InvestmentTalk – REBALANCING “เทคนิค ซื้อถูก ขายแพง”

Career Talk – อาชีพในสายงานลงทุน ภาค II: Sell Side
23/03/10
InvestmentTalk – มองการชุมนุม, งาน Motor Show, และความคิดของนักลงทุนต่างชาติ ผ่านตลาดหุ้น
08/04/10

Portfolio Rebalancing Technique

เนื่องจากมีผู้สอบถามหลายท่าน และรูปเดิมในบทความมองไม่เห็น ผมจึงทำการ update ข้อมูลให้เป็นปัจจุับันอีกครั้งครับ

“หุ้นช่วงนี้ลงมาเยอะเลย อย่าเพิ่งซื้อ นักวิเคราะห์กำลังจะปรับประมาณการปีนี้ลงอีก”

“ช่วงนี้หุ้นเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว เริ่มมีความน่าลงทุน” “ปีที่แล้วขาดทุนไปเยอะเลย คงหยุดเล่นไปอีกซักพัก”

ผม มักได้ยินประโยคเหล่านี้จากเพื่อน ๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการมองไปข้างหลัง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
แนวทางข้างต้นผมเรียกว่า เป็นการลงทุนแบบ Momentum คือรอให้ตลาดมีสัญญาณก่อนจึงค่อยปรับตัวตาม เช่น ถ้าหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นซักระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเข้าลงทุน หรือถ้าหุ้นเริ่มตกซักระยะ ก็เป็นสัญญาณในการขายหุ้น ซึ่งกลยุทธ์แบบ Momentum ดังกล่าวจะใช้ได้ผลในตลาดแบบ Trendy market กล่าวคือเวลาขึ้นหรือลงแต่ละรอบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาว ๆ

โดย ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบสไตล์ Momentum เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างมาก บ่อยครั้งถ้าเรารอให้หุ้นขึ้นแล้วค่อยซื้อ หุ้นลงค่อยขาย กลับให้ผลลัพธ์เป็นการ “ซื้อแพง ขายถูก”
แนวทางที่ผมจะขอเสนอในวันนี้ เป็นหลักการปรับพอร์ตแบบ ซื้อถูก – ขายแพง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมใช้กับการลงทุนส่วนตัว และแนะนำให้กับเพื่อนและลูกค้าแล้วได้ผลที่ดี โดยวิธีการเป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าเรามีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น 10,000 บาท โดยผมกำหนด 20% เป็นเปอร์เซนต์เป้าหมายในการปรับพอร์ต และเงินลงทุนเป้าหมายคือ 10,000 บาท กฎมีดังนี้ครับ

– เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 20% หรือขึ้นมาเป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้

– เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับลดลง 20% หรือเหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท

– ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อใดหากมีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีเงินเก็บพร้อมจะลงทุนมากขึ้น ให้ปรับเงินลงทุนเป้าหมายขึ้น/ลงได้ ตามความเหมาะสม

ลองทดสอบย้อนกลับไปซัก 3 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2006 นะครับ

หาก ไม่ทำการ Rebalance ใด ๆ ผลตอบแทนการลงทุนไม่รวมเงินปันผลอยู่ที่ ขาดทุนประมาณ 20% จาก SET Index ณ ระดับวันลงทุนเริ่มต้นที่ 713 แต่หากทำการปรับพอร์ตตามกลยุทธ์ข้างต้นจะขาดทุนเพียง 10% เท่านั้น โดยมีโอกาสขายทำกำไร 3 ครั้ง และซื้อของถูกอีก 3 ครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ขออนุญาตปรับให้เป็นปัจจุบัน โดยใช้ผลตอบแทน จาก 30 มี.ค 07 – 30 มี.ค. 10 ครับ

เริ่มต้น 30 Mar 07 ที่ SET 673.71 ลงทุน 10,000 บาท

3 Jul 07 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 673.71 x 1.2 = 808.45 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

5 Sep 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 808.45 x 0.8 = 646.75 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

7 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 646.75 x 0.8 = 517.4 (เงินสดเหลือ – 2 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

27 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 517.4 x 0.8 = 413.92 (เงินสดเหลือ – 4 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

4 May 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 413.92 x 1.2 = 496.70 (เงินสดเหลือ -2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

