InvestmentTalk – REBALANCING “เทคนิค ซื้อถูก ขายแพง”
Portfolio Rebalancing Technique
เนื่องจากมีผู้สอบถามหลายท่าน และรูปเดิมในบทความมองไม่เห็น ผมจึงทำการ update ข้อมูลให้เป็นปัจจุับันอีกครั้งครับ
“หุ้นช่วงนี้ลงมาเยอะเลย อย่าเพิ่งซื้อ นักวิเคราะห์กำลังจะปรับประมาณการปีนี้ลงอีก”
“ช่วงนี้หุ้นเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว เริ่มมีความน่าลงทุน” “ปีที่แล้วขาดทุนไปเยอะเลย คงหยุดเล่นไปอีกซักพัก”
ผม มักได้ยินประโยคเหล่านี้จากเพื่อน ๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการมองไปข้างหลัง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
แนวทางข้างต้นผมเรียกว่า เป็นการลงทุนแบบ Momentum คือรอให้ตลาดมีสัญญาณก่อนจึงค่อยปรับตัวตาม เช่น ถ้าหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นซักระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเข้าลงทุน หรือถ้าหุ้นเริ่มตกซักระยะ ก็เป็นสัญญาณในการขายหุ้น ซึ่งกลยุทธ์แบบ Momentum ดังกล่าวจะใช้ได้ผลในตลาดแบบ Trendy market กล่าวคือเวลาขึ้นหรือลงแต่ละรอบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาว ๆ
โดย ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบสไตล์ Momentum เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างมาก บ่อยครั้งถ้าเรารอให้หุ้นขึ้นแล้วค่อยซื้อ หุ้นลงค่อยขาย กลับให้ผลลัพธ์เป็นการ “ซื้อแพง ขายถูก”
แนวทางที่ผมจะขอเสนอในวันนี้ เป็นหลักการปรับพอร์ตแบบ ซื้อถูก – ขายแพง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมใช้กับการลงทุนส่วนตัว และแนะนำให้กับเพื่อนและลูกค้าแล้วได้ผลที่ดี โดยวิธีการเป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าเรามีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น 10,000 บาท โดยผมกำหนด 20% เป็นเปอร์เซนต์เป้าหมายในการปรับพอร์ต และเงินลงทุนเป้าหมายคือ 10,000 บาท กฎมีดังนี้ครับ
- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 20% หรือขึ้นมาเป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้
- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับลดลง 20% หรือเหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท
- ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อใดหากมีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีเงินเก็บพร้อมจะลงทุนมากขึ้น ให้ปรับเงินลงทุนเป้าหมายขึ้น/ลงได้ ตามความเหมาะสม
ลองทดสอบย้อนกลับไปซัก 3 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2006 นะครับ
หาก ไม่ทำการ Rebalance ใด ๆ ผลตอบแทนการลงทุนไม่รวมเงินปันผลอยู่ที่ ขาดทุนประมาณ 20% จาก SET Index ณ ระดับวันลงทุนเริ่มต้นที่ 713 แต่หากทำการปรับพอร์ตตามกลยุทธ์ข้างต้นจะขาดทุนเพียง 10% เท่านั้น โดยมีโอกาสขายทำกำไร 3 ครั้ง และซื้อของถูกอีก 3 ครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
ขออนุญาตปรับให้เป็นปัจจุบัน โดยใช้ผลตอบแทน จาก 30 มี.ค 07 – 30 มี.ค. 10 ครับ
เริ่มต้น 30 Mar 07 ที่ SET 673.71 ลงทุน 10,000 บาท
3 Jul 07 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 673.71 x 1.2 = 808.45 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
5 Sep 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 808.45 x 0.8 = 646.75 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
7 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 646.75 x 0.8 = 517.4 (เงินสดเหลือ – 2 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
27 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 517.4 x 0.8 = 413.92 (เงินสดเหลือ – 4 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
4 May 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 413.92 x 1.2 = 496.70 (เงินสดเหลือ -2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
5 Jun 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 496.70 x 1.2 = 596.05 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
22 Sep 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 596.05 x 1.2 = 715.26 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
30 Mar 10 SET อยู่ที่ 788.80 กลยุทธ์ REBALANCING ให้ผลตอบแทนคร่าว ๆ = (788.80 – 715.26) / 715.26 = 10.28% รวมกับเงินสดคงเหลือ 2000/10000 = 20% รวมเป็นผลตอบแทนประมาณ 30.28%
ขณะที่หาถือครองการลงทุนตั้งแต่วันแรกจะได้ผลตอบแทนประมาณ (788.8 – 673.71) / 673.71 = 17.08%
กล่าวคือ REBALANCING Technique ให้ผลตอบแทนสูงกว่า = 30.28 – 17.08 = 13.2%
ส่วน ตัวที่ผมชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบ Rebalancing เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้ “ซื้อตอนลง และขายตอนขึ้น” หรือเรียกได้ว่า “ซื้อถูก ขายแพง” ครับ นอกจากนี้เวลาราคาปรับเพิ่มขึ้นผมก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง
แนวทาง นี้ใช้ได้กับการลงทุนในตราสารหนี้, โภคภัณฑ์ และจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม (Asset Allocation) ได้ด้วยครับ โดยต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของแต่ละ ประเภทของหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ผมนำเสนอในวันนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีในตลาด Trendy market แบบหลาย ๆ ปีเช่น ขาลงในช่วงปี 1996 – 1998 หรือขาขึ้นในปี 2002 – 2003 ครับ แต่ผมก็คงจะไม่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะแนวทางแบบ Rebalancing ให้ความสบายใจกับผมในการจัดพอร์ตครับ เมื่อก่อนเวลาตลาดขึ้นก็เครียดเพราะรู้สึกว่าตกรถไฟ เวลาตลาดลงก็เครียดเพราะขาดทุน เดี๋ยวนี้เวลาตลาดขึ้นผมชอบ และลุ้นให้ขึ้นจนถึง 20% เพื่อจะได้ขายทำกำไร เวลาตลาดลงก็มีความสุขครับอยากให้ลงเยอะ ๆ ถ้าลงถึง 20% ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ Shopping ของดีราคาถูก เรียกได้ว่า จะขึ้นหรือจะลงก็สนุกไปกับมันครับ
โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.
ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด




ชอบครับ ซื้อถูกขายแพงหลักการง่ายๆ ทั่วไปในทุกวงการการค้ามาเตือนความจำเราได้เสมอเลยครับ ณธีพัฒน์( REPLY )
แล้วตอนหุ้นลงล่ะ ครับ ทำไง เพราะเห็นยกตัวอย่างที่หุ้นขึ้น —ขาย แล้วเอาเงินที่ได้จากขายไปซื้อตอนหุ้นลง
แต่ตอนหุ้นลงทำไงครับ หรือว่าให้เติมเงินเข้าไปอย่างเดียว dollar cost average หรือ cut lose ครับ
ขอบคุณมากครับ clinical( REPLY )
สำหรับวิธีการตามบทความนี้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมชอบ)
เวลาหุ้นลงให้ซื้อครับ เช่นถ้าแบ่งเงินมาลงทุนใหุ้น 100,000 บาท เมื่อใดก็ตามหากหุ้นตกเหลือ 80,000 ให้เอาเงิน 20,000 จากส่วนอื่น ใส่เข้าไปให้ครบ 100,000 ครับ (นั่นคือเราต้องมีสภาพคล่องเผื่อไว้พอสมควร)
กลับกันถ้าเมื่อใดหุ้นเป็น 120,000 ให้ขายหุ้นออกมา 20,000 เก็บเป็นเงินสด หรือกองทุนรวมตลาดเงินเอาไว้ครับ
วิธีนี้ผมใช้จริงมาเกิน 5 ปี ซึ่งได้ผลดีครับ เช่นปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ทยอยซื้อกองทุนหุ้นที่ดัชนี SET Index ช่วงที่กำลังดิ่งลง และก็ได้ทยอยขายตลอดทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของดัชนีครับ FundTalk( REPLY )
เทตนิตนี้สามารถ ทำได้ทั้ง บริหาร พอร์ตและหุ้นเป็นรายตัวก็ได้ด้วยใช่หรือไม่ครับ
ขอบคุณครับ clinical( REPLY )
สามารถใช้ได้ทั้งกองทุน และหุ้นรายตัว (แต่ควรจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดีครับ ไม่ค่อยเหมาะกับหุ้นปั่นเพราะจะ rebalancing ไม่ค่อยทัน) และเหมาะมากกับการลงทุนระยะยาวครับ
ผมใช้มาระยะใหญ่แล้วชอบครับ เพราะทำให้นิ่งขึ้นมากเวลาลงทุน เวลาลงก็ซื้อ เวลาขึ้นก็ขาย ยิ่งลงยิ่งซื้อ ยิ่งขึ้นยิ่งขาย เท่านั้นเองครับ FundTalk( REPLY )
ขอบคุณมากครับ จะไปลองใช้ดู clinical( REPLY )
ถ้าเข้าไปตอนดัชนี 900 เงินลงทุน 100 ล้านบาท ซื้อถัว ณ ดัชนี 720 ด้วยเงินอีก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 576 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 460 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน 160 ล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดเพียง 100 ล้านบาท เท่ากับขาดทุน 38%
พอดัชนีขึ้นมา 552 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 662 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, 795 ขายอีก 20 ล้าน, 954 ขายอีก 20 ล้าน, ณ ตอนนี้มูลค่าตลาดของเงินลงทุนเท่ากับ 100 ล้านบาท เท่ากับได้กำไร 20 ล้าน หรือคิดเป็น 13%
เทียบกับถ้าไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆจนดัชนีขึ้นมา 954 จะได้กำไร 6%
คิดแบบนี้ถูกมั้ยคะ jirapon sirisawat( REPLY )
ผิดเล็กน้อยครับ การคิดเงินลงทุนเป็น 160 ล้านบาทเพื่อคำนวณ return อาจจะไม่สะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงเพราะิเราไม่ได้ลงเงิน 160 ล้านบาทตั้งแต่วันแรก
เพื่อให้ง่ายผมคิดเงินลงทุนเป็น 100 ล้านบาทครับ เพราะเงินที่ต้องเติมเข้าไป หรือตักออก มันเป็นแค่เงินเข้่า ๆ ออกชั่วคราว
ระดับดัชนีที่คำนวณถูกต้องครับ (แต่ดัชนีตั้งต้นโหดจังเลยนะครับตั้ง 900)
หากใช้ rebalancing technique
เริ่มลงทุน 100 ล้านบาท
ขาเติมเงิน เติมไป 60 ล้านบาท
ขาตักเงินออก ตักไป 80 ล้านบาท
สุทธิกำไร 20 ล้านบาท หรือ 20% (ไำม่รวม dividend yield)
หาถือเฉย ๆ ตั้งแต่ดัชนี 900 จนถึง 954 กำไรก็คือ 6% (ไม่รวม dividend yield เช่นกัน) FundTalk( REPLY )
ขออนุญาตถามแบบคนประสบการณ์น้อยนะครับ
หากใช้ 10% เป็นตัวคิดเพื่อซื้อ-ขายแต่ละครั้ง ผลแตกต่างจะเป็นไปในทางบวกหรือลบ และมีผลต่างมากไหมครับ โดยเฉพาะลงทุนผ่านกองทุนรวม
สิ่งหนึ่งที่เห็นคือต้องซื้อขายบ่อยๆ อาจทำให้กำไรสุทธิน้อยลงเพราะค่าธรรมเนียม mongkon( REPLY )
10% เคยลองแล้วครับ พบว่าทำให้เกิดการซื้อขายบ่อย
ผมเลยปรับมาใช้ 20% ซึ่งเกิดการ rebalance ประมาณ 7 ครั้ง ครั้งละ 20% ของพอร์ต
ก็คิดเป็นเท่ากับ 140% ของพอร์ตต่อ 3 ปี หรือเทรดปีละประมาณ 47% ของมูลค่าพอร์ต ผมมองว่ายังค่อนข้างน้อย และคุ้มกับค่าธรรมเนียมครับ FundTalk( REPLY )
thanks Nora( REPLY )
ระหว่างกองทุนที่จ่ายงินปันผล กับไม่จ่าย ควรซื้อแบบไหนดีคะ SonsriK( REPLY )
ซื้อกองทุนที่จ่ายเงินปันผล ก็คล้ายกับ rebalancing ให้อัตโนมัติไปในตัวบางส่วนครับ ข้อเสียคือเสียภาษี 10% ของเงินปันผล
ขณะที่การซื้อกองทุนที่ีไม่จ่ายปันผล เวลาหน่วยลงทุนราคาขึ้นมา เราก็สามารถขายทำกำไรได้โดยไม่ต้องเสียภาษีครับ (แต่ก็ยังมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย) ข้อเสียคือ เราต้องคอย monitor เองเวลาที่มีกำไรครับ FundTalk( REPLY )
ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ
ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ
กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ theOne( REPLY )
ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ
ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ รบกวนช่วยยกตัวอย่างการใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวมให้หน่อยค่ะ
กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ ตอนนี้ควรจะถือไว้ก่อนใช่มั้ยคะ theOne( REPLY )
หากใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวม ก็แนะนำให้ใช้กับ NAV ของกองทุนเลยครับ
แต่ถ้าเป็น AYFSDIV กับ AYFSCAP เค้าจะมีการจ่ายปันผลเรื่อย ๆ อยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยไปถึงจุด trigger บ่อยนักครับ FundTalk( REPLY )
