ ตาสว่างเลย

    ช่วยแนะนำด้วยนะครับ  ( REPLY )

  • ๋ีjunior said:

    พี่ครับ วิธีการของพี่ดีที่เดียวครับ ผมไปอ่านcommentในบทความของพี่ของwebอื่น มีบางคนที่ไม่เห็นด้วย
    แต่ผมคิดว่า มันเป็นวิธีที่ดีมากครับ ถ้ามีวิธีแบบอื่นช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้เอามาประยุกต์ใช้

    เป็นกำลังใจให้ครับ  ( REPLY )

  • Ray said:

    แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด  ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด  ( REPLY )

    รบกวนอ่านอักษรสีน้ำิเงินบรรทัดสุดท้าย ช่วงท้ายบทความนะครับ  ( REPLY )

  • Abb said:

    โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ

    อยากให้ช่วยแนะนำวิธีกา่รคำนวณหา Average Cost ที่ถูกต้องหน่อยได้ไหมคะ ว่ามีแนวทางยังไง ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ :)   ( REPLY )

  • FundTalk (author) said:

    ตอบคุณ junior และคุณ Abb เรื่องการคำนวณ Average Cost ครับ

    เช่น ลงทุนให้กองทุน/หุ้น A

    ครั้งแรกที่ราคา 40 บาท จำนวน 250 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท

    ครั้งที่สองที่ราคา 50 บาท จำนวน 200 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท

    รวมเงินลงทุน 20,000 บาท

    ต้นทุนเฉลี่ยเราก็จะเป็น [(40x250)+(50x200)] / 450 = 44.44 บาท

    หลังจากซื้อตาม DCA แล้ว ระดับ rebalance สมมติเราเลือกใช้ 20% ก็จะเป็น 44.44 +/- 20% ครับ  ( REPLY )

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

:wink: :-| :-x :twisted: :) 8-O :( :roll: :-P :oops: :-o :mrgreen: :lol: :idea: :-D :evil: :cry: 8) :arrow: :-? :?: :!: