มนต์เสน่ห์ของการลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก – The Ultimate Choice by FundTalk

Yield curve ในช่วงการขึ้นดอกเบี้ย
29/10/15
ความสวยงามของหุ้นขนาดกลาง/เล็ก กับ TISCOMS
13/12/16
แชร์บทความนี้

เวลาคุยกับเพื่อนๆนักลงทุนที่ได้กำไรเยอะๆจากการลงทุนในหุ้น 2 เด้งบ้าง 3 เด้งบ้าง มักมีคำถามตามมาเสมอว่าเค้าลงทุนหุ้นอะไรกัน คำตอบที่ได้แทบจะทั้งหมดคือการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับว่ามันน่าสนใจอย่างไร แล้วทำไมนักลงทุนจำนวนมากมีความลุ่มหลงในหุ้นประเภทนี้กันนัก
“เริ่มจากพื้นฐานกันก่อน”

ตลาดหุ้นที่มีหุ้นอยู่หลายร้อยหลายพันตัวนั้นสามารถจัดกลุ่มตามขนาดของหุ้นออกมาได้ 3 กลุ่มคือ หุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดกลาง และหุ้นขนาดเล็ก แต่อย่าสับสนกันนะครับ ขนาดไม่ใช่ราคา การที่จะดูหุ้นว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก ไม่ได้อยู่ที่หุ้นนั้นมีราคาสูงหรือต่ำ แต่อยู่ที่มูลค่าของกิจการของบริษัทนั้นๆอยู่ที่เท่าไรหรือที่เราเรียกว่า Market Cap นั่นเอง วิธีหาการหามูลค่ากิจการก็ไม่ยากคือการนำจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆคูณกับราคาหุ้นปัจจุบัน เช่น บริษัท A มีจำนวน 1,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 5 บาท ก็แปลว่า Market Cap หรือมูลค่าของบริษัทนั้นเท่ากับ 5,000,000 บาท (1,000,000 x 5)

 

ในตลาดหุ้นโลกหุ้นขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่า Big Cap คือหุ้นที่มีมูลค่ากิจการใหญ่มากๆ โดยมักหมายถึงหุ้นที่มี Market Cap มากกว่า 10,000 ล้านเหรียญหรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาทนั่นเอง และก็มักจะเป็นหุ้นที่เราได้ยินชื่อกันบ่อยๆ เช่น Apple, Microsoft, Coca Cola เป็นต้น ในขณะที่หุ้นขนาดกลางมักมีมูลค่ากิจการที่ต่ำกว่าคือระหว่าง 5,000 – 10,000 ล้านเหรียญ (1.7 – 3.7 แสนล้านบาท) ซึ่งก็มักจะเป็นกลุ่มที่นักลงทุนนิยมเข้าไปลงทุนเนื่องจากทิศทางของบริษัทเริ่มมีความแน่นอนมั่นคง และสุดท้ายหุ้นขนาดเล็กมักหมายถึงหุ้นกลุ่มที่มีมูลค่ากิจการต่ำกว่า 5,000 ล้านเหรียญ หรือต่ำกว่า 1.7 แสนล้านบาท หุ้นประเภทนี้มักเป็นที่จับตามองของนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเนื่องจากมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า โดยสิ่งที่นักลงทุนพยายามมองหาคือหุ้นขนาดเล็กที่กำลังจะกลายเป็นหุ้นขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ในอนาคต

 

“ดัชนีและความน่าสนใจของหุ้นขนาดเล็ก”

เมื่อเราพูดถึงดัชนีที่เป็นตัวแทนของหุ้นขนาดใหญ่เรามักนึกถึง S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ 500 ตัวแรกเข้าด้วยกันและสร้างเป็นดัชนี ในขณะที่ดัชนีที่เป็นตัวแทนของหุ้นขนาดเล็กคือ Russell 2000 Index ซึ่งเป็นการรวมกันของหุ้น 2000 ตัวที่มีขนาดเล็กที่สุดในสหรัฐ

 