ขอสอบถามหน่อยนะครับว่าเราสามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุน TDEX ได้หรือไม่ครับ
ละถ้าผมพึ่งเริ่มลงทุน ระหว่างเทคนิคนี้กับ DCA แบบไหนให้ผลที่ดีกว่ากันเหรอครับ
ขอบคุณครับ Natz( REPLY )
สามารถใช้กับ TDEX ได้ครับ
และสามารถใช้ใช้ DCA ควบคู่กับวิธีนี้ได้ครับ
เช่น ใช้ DCA เพื่อสร้างวินัยการลงทุน เติมเงินเข้าไปในพอร์ตทุกเดือน และทยอย rebalance เมื่อถึงระดับ 20% สำหรับการลงทุนหุ้น/กองทุน แต่ละตัวครับ FundTalk( REPLY )
อยากทราบว่าถ้าตอนนี้ทำ DCA อยู่แล้วเกิดว่าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เช่น 15% แล้วเราควรเลือกใช้อะไรดีคะระหว่างวิธี rebalance กับใช้วิธีขายทิ้งยก Port แล้วเริ่ม DCA ใหม่ตั้งแต่ต้น? สงสัยมานานเลย อยากทราบข้อดีข้อเสียน่ะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ Abb( REPLY )
ความเห็นผมนะครับ
ถ้าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เมื่อเทียบกับ Average Cost ให้ Rebalance กำไรออกมาก่อน
ขณะที่ทุก ๆ เดือนก็ทำ DCA ต่อไป โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ เพราะเวลาเรา DCA ก็ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ไม่แนะนำขายทิ้งทั้งพอร์ตครับ เพราะบ่อยครั้งเราขายแล้วมันขึ้น จะทำให้เราหัวเสียได้เหมือนกันครับ FundTalk( REPLY )
ขอบคุณมากค่ะ ข้องใจเรื่องนี้มานานละ จะได้มีแนวทางค่ะ ^^ Abb( REPLY )
พี่ครับช่วยแนะนำวิธีค่า Average Cost ให้ด้วยครับ เวลาสะสม แล้วขายออก ซื้อเพิ่มอ่ะครับ
ผมมือใหม่นะครับ ก็สงสัยเหมือนกันว่า ให้ลงทุนตามช่วงเวลาของเศรษฐกิจขึ้นลงให้ทำอย่างไร จนมาเจอวิธีของพี่นี่แหล่ะครับ ตาสว่างเลย
ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ๋ีjunior( REPLY )
พี่ครับ วิธีการของพี่ดีที่เดียวครับ ผมไปอ่านcommentในบทความของพี่ของwebอื่น มีบางคนที่ไม่เห็นด้วย
แต่ผมคิดว่า มันเป็นวิธีที่ดีมากครับ ถ้ามีวิธีแบบอื่นช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้เอามาประยุกต์ใช้
เป็นกำลังใจให้ครับ ๋ีjunior( REPLY )
แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด Ray( REPLY )
รบกวนอ่านอักษรสีน้ำิเงินบรรทัดสุดท้าย ช่วงท้ายบทความนะครับ FundTalk( REPLY )
อยากให้ช่วยแนะนำวิธีกา่รคำนวณหา Average Cost ที่ถูกต้องหน่อยได้ไหมคะ ว่ามีแนวทางยังไง ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
Abb( REPLY )
ตอบคุณ junior และคุณ Abb เรื่องการคำนวณ Average Cost ครับ
เช่น ลงทุนให้กองทุน/หุ้น A
ครั้งแรกที่ราคา 40 บาท จำนวน 250 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท
ครั้งที่สองที่ราคา 50 บาท จำนวน 200 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท
รวมเงินลงทุน 20,000 บาท
ต้นทุนเฉลี่ยเราก็จะเป็น [(40x250)+(50x200)] / 450 = 44.44 บาท
หลังจากซื้อตาม DCA แล้ว ระดับ rebalance สมมติเราเลือกใช้ 20% ก็จะเป็น 44.44 +/- 20% ครับ FundTalk( REPLY )
Leave your response!
Login
Categories
Authors
- Arsa (8)
- FundTalk (33)
- Keng (11)
- Mr.Messenger (3)
- Setha (3)
Powered by Authors WidgetWebboard
posted in forum Career Talk by FundTalk on July 28, 2010 at 2:24 pm
posted in forum Career Talk by elite49 on July 26, 2010 at 1:03 pm
posted in forum Career Talk by FundTalk on July 26, 2010 at 11:30 am
posted in forum Career Talk by FundTalk on July 25, 2010 at 11:34 am
posted in forum Fund Talk by Pattavut on July 19, 2010 at 4:32 pm
posted in forum Investment Talk by FundTalk on July 15, 2010 at 10:47 pm
FundTalk Links
Powered by
Investment Sites
Tags
Recent Comments
UserOnline
recent posts
Most Commented
Most Viewed