Home » 1. Investment Talk, 1.2 Asset Allocation

InvestmentTalk – REBALANCING “เทคนิค ซื้อถูก ขายแพง”

31 March 2010 11,621 views 47 Comments

Written by:

Portfolio Rebalancing Technique

เนื่องจากมีผู้สอบถามหลายท่าน และรูปเดิมในบทความมองไม่เห็น ผมจึงทำการ update ข้อมูลให้เป็นปัจจุับันอีกครั้งครับ

“หุ้นช่วงนี้ลงมาเยอะเลย อย่าเพิ่งซื้อ นักวิเคราะห์กำลังจะปรับประมาณการปีนี้ลงอีก”

“ช่วงนี้หุ้นเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว เริ่มมีความน่าลงทุน” “ปีที่แล้วขาดทุนไปเยอะเลย คงหยุดเล่นไปอีกซักพัก”

ผม มักได้ยินประโยคเหล่านี้จากเพื่อน ๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการมองไปข้างหลัง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
แนวทางข้างต้นผมเรียกว่า เป็นการลงทุนแบบ Momentum คือรอให้ตลาดมีสัญญาณก่อนจึงค่อยปรับตัวตาม เช่น ถ้าหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นซักระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเข้าลงทุน หรือถ้าหุ้นเริ่มตกซักระยะ ก็เป็นสัญญาณในการขายหุ้น ซึ่งกลยุทธ์แบบ Momentum ดังกล่าวจะใช้ได้ผลในตลาดแบบ Trendy market กล่าวคือเวลาขึ้นหรือลงแต่ละรอบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาว ๆ

โดย ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบสไตล์ Momentum เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างมาก บ่อยครั้งถ้าเรารอให้หุ้นขึ้นแล้วค่อยซื้อ หุ้นลงค่อยขาย กลับให้ผลลัพธ์เป็นการ “ซื้อแพง ขายถูก”
แนวทางที่ผมจะขอเสนอในวันนี้ เป็นหลักการปรับพอร์ตแบบ ซื้อถูก – ขายแพง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมใช้กับการลงทุนส่วนตัว และแนะนำให้กับเพื่อนและลูกค้าแล้วได้ผลที่ดี โดยวิธีการเป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าเรามีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น 10,000 บาท โดยผมกำหนด 20% เป็นเปอร์เซนต์เป้าหมายในการปรับพอร์ต และเงินลงทุนเป้าหมายคือ 10,000 บาท กฎมีดังนี้ครับ

- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 20% หรือขึ้นมาเป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้

- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับลดลง 20% หรือเหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท

- ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อใดหากมีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีเงินเก็บพร้อมจะลงทุนมากขึ้น ให้ปรับเงินลงทุนเป้าหมายขึ้น/ลงได้ ตามความเหมาะสม

ลองทดสอบย้อนกลับไปซัก 3 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2006 นะครับ

หาก ไม่ทำการ Rebalance ใด ๆ ผลตอบแทนการลงทุนไม่รวมเงินปันผลอยู่ที่ ขาดทุนประมาณ 20% จาก SET Index ณ ระดับวันลงทุนเริ่มต้นที่ 713 แต่หากทำการปรับพอร์ตตามกลยุทธ์ข้างต้นจะขาดทุนเพียง 10% เท่านั้น โดยมีโอกาสขายทำกำไร 3 ครั้ง และซื้อของถูกอีก 3 ครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ขออนุญาตปรับให้เป็นปัจจุบัน โดยใช้ผลตอบแทน จาก 30 มี.ค 07 – 30 มี.ค. 10 ครับ

เริ่มต้น 30 Mar 07 ที่ SET 673.71 ลงทุน 10,000 บาท

3 Jul 07 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 673.71 x 1.2 = 808.45 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

5 Sep 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 808.45 x 0.8 = 646.75 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

7 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 646.75 x 0.8 = 517.4 (เงินสดเหลือ – 2 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

27 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 517.4 x 0.8 = 413.92 (เงินสดเหลือ – 4 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

4 May 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 413.92 x 1.2 = 496.70 (เงินสดเหลือ -2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

5 Jun 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 496.70 x 1.2 = 596.05 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

22 Sep 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 596.05 x 1.2 = 715.26 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)

30 Mar 10 SET อยู่ที่ 788.80 กลยุทธ์ REBALANCING ให้ผลตอบแทนคร่าว ๆ = (788.80 – 715.26) / 715.26 = 10.28% รวมกับเงินสดคงเหลือ 2000/10000 = 20% รวมเป็นผลตอบแทนประมาณ 30.28%

ขณะที่หาถือครองการลงทุนตั้งแต่วันแรกจะได้ผลตอบแทนประมาณ (788.8 – 673.71) / 673.71 = 17.08%

กล่าวคือ REBALANCING Technique ให้ผลตอบแทนสูงกว่า = 30.28 – 17.08 = 13.2%

ส่วน ตัวที่ผมชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบ Rebalancing เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้ “ซื้อตอนลง และขายตอนขึ้น” หรือเรียกได้ว่า “ซื้อถูก ขายแพง” ครับ นอกจากนี้เวลาราคาปรับเพิ่มขึ้นผมก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง

แนวทาง นี้ใช้ได้กับการลงทุนในตราสารหนี้, โภคภัณฑ์ และจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม (Asset Allocation) ได้ด้วยครับ โดยต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของแต่ละ ประเภทของหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ผมนำเสนอในวันนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีในตลาด Trendy market แบบหลาย ๆ ปีเช่น ขาลงในช่วงปี 1996 – 1998 หรือขาขึ้นในปี 2002 – 2003 ครับ แต่ผมก็คงจะไม่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะแนวทางแบบ Rebalancing ให้ความสบายใจกับผมในการจัดพอร์ตครับ เมื่อก่อนเวลาตลาดขึ้นก็เครียดเพราะรู้สึกว่าตกรถไฟ เวลาตลาดลงก็เครียดเพราะขาดทุน เดี๋ยวนี้เวลาตลาดขึ้นผมชอบ และลุ้นให้ขึ้นจนถึง 20% เพื่อจะได้ขายทำกำไร เวลาตลาดลงก็มีความสุขครับอยากให้ลงเยอะ ๆ ถ้าลงถึง 20% ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ Shopping ของดีราคาถูก เรียกได้ว่า จะขึ้นหรือจะลงก็สนุกไปกับมันครับ

โดย เจษฎา สุขทิศ,CFA.

ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด


 คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA นามทวิตเตอร์ @FundTalk ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด รับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย และกลยุทธ์การลงทุน รวมถึงการบริหารทีมผู้จัดการกองทุน, ทีมวิจัย, และทีมค้าหลักทรัพย์ สำหรับการลงทุนในหุ้น, ตราสารหนี้, อนุพันธ์ และการลงทุนในต่างประเทศ คุณ เจษฎา ได้เริ่มงานในสายการลงทุนกับ บลจ. ยูโอบี จำกัด โดยรับผิดชอบการลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ และตราสารทุน และในปี 2548 คุณ เจษฎา ได้เข้าร่วมงานกับ บลจ. อยุธยา เจเอฟ (AJF) ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทในเครือของ JPMorgan Asset Management ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็น บลจ. กรุงศรี จำกัด ในปัจจุบัน โดยมีประสบการณ์ในหลายสายงาน ได้แก่ การลงทุนในหุ้น, ตราสารหนี้, การพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และการใช้อนุพันธ์ชนิดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล คุณเจษฎา ได้มีโอกาสร่วมงานกับ บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด ในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และบริหารเงิน รับผิดชอบหน่วยงานด้านการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวประเภท Active โดยดูแลทีมผู้จัดการกองทุนในการบริหารสินทรัพย์ประมาณ 1 แสนล้านบาท คุณเจษฎา จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนอกจากการรับหน้าที่ CIO ที่ ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลแล้วคุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, settrade.com, FundManagerTalk.com และรายการ Stock Focus ทางโทรทัศน์ช่อง NBT Read more from this author


47 Comments »

  • Anonymous said:

    ชอบครับ ซื้อถูกขายแพงหลักการง่ายๆ ทั่วไปในทุกวงการการค้ามาเตือนความจำเราได้เสมอเลยครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • clinical said:

    แล้วตอนหุ้นลงล่ะ ครับ ทำไง เพราะเห็นยกตัวอย่างที่หุ้นขึ้น —ขาย แล้วเอาเงินที่ได้จากขายไปซื้อตอนหุ้นลง

    แต่ตอนหุ้นลงทำไงครับ หรือว่าให้เติมเงินเข้าไปอย่างเดียว dollar cost average หรือ cut lose ครับ

    ขอบคุณมากครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    สำหรับวิธีการตามบทความนี้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมชอบ)

    เวลาหุ้นลงให้ซื้อครับ เช่นถ้าแบ่งเงินมาลงทุนใหุ้น 100,000 บาท เมื่อใดก็ตามหากหุ้นตกเหลือ 80,000 ให้เอาเงิน 20,000 จากส่วนอื่น ใส่เข้าไปให้ครบ 100,000 ครับ (นั่นคือเราต้องมีสภาพคล่องเผื่อไว้พอสมควร)

    กลับกันถ้าเมื่อใดหุ้นเป็น 120,000 ให้ขายหุ้นออกมา 20,000 เก็บเป็นเงินสด หรือกองทุนรวมตลาดเงินเอาไว้ครับ

    วิธีนี้ผมใช้จริงมาเกิน 5 ปี ซึ่งได้ผลดีครับ เช่นปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ทยอยซื้อกองทุนหุ้นที่ดัชนี SET Index ช่วงที่กำลังดิ่งลง และก็ได้ทยอยขายตลอดทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของดัชนีครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • clinical said:

    เทตนิตนี้สามารถ ทำได้ทั้ง บริหาร พอร์ตและหุ้นเป็นรายตัวก็ได้ด้วยใช่หรือไม่ครับ

    ขอบคุณครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    สามารถใช้ได้ทั้งกองทุน และหุ้นรายตัว (แต่ควรจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดีครับ ไม่ค่อยเหมาะกับหุ้นปั่นเพราะจะ rebalancing ไม่ค่อยทัน) และเหมาะมากกับการลงทุนระยะยาวครับ

    ผมใช้มาระยะใหญ่แล้วชอบครับ เพราะทำให้นิ่งขึ้นมากเวลาลงทุน เวลาลงก็ซื้อ เวลาขึ้นก็ขาย ยิ่งลงยิ่งซื้อ ยิ่งขึ้นยิ่งขาย เท่านั้นเองครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • clinical said:

    ขอบคุณมากครับ จะไปลองใช้ดู

      ( Quote )

    [Reply]

  • jirapon sirisawat said:

    ถ้าเข้าไปตอนดัชนี 900 เงินลงทุน 100 ล้านบาท ซื้อถัว ณ ดัชนี 720 ด้วยเงินอีก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 576 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 460 ด้วยเงิน 20 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน 160 ล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดเพียง 100 ล้านบาท เท่ากับขาดทุน 38%

    พอดัชนีขึ้นมา 552 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, ณ ดัชนี 662 ให้ขายออก 20 ล้านบาท, 795 ขายอีก 20 ล้าน, 954 ขายอีก 20 ล้าน, ณ ตอนนี้มูลค่าตลาดของเงินลงทุนเท่ากับ 100 ล้านบาท เท่ากับได้กำไร 20 ล้าน หรือคิดเป็น 13%

    เทียบกับถ้าไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆจนดัชนีขึ้นมา 954 จะได้กำไร 6%

    คิดแบบนี้ถูกมั้ยคะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    ผิดเล็กน้อยครับ การคิดเงินลงทุนเป็น 160 ล้านบาทเพื่อคำนวณ return อาจจะไม่สะท้อนผลตอบแทนที่แท้จริงเพราะิเราไม่ได้ลงเงิน 160 ล้านบาทตั้งแต่วันแรก

    เพื่อให้ง่ายผมคิดเงินลงทุนเป็น 100 ล้านบาทครับ เพราะเงินที่ต้องเติมเข้าไป หรือตักออก มันเป็นแค่เงินเข้่า ๆ ออกชั่วคราว

    ระดับดัชนีที่คำนวณถูกต้องครับ (แต่ดัชนีตั้งต้นโหดจังเลยนะครับตั้ง 900)

    หากใช้ rebalancing technique

    เริ่มลงทุน 100 ล้านบาท

    ขาเติมเงิน เติมไป 60 ล้านบาท

    ขาตักเงินออก ตักไป 80 ล้านบาท

    สุทธิกำไร 20 ล้านบาท หรือ 20% (ไำม่รวม dividend yield)

    หาถือเฉย ๆ ตั้งแต่ดัชนี 900 จนถึง 954 กำไรก็คือ 6% (ไม่รวม dividend yield เช่นกัน)

      ( Quote )

    [Reply]

  • mongkon said:

    ขออนุญาตถามแบบคนประสบการณ์น้อยนะครับ

    หากใช้ 10% เป็นตัวคิดเพื่อซื้อ-ขายแต่ละครั้ง ผลแตกต่างจะเป็นไปในทางบวกหรือลบ และมีผลต่างมากไหมครับ โดยเฉพาะลงทุนผ่านกองทุนรวม

    สิ่งหนึ่งที่เห็นคือต้องซื้อขายบ่อยๆ อาจทำให้กำไรสุทธิน้อยลงเพราะค่าธรรมเนียม

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    10% เคยลองแล้วครับ พบว่าทำให้เกิดการซื้อขายบ่อย

    ผมเลยปรับมาใช้ 20% ซึ่งเกิดการ rebalance ประมาณ 7 ครั้ง ครั้งละ 20% ของพอร์ต

    ก็คิดเป็นเท่ากับ 140% ของพอร์ตต่อ 3 ปี หรือเทรดปีละประมาณ 47% ของมูลค่าพอร์ต ผมมองว่ายังค่อนข้างน้อย และคุ้มกับค่าธรรมเนียมครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Nora said:

    thanks

      ( Quote )

    [Reply]

  • SonsriK said:

    ระหว่างกองทุนที่จ่ายงินปันผล กับไม่จ่าย ควรซื้อแบบไหนดีคะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    ซื้อกองทุนที่จ่ายเงินปันผล ก็คล้ายกับ rebalancing ให้อัตโนมัติไปในตัวบางส่วนครับ ข้อเสียคือเสียภาษี 10% ของเงินปันผล

    ขณะที่การซื้อกองทุนที่ีไม่จ่ายปันผล เวลาหน่วยลงทุนราคาขึ้นมา เราก็สามารถขายทำกำไรได้โดยไม่ต้องเสียภาษีครับ (แต่ก็ยังมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย) ข้อเสียคือ เราต้องคอย monitor เองเวลาที่มีกำไรครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • theOne said:

    ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ

    ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ

    กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • theOne said:

    ขอถามแบบคนเพิ่งเริ่มเรียนรู้นะคะ

    ถ้าเรานำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุนรวม แปลว่าให้เราดูค่า NAV ของกองทุนนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป +/- 20% หรือว่าให้ดูค่า SET index ที่เปลี่ยนแปลงไป +/-20% คะ เพราะค่า NAV ของบางกองทุนไม่ได้แปรตามดัชนีตลาดหุ้นโดยตรงค่ะ รบกวนช่วยยกตัวอย่างการใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวมให้หน่อยค่ะ

    กองทุนที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็น AYFSDIV และก็ AYFSCAP ค่ะ ซื้อตอนดัชนีประมาณ 760 ค่ะ ตอนนี้ควรจะถือไว้ก่อนใช่มั้ยคะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    หากใช้เทคนิคนี้กับกองทุนรวม ก็แนะนำให้ใช้กับ NAV ของกองทุนเลยครับ

    แต่ถ้าเป็น AYFSDIV กับ AYFSCAP เค้าจะมีการจ่ายปันผลเรื่อย ๆ อยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยไปถึงจุด trigger บ่อยนักครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Natz said:

    ขอสอบถามหน่อยนะครับว่าเราสามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้กับกองทุน TDEX ได้หรือไม่ครับ

    ละถ้าผมพึ่งเริ่มลงทุน ระหว่างเทคนิคนี้กับ DCA แบบไหนให้ผลที่ดีกว่ากันเหรอครับ

    ขอบคุณครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    สามารถใช้กับ TDEX ได้ครับ

    และสามารถใช้ใช้ DCA ควบคู่กับวิธีนี้ได้ครับ

    เช่น ใช้ DCA เพื่อสร้างวินัยการลงทุน เติมเงินเข้าไปในพอร์ตทุกเดือน และทยอย rebalance เมื่อถึงระดับ 20% สำหรับการลงทุนหุ้น/กองทุน แต่ละตัวครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Abb said:

    อยากทราบว่าถ้าตอนนี้ทำ DCA อยู่แล้วเกิดว่าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เช่น 15% แล้วเราควรเลือกใช้อะไรดีคะระหว่างวิธี rebalance กับใช้วิธีขายทิ้งยก Port แล้วเริ่ม DCA ใหม่ตั้งแต่ต้น? สงสัยมานานเลย อยากทราบข้อดีข้อเสียน่ะค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    ความเห็นผมนะครับ

    ถ้าราคาขึ้นไปถึง % ที่ตั้งไว้เมื่อเทียบกับ Average Cost ให้ Rebalance กำไรออกมาก่อน

    ขณะที่ทุก ๆ เดือนก็ทำ DCA ต่อไป โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ เพราะเวลาเรา DCA ก็ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

    ไม่แนะนำขายทิ้งทั้งพอร์ตครับ เพราะบ่อยครั้งเราขายแล้วมันขึ้น จะทำให้เราหัวเสียได้เหมือนกันครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Abb said:

    ขอบคุณมากค่ะ ข้องใจเรื่องนี้มานานละ จะได้มีแนวทางค่ะ ^^

      ( Quote )

    [Reply]

  • ๋ีjunior said:

    พี่ครับช่วยแนะนำวิธีค่า Average Cost ให้ด้วยครับ เวลาสะสม แล้วขายออก ซื้อเพิ่มอ่ะครับ

    ผมมือใหม่นะครับ ก็สงสัยเหมือนกันว่า ให้ลงทุนตามช่วงเวลาของเศรษฐกิจขึ้นลงให้ทำอย่างไร จนมาเจอวิธีของพี่นี่แหล่ะครับ ตาสว่างเลย

    ช่วยแนะนำด้วยนะครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • ๋ีjunior said:

    พี่ครับ วิธีการของพี่ดีที่เดียวครับ ผมไปอ่านcommentในบทความของพี่ของwebอื่น มีบางคนที่ไม่เห็นด้วย

    แต่ผมคิดว่า มันเป็นวิธีที่ดีมากครับ ถ้ามีวิธีแบบอื่นช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้เอามาประยุกต์ใช้

    เป็นกำลังใจให้ครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Ray said:

    แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    <blockquote cite="comment-501">

    แล้วเงินมันจะเพิ่มขึ้นได้ไงหรอคับดูแล้วมันน่าจะเท่าทุนไปกับตลาด  <a bitly="BITLY_PROCESSED" class="comment_quote_link" href="javascript:void(null)" title="Click here or select text to quote comment" onmousedown="quote('501', null, 'comment','div-comment-501', false);try { addComment.moveForm('div-comment-501', '501', 'respond', '54'); } catch(e) {}; return false;" rel="nofollow">( REPLY )

    รบกวนอ่านอักษรสีน้ำิเงินบรรทัดสุดท้าย ช่วงท้ายบทความนะครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Abb said:

    <blockquote cite="comment-465">

    โดยอย่าลืมคำนวณ Average Cost นะครับ

    อยากให้ช่วยแนะนำวิธีกา่รคำนวณหา Average Cost ที่ถูกต้องหน่อยได้ไหมคะ ว่ามีแนวทางยังไง ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ :)

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    ตอบคุณ junior และคุณ Abb เรื่องการคำนวณ Average Cost ครับ

    เช่น ลงทุนให้กองทุน/หุ้น A

    ครั้งแรกที่ราคา 40 บาท จำนวน 250 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท

    ครั้งที่สองที่ราคา 50 บาท จำนวน 200 หน่วย เป็นเงิน 10,000 บาท

    รวมเงินลงทุน 20,000 บาท

    ต้นทุนเฉลี่ยเราก็จะเป็น [(40x250)+(50x200)] / 450 = 44.44 บาท

    หลังจากซื้อตาม DCA แล้ว ระดับ rebalance สมมติเราเลือกใช้ 20% ก็จะเป็น 44.44 +/- 20% ครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • korntong said:

    สนใจลงทุนแบบเงินทุนน้อยมากคะ ช่วยแนะนำกลับทางเมลล์ด้วยนะคะ ขอบพระคุณอย่างยิ่ง

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    ตอบคุณ korntong

    รบกวนช่วยแจ้งรายละเอียดเพิ่มอีกหน่อยนะครับ จะได้แนะนำได้ถูก

    จะไปตั้งกระทู้ในเวบบอร์ดก็ได้ครับ http://fundmanagertalk.com/forum/

      ( Quote )

    [Reply]

  • Anonymous said:

    FundTalk: สำหรับวิธีการตามบทความนี้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมชอบ)เวลาหุ้นลงให้ซื้อครับ เช่นถ้าแบ่งเงินมาลงทุนใหุ้น 100,000 บาท เมื่อใดก็ตามหากหุ้นตกเหลือ 80,000 ให้เอาเงิน 20,000 จากส่วนอื่น ใส่เข้าไปให้ครบ 100,000 ครับ (นั่นคือเราต้องมีสภาพคล่องเผื่อไว้พอสมควร)กลับกันถ้าเมื่อใดหุ้นเป็น 120,000 ให้ขายหุ้นออกมา 20,000 เก็บเป็นเงินสด หรือกองทุนรวมตลาดเงินเอาไว้ครับวิธีนี้ผมใช้จริงมาเกิน 5 ปี ซึ่งได้ผลดีครับ เช่นปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ทยอยซื้อกองทุนหุ้นที่ดัชนี SET Index ช่วงที่กำลังดิ่งลง และก็ได้ทยอยขายตลอดทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของดัชนีครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • myneewan2 said:

    เป็นมือใหม่เริ่มลงทุน และสนใจวิธีrebalance ค่ะ
    ตอนนี้ลงทุนโดยกำหนด%กำไรไว้ที่กองทุนแต่ละตัวและใช้วิธีDCA ดังนี้
    กองทุนFIFตัวที่1 ตั้งเป้าไว้กำไร20%จะขายออก แล้วเริ่มเก็บสะสมหน่าวยลงทุนโดยวิธีDCAไปเรื่อย ๆ จนได้กำไร 20%อีกแล้ว แต่กำไร20%นี้ไม่ได้คำนวณจากNAV แต่คำนวณจากจำนวนเงินของผลกำไรกับจำนวนเงินลงทุนเลย จึงขอข้อแนะนำและข้อคิดเห็น ขอบคุณค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

  • FundTalk (author) said:

    myneewan2:
    เป็นมือใหม่เริ่มลงทุน และสนใจวิธีrebalance ค่ะ
    ตอนนี้ลงทุนโดยกำหนด%กำไรไว้ที่กองทุนแต่ละตัวและใช้วิธีDCA ดังนี้
    กองทุนFIFตัวที่1 ตั้งเป้าไว้กำไร20%จะขายออก แล้วเริ่มเก็บสะสมหน่าวยลงทุนโดยวิธีDCAไปเรื่อย ๆ จนได้กำไร 20%อีกแล้ว แต่กำไร20%นี้ไม่ได้คำนวณจากNAV แต่คำนวณจากจำนวนเงินของผลกำไรกับจำนวนเงินลงทุนเลย จึงขอข้อแนะนำและข้อคิดเห็น ขอบคุณค่ะ

    ผมว่าเป็นไอเดียที่เวิร์คนะครับ

    เนื่องจากเป็นการใช้ DCA ผสมกับการ Rebalancing ถ้าดูจาก NAV น่าจะทำให้งง

    การคำนวณ 20% จากเงินลงทุนเลยน่าจะดีกว่าครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • myneewan2 said:

    ขอสอบถามเพิ่มเติมค่ะ
    ได้เคยขายส่วนของกำไรที่ได้ เมื่อมีผลกำไรถึงเป้าหมายที่กำหนดแล้ว
    ทางกองทุนจะนำยอดสั่งขายดังกว่าไปลดจากยอดของจำนวนเงินลงทุนปรากฏว่าเมื่อคำนวณผลกำไรแล้วยังมีกำไรถึงเป้าหมายของ%ที่ได้กำหนดไว้ เราควรขายเพิ่มหรือไม่ค่ะ
    แต่แนวทางที่ปฏิบัติอยู่คือจะขายเพียง 1 ครั้ง/เดือน แล้วทำDCAตามปกติแล้วจะเริ่มขายอีกครั้งถ้าผลกำไรถึงเป้าหมายที่กำหนด จึงขอข้อแนะนำและข้อคิดเห็น ขอบคุณคะ

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    ยังไม่เข้าใจที่คุณอธิบายมาทั้ง 100% ครับ
    แต่หลักที่ผมใช้คือทำการ rebalance ทุกครั้งที่ยอดกำไรขาดทุน มาแตะ 20% ของเงินลงทุน โดยอาจทำได้มากกว่า 1 ครั้งต่อเดือนครับ