5 Jun 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 496.70 x 1.2 = 596.05 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

22 Sep 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 596.05 x 1.2 = 715.26 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

30 Mar 10 SET อยู่ที่ 788.80 กลยุทธ์ REBALANCING ให้ผลตอบแทนคร่าว ๆ = (788.80 – 715.26) / 715.26 = 10.28% รวมกับเงินสดคงเหลือ 2000/10000 = 20% รวมเป็นผลตอบแทนประมาณ 30.28%

ขณะที่หาถือครองการลงทุนตั้งแต่วันแรกจะได้ผลตอบแทนประมาณ (788.8 – 673.71) / 673.71 = 17.08%

กล่าวคือ REBALANCING Technique ให้ผลตอบแทนสูงกว่า = 30.28 – 17.08 = 13.2%

ส่วน ตัวที่ผมชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบ Rebalancing เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้ “ซื้อตอนลง และขายตอนขึ้น” หรือเรียกได้ว่า “ซื้อถูก ขายแพง” ครับ นอกจากนี้เวลาราคาปรับเพิ่มขึ้นผมก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง

แนวทาง นี้ใช้ได้กับการลงทุนในตราสารหนี้, โภคภัณฑ์ และจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม (Asset Allocation) ได้ด้วยครับ โดยต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของแต่ละ ประเภทของหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ผมนำเสนอในวันนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีในตลาด Trendy market แบบหลาย ๆ ปีเช่น ขาลงในช่วงปี 1996 – 1998 หรือขาขึ้นในปี 2002 – 2003 ครับ แต่ผมก็คงจะไม่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะแนวทางแบบ Rebalancing ให้ความสบายใจกับผมในการจัดพอร์ตครับ เมื่อก่อนเวลาตลาดขึ้นก็เครียดเพราะรู้สึกว่าตกรถไฟ เวลาตลาดลงก็เครียดเพราะขาดทุน เดี๋ยวนี้เวลาตลาดขึ้นผมชอบ และลุ้นให้ขึ้นจนถึง 20% เพื่อจะได้ขายทำกำไร เวลาตลาดลงก็มีความสุขครับอยากให้ลงเยอะ ๆ ถ้าลงถึง 20% ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ Shopping ของดีราคาถูก เรียกได้ว่า จะขึ้นหรือจะลงก็สนุกไปกับมันครับ

โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.

ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด

FundTalk
FundTalk
คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net

48 Comments

  1. […] ซื้อหุ้นตอนไหนดี ? ส่วนตัว ผมชอบซื้อหุ้นตอนแดง (หุ้นตก) ขายหุ้นตอนเขียว (หุ้นขึ้น) ผมชอบซื้อหุ้นเวลาหุ้นลง ยิ่งลงยิ่งซื้อครับ โดยเฉพาะตอนที่ทุกคนรู้สึกกลัว, มีแต่แรงขายไม่มีแรงซื้อ, Volume ตลาดต่ำ ๆ และผมชอบขายหุ้นเวลาที่มีแต่ข่าวดี ๆ, หุ้นขึ้นมามาก ๆ, P/E ตลาดเริ่มแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต, Volume เยอะ ๆ อันนี้ยิ่งขึ้นยิ่งขายครับ ผมมีเทคนิคส่วนตัวที่ใช้ในการปรับพอร์ตครับ อ่านบทความเรื่อง “Rebalancing – เทคนิคซื้อถูก ขายแพง” […]

  2. Anonymous says:

    ชอบครับ ซื้อถูกขายแพงหลักการง่ายๆ ทั่วไปในทุกวงการการค้ามาเตือนความจำเราได้เสมอเลยครับ

  3. clinical says:

    แล้วตอนหุ้นลงล่ะ ครับ ทำไง เพราะเห็นยกตัวอย่างที่หุ้นขึ้น —ขาย แล้วเอาเงินที่ได้จากขายไปซื้อตอนหุ้นลง

    แต่ตอนหุ้นลงทำไงครับ หรือว่าให้เติมเงินเข้าไปอย่างเดียว dollar cost average หรือ cut lose ครับ

    ขอบคุณมากครับ

  4. FundTalk says:

    สำหรับวิธีการตามบทความนี้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมชอบ)