บ่อยครั้งเวลาที่ผมลงทุน หุ้นที่ชอบเข้ามาเตะตาผมคือหุ้นขนาดเล็กๆที่หลายๆคนไม่ค่อยสนใจ เนื่องจากบริษัทพวกนี้มักยังมีรายได้ไม่มาก แต่ถ้าหากมีผู้บริหารที่เก่งๆ อาจสามารถนำพาบริษัทไปได้อีกไกลเลยทีเดียว ไม่เหมือนกับหุ้นขนาดใหญ่ๆ ที่มีกำไร 4-5 หมื่นล้าน หากจะเพิ่มกำไรซักหนึ่งเท่าตัวเป็น 1 แสนล้านนั้นไม่ง่ายเลย รวมถึงโดยธรรมชาติปลาใหญ่ชอบกินปลาเล็ก บริษัทเล็กๆมักถูกซื้อกิจการ (takeover) โดยบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ

 

“ของดีที่ยังไม่มีคนเห็น”

abags1

จะใช้คำว่าเพชรในตมก็คงไม่ผิดนัก นักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่เลือกที่จะ cover บริษัทที่มีขนาดใหญ่เพราะมีคนสนใจมาก และเป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วๆไป ไม่ต้องอธิบายมาก ทำให้ข้อมูลต่างๆของบริษัท Big Cap ถูกวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว เมื่อมีข้อมูลใหม่ๆออกสู่ตลาดข้อมูลเหล่านั้นจะถูกวิเคราะห์และสะท้อนในราคาแทบจะทันที ในทางตรงกันข้าม จากข้อมูลของ Bloomberg หุ้น Small Cap มักมีนักวิเคราะห์เฉลี่ยเพียง 7 คนเท่านั้น ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่มีนักวิเคราะห์ติดตามประมาณ 21 คนหรือมากกว่า 3 เท่า ทำให้หุ้นขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมีโอกาสที่จะมีของดีที่ยังไม่ถูกค้นพบมากขึ้น

 

“เด็กๆโตเร็ว”

abags2

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนในบริษัทต่างๆคือ “กำไร” ราคาหุ้นที่จะขึ้นหรือลงในระยะยาวก็อยู่ที่ “กำไร” ทำให้กำไรคือหัวใจของการลงทุนในบริษัทต่างๆ ถ้าบริษัทนั้นไม่มีกำไรราคาหุ้นก็คงจะตกลงเรื่อยๆ กำไรตกหุ้นก็ลง กำไรเพิ่มหุ้นก็ขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเฟ้นหาหุ้นคือ “กำไรที่โตอย่างก้าวกระโดด” อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่าบริษัทใหญ่ๆจะเพิ่มกำไรเป็นเท่าตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในทางตรงกันข้ามบริษัทเล็กๆประกอบกับผู้นำที่มีวิสัยทัศน์สามารถทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จากข้อมูลของ FactSet และ Morningstar พบว่า Earning Per Share Growth (EPS Growth) ของหุ้นขนาดเล็กหรือการเติบโตของกำไรต่อหุ้นนั้นสามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่าหุ้นขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญรวมถึงอัตราส่วนราคาต่อผลกำไรหรือ Price/Earning ด้วยเช่นกัน

 

“ของดีดี ก็มีแต่คนอยากได้”

abags3

บริษัทขนาดเล็กที่สามารถเติบโตและสามารถสร้างผลกำไรได้ดีมักเป็นเป้าหมายในการซื้อกิจการ (takeover) จากบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าอาจเพื่อเป็นการขยายกิจการ เพื่อตัดคู่แข่ง หรือเพื่อการได้มาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆก็ตาม จากการศึกษาในอดีตพบว่า เมื่อมีการซื้อกิจการเกิดขึ้นนักลงทุนควรซื้อหุ้นของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการไม่ใช่บริษัทที่เป็นผู้เข้าไปซื้อ เนื่องจากบริษัทที่เข้าไปซื้อมองเห็นว่าบริษัทที่ถูกเข้าไปซื้อนั้นมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ข้อมูลจาก Bloomberg พบว่าตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาเมื่อเกิดการซื้อกิจการขึ้นบริษัทที่เข้าไปซื้อยินดีจ่ายแพงกว่า 20 – 30% เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าหุ้นขนาดเล็กมักเป็นเป้าหมายของการซื้อกิจการและราคาหุ้นมักปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่มีข่าวว่าจะถูกซื้อกิจการ