    ในกรณีเก็บกำไรเป็นเงินสดไว้มาก ๆ แบ่งมาทำ DCA ต่อบางส่วนก็ได้ แต่ควรเก็บไว้ส่วนหนึ่งเผื่อกรณีที่เงินลงทุนปรับลดลงแล้วต้องเติมเงินเข้าไปเช่นกันครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Songsri K said:

    ระหว่างการทำ rebalance ตามการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคา กับการกำหนดเป็นเวลาที่ตายตัวเช่น ทุกๆ3เดือนโดยไม่สนใจราคาเลยอย่างไหนจะดีกว่าคะช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    การกำหนดเวลาตายตัว เหมาะสำหรับการทำ Dollar Cost Averaging มากกว่าครับ โดยเมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้นก็ทยอยนำเงินไปลงทุน โดยเป็นการเฉลี่ยต้นทุนไปในตัว

    ส่วนการ rebalancing สามารถทำควบคู่กันไปได้ครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • มงคล said:

    เป็นผู้เพิ่งจะศึกษาครับ
    ขอเรียนถามว่า ถ้านาทีนี้หุ้นขึ้นสูง 1,100 จุด +/- แล้ว และมีเงินพร้อมและตั้งใจจะลงทุนเพื่ออนาคต

    คำถามคือ นาทีนี้เหมาะที่จะเข้าลงทุนไหมครับ หากจะเข้าลงทุนตอนนี้ต้องพิจารณาสิ่งใดบ้าง

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    ถ้าทำตามสูตร Rebalancing ในบทความนี้ต่อนะครับ
    จากระดับ Set Index 715 ณ เดือนกันยายน 2009

    ขายทำกำไร 2,000 บาท เดือนสิงหาคม 2010 ที่ระดับดัชนี 858
    ขายทำกำไร 2,000 บาท เดือนพฤศจิกายน 2010 ที่ระดับดัชนี 1030

    แล้วก็ถือยาวมาจนปัจจุบันครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • R said:

    ผมไม่รู้เข้าใจถูกหรือไม่คับ คือผมสงสัยว่าวิธีนี้ดีแน่หรือเป่าคับ เพราะเท่าที่ดูถ้าหากเป็นแนวโน้มขาลง มันเหมือนกับเราซื้อถัวเฉลี่ยลงไปเรื่อยๆ หรือเป่าคับ สมมติว่าผมไม่มีเงินที่เข้ามาเติมแล้วเช่น จาก 10,000 ลงไป 20% เราไปหาเงินส่วนอื่นมาซื้อเข้าไปให้เต็ม คือ เบิ้ลเข้าไปอีก 2,000 และหากเติมแล้วมันลงไปอีก 20% เราก็ต้องหาเงินมาเบิ้ลเพิ่มแบบนี้ไปเรื่อยๆหรือเป่าคับ ถ้าแบบนี้เงินลงทุนเราหมดลง ไม่เท่ากับว่าเราพลาดหรือเป่าคับ แต่เท่าที่ผมรู้และเข้าใจคือ เพราะสิ่งที่ซื้อเป็นกองทุน ซึ่งก็จะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลและคัดเลือกหุ้นดี ทำให้ในระยะยาวแล้วมันจะกลับมาเอง คือถ้าเป็นแบบนั้นผมว่าใช้วิธี DCA และหาสิ่งที่มีแนวโน้มในระยะยาวเป็นขาขึ้น น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่านะคับ

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    วิธี Rebalancing เหมาะกับนักลงทุนที่ทำ Asset Allocation ครับ หมายถึงมีเงินใน Fixed Income & Cash ที่พร้อมจะโยกมาเข้าหุ้นเมื่อหุ้นตก ได้หลายขยัก

    ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้น 100% ครับ

    ส่วน DCA สามารถทำประกอบกับ Rebalancing ได้ครับ

    ที่สุดแล้วอยู่ที่ความชอบของแต่ละท่านด้วยครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • myneewan2 said:

    ได้ซื้อกองทุนGoldไว้แล้วกำไรถึงเป้าหมายดังนี้ค่ะ
    ลงทุน 10,000ได้กำไร(20%)จึงขายออกไป2,000
    เหลือเงินลงทุน 8,000แล้วยังได้กำไรถึง 20%อีก จึงขายอีก2,000
    เหลือเงินลงทุน6,000ก็ยังได้กำไรมากกว่า 20% ถ้ายังขายต่อไปอีกจะคล้ายๆเราขายยกPortเลยใช่ไหมค่ะแต่ดูเหมือนจะเสียค่าธรรมเนียมการขายหลายครั้ง
    เลยจะทดลองปรับดังนี้ค่ะ
    1.ถ้ากำไรถึงเป้าหมายจะขายยกPortเลยแล้วเก็บเงินไว้ที่กองทุนตลาดเงิน
    2.ระหว่างนั้นทำDCAกับกองทุนอื่น ๆ ที่มีอยู่ต่อไปรอถึงเป้าหมาย
    3.เริ่มทำDCAกับกองที่เราขายยกPortใหม่สะสมไปเรื่อย ๆ
    4.นำเงินจากกองตลาดเงินมาลงทุนนอกรอบDCAกรณีที่พบว่าPortติดลบมาก ๆ
    ขอคำแนะนำด้วยค่ะ ขอขอบคุณค่ะ

      ( Quote )

    [Reply]

    FundTalk Reply:

    การทำ rebalancing ตามบทความนี้ให้ขายเฉพาะส่วนกำไรออกนะครับ
    เช่นเวลามูลค่าขึ้นไป 12,000 ก็ขายไป 2,000 เก็บ 10,000 ไว้ลงทุนต่อ

    เห็นด้วยกับการทำ DCA สะสมไปเรื่อย ๆ

    เมื่อพอร์ตลงตามเปอร์เซนต์ที่กำหนดจึงค่อยนำเงินจากกองตลาดเงินมาลงครับ
    เช่นเงินลงทุน 10,000 ถ้ามูลค่าตกลงไปเหลือ 8,000 จึงค่อยนำเงิน 2,000 จากกองตลาดเงินโยกมาลงครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • No Line on the Horizon said:

    ขอบคุณบทความ และแนวคิดที่เป็นประโยชน์อย่างมากครับ

    ได้ลองนำไปใช้กับการลงทุนในกองทุนรวม
    พบว่าเป็นเกราะป้องกันตัวเองที่ดีจากอารมณ์โลภและกลัว ซึ่งมักเกิดขึ้นเวลานั่งดูดัชนี SET แกว่งไปมา

    ส่วนตัวผมแบ่งกองทุนหุ้นเป็น 2 กอง

    1) กองทุน A : ทยอยซื้อสะสมรายเดือน แบบ Dollar Cost Average
    2) กองทุน B : ใช้แนวทาง “ซื้อถูก ขายแพง” ตามบทความนี้

    พบว่าทั้งสองแนวทางตอบโจทย์ตัวเองได้ดี

    ต้องขอขอบคุณบทความของพี่มากๆครับ ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจในการลงทุนต่อเนื่อง เป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต” (ขอยืมคำ ดร.นิเวศน์)

    ป.ล.อันที่จริงได้อ่านบทความมาสักพักใหญ่ๆแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ามาขอบคุณสักทีครับ เลยถือโอกาสเสียเลย

      ( Quote )

    [Reply]

  • suchada said:

    กรณีLTFทำได้เฉพาะDCA ส่วนrebanceing แนะนำอย่างไรเนื่องจากมีระเบียบเรื่องการถือครองต้องครบ5ปีปฎิทินและห้ามซื้อเกิน15%

      ( Quote )

    [Reply]

  • PETAI said:

    ทุกๆ ครั้งที่ขายออกและซื้อเข้า มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนครับที่ต้องซื้อขายให้ตรงกับ rebalancing point
    เช่น ถ้าลงไปเกิน 20% อะไรทำนองนี้

    ขอบคุณครับ

      ( Quote )

    [Reply]

  • Bank said:

    ผมซื้อกองทุน เมื่อวันที่ 4/3/2013 5000บาท ที่ nav 37.7349
    จากนั้นตั้งใจไว้ว่าจะซื้อเพิ่มทุก 15 วัน (dca) วันที่ 15/3/2013 จึงซื้อเพิ่มอีก 1000
    ที่ nav 38.9196 ผมอยากทราบว่าเราคำนวณต้นทุนเฉลี่ยเพื่ออะไรครับ
    และกำไร ขาดทุน 20%จากการ rebalance คำนวณกับอะไร ครับ จำนวนเงิน
    (20% ของ 6000 ??) หรืออะไรครับ ขอความรู้ด้วย

      ( Quote )

    [Reply]

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

 

Switch to our mobile site