    เวลาหุ้นลงให้ซื้อครับ เช่นถ้าแบ่งเงินมาลงทุนใหุ้น 100,000 บาท เมื่อใดก็ตามหากหุ้นตกเหลือ 80,000 ให้เอาเงิน 20,000 จากส่วนอื่น ใส่เข้าไปให้ครบ 100,000 ครับ (นั่นคือเราต้องมีสภาพคล่องเผื่อไว้พอสมควร)

    กลับกันถ้าเมื่อใดหุ้นเป็น 120,000 ให้ขายหุ้นออกมา 20,000 เก็บเป็นเงินสด หรือกองทุนรวมตลาดเงินเอาไว้ครับ

    วิธีนี้ผมใช้จริงมาเกิน 5 ปี ซึ่งได้ผลดีครับ เช่นปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ทยอยซื้อกองทุนหุ้นที่ดัชนี SET Index ช่วงที่กำลังดิ่งลง และก็ได้ทยอยขายตลอดทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของดัชนีครับ

  5. clinical says:

    เทตนิตนี้สามารถ ทำได้ทั้ง บริหาร พอร์ตและหุ้นเป็นรายตัวก็ได้ด้วยใช่หรือไม่ครับ

    ขอบคุณครับ

  6. FundTalk says:

    สามารถใช้ได้ทั้งกองทุน และหุ้นรายตัว (แต่ควรจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดีครับ ไม่ค่อยเหมาะกับหุ้นปั่นเพราะจะ rebalancing ไม่ค่อยทัน) และเหมาะมากกับการลงทุนระยะยาวครับ

    ผมใช้มาระยะใหญ่แล้วชอบครับ เพราะทำให้นิ่งขึ้นมากเวลาลงทุน เวลาลงก็ซื้อ เวลาขึ้นก็ขาย ยิ่งลงยิ่งซื้อ ยิ่งขึ้นยิ่งขาย เท่านั้นเองครับ

  7. clinical says:

    ขอบคุณมากครับ จะไปลองใช้ดู

  8. jirapon sirisawat says:

    ถ้าเข้าไปตอนดัชนี 900 เงินลงทุน 100 ล้านบาท ซื้อถัว ณ ดัชนี 720 ด้วยเงินอีก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 576 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 460 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน 160 ล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดเพียง 100 ล้านบาท เท่ากับขาดทุน 38%

    พอดัชนีขึ้นมา 552 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 662 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, 795 ขายอีก 20 ล้าน, 954 ขายอีก 20 ล้าน, ณ ตอนนี้มูลค่าตลาดของเงินลงทุนเท่ากับ 100 ล้านบาท เท่ากับได้กำไร 20 ล้าน หรือคิดเป็น 13%

    เทียบกับถ้าไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆจนดัชนีขึ้นมา 954 จะได้กำไร 6%

    คิดแบบนี้ถูกมั้ยคะ

  9. FundTalk says:

    ผิดเล็กน้อยครับ การคิดเงินลงทุนเป็น 160 ล้านบาทเพื่อคำนวณ return อาจจะไม่สะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงเพราะิเราไม่ได้ลงเงิน 160 ล้านบาทตั้งแต่วันแรก

    เพื่อให้ง่ายผมคิดเงินลงทุนเป็น 100 ล้านบาทครับ เพราะเงินที่ต้องเติมเข้าไป หรือตักออก มันเป็นแค่เงินเข้่า ๆ ออกชั่วคราว

    ระดับดัชนีที่คำนวณถูกต้องครับ (แต่ดัชนีตั้งต้นโหดจังเลยนะครับตั้ง 900)

    หากใช้ rebalancing technique

    เริ่มลงทุน 100 ล้านบาท

    ขาเติมเงิน เติมไป 60 ล้านบาท

    ขาตักเงินออก ตักไป 80 ล้านบาท

    สุทธิกำไร 20 ล้านบาท หรือ 20% (ไำม่รวม dividend yield)

    หาถือเฉย ๆ ตั้งแต่ดัชนี 900 จนถึง 954 กำไรก็คือ 6% (ไม่รวม dividend yield เช่นกัน)

  10. mongkon says:

    ขออนุญาตถามแบบคนประสบการณ์น้อยนะครับ

    หากใช้ 10% เป็นตัวคิดเพื่อซื้อ-ขายแต่ละครั้ง ผลแตกต่างจะเป็นไปในทางบวกหรือลบ และมีผลต่างมากไหมครับ โดยเฉพาะลงทุนผ่านกองทุนรวม

    สิ่งหนึ่งที่เห็นคือต้องซื้อขายบ่อยๆ อาจทำให้กำไรสุทธิน้อยลงเพราะค่าธรรมเนียม

  11. FundTalk says:

    10% เคยลองแล้วครับ พบว่าทำให้เกิดการซื้อขายบ่อย

    ผมเลยปรับมาใช้ 20% ซึ่งเกิดการ rebalance ประมาณ 7 ครั้ง ครั้งละ 20% ของพอร์ต

    ก็คิดเป็นเท่ากับ 140% ของพอร์ตต่อ 3 ปี หรือเทรดปีละประมาณ 47% ของมูลค่าพอร์ต ผมมองว่ายังค่อนข้างน้อย และคุ้มกับค่าธรรมเนียมครับ

  12. Nora says:

    thanks

  13. SonsriK says:

    ระหว่างกองทุนที่จ่ายงินปันผล กับไม่จ่าย ควรซื้อแบบไหนดีคะ

  14. FundTalk says:

    ซื้อกองทุนที่จ่ายเงินปันผล ก็คล้ายกับ rebalancing ให้อัตโนมัติไปในตัวบางส่วนครับ ข้อเสียคือเสียภาษี 10% ของเงินปันผล

    ขณะที่การซื้อกองทุนที่ีไม่จ่ายปันผล เวลาหน่วยลงทุนราคาขึ้นมา เราก็สามารถขายทำกำไรได้โดยไม่ต้องเสียภาษีครับ (แต่ก็ยังมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย) ข้อเสียคือ เราต้องคอย monitor เองเวลาที่มีกำไรครับ

  15. theOne says:

    ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ

    ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ

    กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ

  16. theOne says:

    ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ

    ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ รบกวนช่วยยกตัวอย่างการใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวมให้หน่อยค่ะ

    กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ ตอนนี้ควรจะถือไว้ก่อนใช่มั้ยคะ

  17. FundTalk says:

    หากใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวม ก็แนะนำให้ใช้กับ NAV ของกองทุนเลยครับ

    แต่ถ้าเป็น AYFSDIV กับ AYFSCAP เค้าจะมีการจ่ายปันผลเรื่อย ๆ อยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยไปถึงจุด trigger บ่อยนักครับ

  18. Natz says:

    ขอสอบถามหน่อยนะครับว่าเราสามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุน TDEX ได้หรือไม่ครับ

    ละถ้าผมพึ่งเริ่มลงทุน ระหว่างเทคนิคนี้กับ DCA แบบไหนให้ผลที่ดีกว่ากันเหรอครับ

    ขอบคุณครับ

  19. FundTalk says:

    สามารถใช้กับ TDEX ได้ครับ

    และสามารถใช้ใช้ DCA ควบคู่กับวิธีนี้ได้ครับ

    เช่น ใช้ DCA เพื่อสร้างวินัยการลงทุน เติมเงินเข้าไปในพอร์ตทุกเดือน และทยอย rebalance เมื่อถึงระดับ 20% สำหรับการลงทุนหุ้น/กองทุน แต่ละตัวครับ

  20. Abb says:

    อยากทราบว่าถ้าตอนนี้ทำ DCA อยู่แล้วเกิดว่าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เช่น 15% แล้วเราควรเลือกใช้อะไรดีคะระหว่างวิธี rebalance กับใช้วิธีขายทิ้งยก Port แล้วเริ่ม DCA ใหม่ตั้งแต่ต้น? สงสัยมานานเลย อยากทราบข้อดีข้อเสียน่ะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

  21. FundTalk says:

    ความเห็นผมนะครับ

    ถ้าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เมื่อเทียบกับ Average Cost ให้ Rebalance กำไรออกมาก่อน

    ขณะที่ทุก ๆ เดือนก็ทำ DCA ต่อไป โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ เพราะเวลาเรา DCA ก็ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

    ไม่แนะนำขายทิ้งทั้งพอร์ตครับ เพราะบ่อยครั้งเราขายแล้วมันขึ้น จะทำให้เราหัวเสียได้เหมือนกันครับ

  22. Abb says:

    ขอบคุณมากค่ะ ข้องใจเรื่องนี้มานานละ จะได้มีแนวทางค่ะ ^^

  23. ๋ีjunior says:

    พี่ครับช่วยแนะนำวิธีค่า Average Cost ให้ด้วยครับ เวลาสะสม แล้วขายออก ซื้อเพิ่มอ่ะครับ

    ผมมือใหม่นะครับ ก็สงสัยเหมือนกันว่า ให้ลงทุนตามช่วงเวลาของเศรษฐกิจขึ้นลงให้ทำอย่างไร จนมาเจอวิธีของพี่นี่แหล่ะครับ ตาสว่างเลย

    ช่วยแนะนำด้วยนะครับ

  24. ๋ีjunior says:

    พี่ครับ วิธีการของพี่ดีที่เดียวครับ ผมไปอ่านcommentในบทความของพี่ของwebอื่น มีบางคนที่ไม่เห็นด้วย

    แต่ผมคิดว่า มันเป็นวิธีที่ดีมากครับ ถ้ามีวิธีแบบอื่นช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้เอามาประยุกต์ใช้

    เป็นกำลังใจให้ครับ

  25. Ray says:

    แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด

  26. FundTalk says:

    <blockquote cite="comment-501">

    แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด  <a bitly="BITLY_PROCESSED" class="comment_quote_link" href="javascript:void(null)" title="Click here or select text to quote comment" onmousedown="quote('501', null, 'comment','div-comment-501', false);try { addComment.moveForm('div-comment-501', '501', 'respond', '54'); } catch(e) {}; return false;" rel="nofollow">( REPLY )

    รบกวนอ่านอักษรสีน้ำิเงินบรรทัดสุดท้าย ช่วงท้ายบทความนะครับ

  27. Abb says:

    <blockquote cite="comment-465">

    โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ

    อยากให้ช่วยแนะนำวิธีกา่รคำนวณหา Average Cost ที่ถูกต้องหน่อยได้ไหมคะ ว่ามีแนวทางยังไง ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ 🙂

  28. FundTalk says:

    ตอบคุณ junior และคุณ Abb เรื่องการคำนวณ Average Cost ครับ

    เช่น ลงทุนให้กองทุน/หุ้น A

    ครั้งแรกที่ราคา 40 บาท จำนวน 250 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท

    ครั้งที่สองที่ราคา 50 บาท จำนวน 200 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท

    รวมเงินลงทุน 20,000 บาท

    ต้นทุนเฉลี่ยเราก็จะเป็น [(40×250)+(50×200)] / 450 = 44.44 บาท

    หลังจากซื้อตาม DCA แล้ว ระดับ rebalance สมมติเราเลือกใช้ 20% ก็จะเป็น 44.44 +/- 20% ครับ

  29. korntong says:

    สนใจลงทุนแบบเงินทุนน้อยมากคะ ช่วยแนะนำกลับทางเมลล์ด้วยนะคะ ขอบพระคุณอย่างยิ่ง

  30. FundTalk says:

    ตอบคุณ korntong

    รบกวนช่วยแจ้งรายละเอียดเพิ่มอีกหน่อยนะครับ จะได้แนะนำได้ถูก

    จะไปตั้งกระทู้ในเวบบอร์ดก็ได้ครับ http://fundmanagertalk.com/forum/

  31. Anonymous says:

    FundTalk: สำหรับวิธีการตามบทความนี้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมชอบ)เวลาหุ้นลงให้ซื้อครับ เช่นถ้าแบ่งเงินมาลงทุนใหุ้น 100,000 บาท เมื่อใดก็ตามหากหุ้นตกเหลือ 80,000 ให้เอาเงิน 20,000 จากส่วนอื่น ใส่เข้าไปให้ครบ 100,000 ครับ (นั่นคือเราต้องมีสภาพคล่องเผื่อไว้พอสมควร)กลับกันถ้าเมื่อใดหุ้นเป็น 120,000 ให้ขายหุ้นออกมา 20,000 เก็บเป็นเงินสด หรือกองทุนรวมตลาดเงินเอาไว้ครับวิธีนี้ผมใช้จริงมาเกิน 5 ปี ซึ่งได้ผลดีครับ เช่นปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ทยอยซื้อกองทุนหุ้นที่ดัชนี SET Index ช่วงที่กำลังดิ่งลง และก็ได้ทยอยขายตลอดทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของดัชนีครับ

  32. myneewan2 says:

    เป็นมือใหม่เริ่มลงทุน และสนใจวิธีrebalance ค่ะ
    ตอนนี้ลงทุนโดยกำหนด%กำไรไว้ที่กองทุนแต่ละตัวและใช้วิธีDCA ดังนี้
    กองทุนFIFตัวที่1 ตั้งเป้าไว้กำไร20%จะขายออก แล้วเริ่มเก็บสะสมหน่าวยลงทุนโดยวิธีDCAไปเรื่อย ๆ จนได้กำไร 20%อีกแล้ว แต่กำไร20%นี้ไม่ได้คำนวณจากNAV แต่คำนวณจากจำนวนเงินของผลกำไรกับจำนวนเงินลงทุนเลย จึงขอข้อแนะนำและข้อคิดเห็น ขอบคุณค่ะ

  33. FundTalk says:

    myneewan2:
    เป็นมือใหม่เริ่มลงทุน และสนใจวิธีrebalance ค่ะ
    ตอนนี้ลงทุนโดยกำหนด%กำไรไว้ที่กองทุนแต่ละตัวและใช้วิธีDCA ดังนี้
    กองทุนFIFตัวที่1 ตั้งเป้าไว้กำไร20%จะขายออก แล้วเริ่มเก็บสะสมหน่าวยลงทุนโดยวิธีDCAไปเรื่อย ๆ จนได้กำไร 20%อีกแล้ว แต่กำไร20%นี้ไม่ได้คำนวณจากNAV แต่คำนวณจากจำนวนเงินของผลกำไรกับจำนวนเงินลงทุนเลย จึงขอข้อแนะนำและข้อคิดเห็น ขอบคุณค่ะ

    ผมว่าเป็นไอเดียที่เวิร์คนะครับ

    เนื่องจากเป็นการใช้ DCA ผสมกับการ Rebalancing ถ้าดูจาก NAV น่าจะทำให้งง

    การคำนวณ 20% จากเงินลงทุนเลยน่าจะดีกว่าครับ

  34. myneewan2 says:

    ขอสอบถามเพิ่มเติมค่ะ
    ได้เคยขายส่วนของกำไรที่ได้ เมื่อมีผลกำไรถึงเป้าหมายที่กำหนดแล้ว
    ทางกองทุนจะนำยอดสั่งขายดังกว่าไปลดจากยอดของจำนวนเงินลงทุนปรากฏว่าเมื่อคำนวณผลกำไรแล้วยังมีกำไรถึงเป้าหมายของ%ที่ได้กำหนดไว้ เราควรขายเพิ่มหรือไม่ค่ะ
    แต่แนวทางที่ปฏิบัติอยู่คือจะขายเพียง 1 ครั้ง/เดือน แล้วทำDCAตามปกติแล้วจะเริ่มขายอีกครั้งถ้าผลกำไรถึงเป้าหมายที่กำหนด จึงขอข้อแนะนำและข้อคิดเห็น ขอบคุณคะ

    • FundTalk says:

      ยังไม่เข้าใจที่คุณอธิบายมาทั้ง 100% ครับ
      แต่หลักที่ผมใช้คือทำการ rebalance ทุกครั้งที่ยอดกำไรขาดทุน มาแตะ 20% ของเงินลงทุน โดยอาจทำได้มากกว่า 1 ครั้งต่อเดือนครับ

      ในกรณีเก็บกำไรเป็นเงินสดไว้มาก ๆ แบ่งมาทำ DCA ต่อบางส่วนก็ได้ แต่ควรเก็บไว้ส่วนหนึ่งเผื่อกรณีที่เงินลงทุนปรับลดลงแล้วต้องเติมเงินเข้าไปเช่นกันครับ

  35. Songsri K says:

    ระหว่างการทำ rebalance ตามการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคา กับการกำหนดเป็นเวลาที่ตายตัวเช่น ทุกๆ3เดือนโดยไม่สนใจราคาเลยอย่างไหนจะดีกว่าคะช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

    • FundTalk says:

      การกำหนดเวลาตายตัว เหมาะสำหรับการทำ Dollar Cost Averaging มากกว่าครับ โดยเมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้นก็ทยอยนำเงินไปลงทุน โดยเป็นการเฉลี่ยต้นทุนไปในตัว

      ส่วนการ rebalancing สามารถทำควบคู่กันไปได้ครับ

  36. มงคล says:

    เป็นผู้เพิ่งจะศึกษาครับ
    ขอเรียนถามว่า ถ้านาทีนี้หุ้นขึ้นสูง 1,100 จุด +/- แล้ว และมีเงินพร้อมและตั้งใจจะลงทุนเพื่ออนาคต

    คำถามคือ นาทีนี้เหมาะที่จะเข้าลงทุนไหมครับ หากจะเข้าลงทุนตอนนี้ต้องพิจารณาสิ่งใดบ้าง

    • FundTalk says:

      ถ้าทำตามสูตร Rebalancing ในบทความนี้ต่อนะครับ
      จากระดับ Set Index 715 ณ เดือนกันยายน 2009

      ขายทำกำไร 2,000 บาท เดือนสิงหาคม 2010 ที่ระดับดัชนี 858
      ขายทำกำไร 2,000 บาท เดือนพฤศจิกายน 2010 ที่ระดับดัชนี 1030

      แล้วก็ถือยาวมาจนปัจจุบันครับ

  37. R says:

    ผมไม่รู้เข้าใจถูกหรือไม่คับ คือผมสงสัยว่าวิธีนี้ดีแน่หรือเป่าคับ เพราะเท่าที่ดูถ้าหากเป็นแนวโน้มขาลง มันเหมือนกับเราซื้อถัวเฉลี่ยลงไปเรื่อยๆ หรือเป่าคับ สมมติว่าผมไม่มีเงินที่เข้ามาเติมแล้วเช่น จาก 10,000 ลงไป 20% เราไปหาเงินส่วนอื่นมาซื้อเข้าไปให้เต็ม คือ เบิ้ลเข้าไปอีก 2,000 และหากเติมแล้วมันลงไปอีก 20% เราก็ต้องหาเงินมาเบิ้ลเพิ่มแบบนี้ไปเรื่อยๆหรือเป่าคับ ถ้าแบบนี้เงินลงทุนเราหมดลง ไม่เท่ากับว่าเราพลาดหรือเป่าคับ แต่เท่าที่ผมรู้และเข้าใจคือ เพราะสิ่งที่ซื้อเป็นกองทุน ซึ่งก็จะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลและคัดเลือกหุ้นดี ทำให้ในระยะยาวแล้วมันจะกลับมาเอง คือถ้าเป็นแบบนั้นผมว่าใช้วิธี DCA และหาสิ่งที่มีแนวโน้มในระยะยาวเป็นขาขึ้น น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่านะคับ

    • FundTalk says:

      วิธี Rebalancing เหมาะกับนักลงทุนที่ทำ Asset Allocation ครับ หมายถึงมีเงินใน Fixed Income & Cash ที่พร้อมจะโยกมาเข้าหุ้นเมื่อหุ้นตก ได้หลายขยัก

      ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้น 100% ครับ

      ส่วน DCA สามารถทำประกอบกับ Rebalancing ได้ครับ

      ที่สุดแล้วอยู่ที่ความชอบของแต่ละท่านด้วยครับ

  38. myneewan2 says:

    ได้ซื้อกองทุนGoldไว้แล้วกำไรถึงเป้าหมายดังนี้ค่ะ
    ลงทุน 10,000ได้กำไร(20%)จึงขายออกไป2,000
    เหลือเงินลงทุน 8,000แล้วยังได้กำไรถึง 20%อีก จึงขายอีก2,000
    เหลือเงินลงทุน6,000ก็ยังได้กำไรมากกว่า 20% ถ้ายังขายต่อไปอีกจะคล้ายๆเราขายยกPortเลยใช่ไหมค่ะแต่ดูเหมือนจะเสียค่าธรรมเนียมการขายหลายครั้ง
    เลยจะทดลองปรับดังนี้ค่ะ
    1.ถ้ากำไรถึงเป้าหมายจะขายยกPortเลยแล้วเก็บเงินไว้ที่กองทุนตลาดเงิน
    2.ระหว่างนั้นทำDCAกับกองทุนอื่น ๆ ที่มีอยู่ต่อไปรอถึงเป้าหมาย
    3.เริ่มทำDCAกับกองที่เราขายยกPortใหม่สะสมไปเรื่อย ๆ
    4.นำเงินจากกองตลาดเงินมาลงทุนนอกรอบDCAกรณีที่พบว่าPortติดลบมาก ๆ
    ขอคำแนะนำด้วยค่ะ ขอขอบคุณค่ะ

    • FundTalk says:

      การทำ rebalancing ตามบทความนี้ให้ขายเฉพาะส่วนกำไรออกนะครับ
      เช่นเวลามูลค่าขึ้นไป 12,000 ก็ขายไป 2,000 เก็บ 10,000 ไว้ลงทุนต่อ

      เห็นด้วยกับการทำ DCA สะสมไปเรื่อย ๆ

      เมื่อพอร์ตลงตามเปอร์เซนต์ที่กำหนดจึงค่อยนำเงินจากกองตลาดเงินมาลงครับ
      เช่นเงินลงทุน 10,000 ถ้ามูลค่าตกลงไปเหลือ 8,000 จึงค่อยนำเงิน 2,000 จากกองตลาดเงินโยกมาลงครับ

  39. No Line on the Horizon says:

    ขอบคุณบทความ และแนวคิดที่เป็นประโยชน์อย่างมากครับ

    ได้ลองนำไปใช้กับการลงทุนในกองทุนรวม
    พบว่าเป็นเกราะป้องกันตัวเองที่ดีจากอารมณ์โลภและกลัว ซึ่งมักเกิดขึ้นเวลานั่งดูดัชนี SET แกว่งไปมา

    ส่วนตัวผมแบ่งกองทุนหุ้นเป็น 2 กอง

    1) กองทุน A : ทยอยซื้อสะสมรายเดือน แบบ Dollar Cost Average
    2) กองทุน B : ใช้แนวทาง “ซื้อถูก ขายแพง” ตามบทความนี้

    พบว่าทั้งสองแนวทางตอบโจทย์ตัวเองได้ดี

    ต้องขอขอบคุณบทความของพี่มากๆครับ ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจในการลงทุนต่อเนื่อง เป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต” (ขอยืมคำ ดร.นิเวศน์)

    ป.ล.อันที่จริงได้อ่านบทความมาสักพักใหญ่ๆแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ามาขอบคุณสักทีครับ เลยถือโอกาสเสียเลย

  40. suchada says:

    กรณีLTFทำได้เฉพาะDCA ส่วนrebanceing แนะนำอย่างไรเนื่องจากมีระเบียบเรื่องการถือครองต้องครบ5ปีปฎิทินและห้ามซื้อเกิน15%

  41. PETAI says:

    ทุกๆ ครั้งที่ขายออกและซื้อเข้า มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนครับที่ต้องซื้อขายให้ตรงกับ rebalancing point
    เช่น ถ้าลงไปเกิน 20% อะไรทำนองนี้

    ขอบคุณครับ

  42. Bank says:

    ผมซื้อกองทุน เมื่อวันที่ 4/3/2013 5000บาท ที่ nav 37.7349
    จากนั้นตั้งใจไว้ว่าจะซื้อเพิ่มทุก 15 วัน (dca) วันที่ 15/3/2013 จึงซื้อเพิ่มอีก 1000
    ที่ nav 38.9196 ผมอยากทราบว่าเราคำนวณต้นทุนเฉลี่ยเพื่ออะไรครับ
    และกำไร ขาดทุน 20%จากการ rebalance คำนวณกับอะไร ครับ จำนวนเงิน
    (20% ของ 6000 ??) หรืออะไรครับ ขอความรู้ด้วย

  43. ezax says:

    จากตัวอย่างข้างบน ถ้าดัชนีผันผวนในกรอบ20%ไปเรื่อยๆ เราก้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย ถูกไหมครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.