 

“แล้วลงทุนที่ไหนดี”

มาถึงจุดนี้นักลงทุนหลายท่านคงมีคำถามมากมายและสงสัยว่าจะซื้อหุ้นขนาดเล็กได้อย่างไรที่ไหนดี ประเทศที่มีหุ้น small cap เยอะที่สุดในโลกคงหนีไม่พ้นสหรัฐฯ เมื่อมีหุ้น small cap อยู่เยอะทำให้นักลงทุนมีโอกาสมากกว่าในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ทลงทุน นอกจากนั้นสหรัฐฯ มีสภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้มวลรวมประชาชาติ (GDP) ล่าสุดอยู่ที่ +3.3% จากที่เคยติดลบเกือบ 4% ในช่วงปี 2008 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างชัดเจนของประเทศสหรัฐฯ โดยรวม นอกจากนั้นหากดูที่ภาคแรงงาน อัตราการว่างงานที่เคยสูงกว่า 10% ในช่วง Hamburger Crisis ปี 2009 ปัจจุบันกลับมาอยู่ที่เพียง 4.7% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคแรงงานมีความแข็งแกร่งมาก ประชาชนได้ทำงานที่อยากทำ รวมถึงล่าสุดมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงรัฐบาลมีความมั่นใจมากว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโตได้ด้วยดี

abags4

หากมองที่ตลาดหุ้นขนาดเล็กในโลก พบว่ามีขนาดประมาณ 4.4 แสนล้านเหรียญ แต่กว่า 40% หรือประมาณ 1.8 แสนล้านเหรียญอยู่ในสหรัฐ! นับว่าลงทุนในประเทศเดียวครอบคลุมกว่า 40% ของหุ้นขนาดเล็กทั่วโลกเลยทีเดียว นอกจากนั้นตลาดหุ้นในสหรัฐฯ เองประกอบด้วยหุ้นขนาดเล็กกว่า 70% ของตลาดทั้งหมด นับว่าเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจมากสำหรับการลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก

 

“แล้วจะลงทุนยังไงดี”

นักลงทุนในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังมีการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กไม่มากนัก เนื่องจากมีอุปสรรคหลายอย่างเช่น หุ้นขนาดเล็กในประเทศไทยไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาซื้อได้แต่ขายไม่ได้! หรือบางคนอาจไม่มีเวลาติดตามมากพอ ทำให้เกิดการขาดทุนอย่างหนักในหุ้นขนาดเล็ก รวมถึงไม่มีเวลาศึกษาที่มากพอ ทำให้การลงทุนหุ้นขนาดเล็กในประเทศไทยดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก ทำให้นักลงทุนเริ่มสนใจลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐ แต่คงไม่มีเวลาไปศึกษาด้วยตัวเอง เนื่องจากไกลจากประเทศเรามาก ดังนั้นวิธีการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือการลงทุนผ่านกองทุนรวม

Aberdeen American Growth – Smaller Companies Fund หรือ ABAGS เป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยบลจ.อเบอร์ดีน ที่มีชื่อเสียงมายาวนานในเรื่องการคัดเลือกหุ้นและการลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า (Value Investment) ซึ่งเหมาะกับการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี กองทุนกองนี้เปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้รับความสนใจจากนักลงทุนในบ้านเราอย่างมากทำให้ปัจจุบันมีขนาดเกือบ 1,000 ล้านบาท

 

“กองทุนนี้ไปลงทุนอะไร”

กองทุนกองนี้ไปลงทุนในกองทุนหลัก Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund ซึ่ง Aberdeen เองเป็นบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลกที่ออกขายให้กับนักลงทุนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ (มี market capital น้อยกว่า 5000 ล้านเหรียญ) ปัจจุบันผู้จัดการกองทุนลงทุนในหุ้นขนาดเล็กแบบเน้นๆเพียง 50 ตัวจากกว่า 2000 ตัว (ในดัชนี Russell 2000 และหุ้นขนาดเล็กอื่นๆ) ซึ่งหุ้น 10 ตัวแรกที่กองทุนถือมีมูลค่าเป็น 1 ใน 4 ของขนาดกองทุนเลยทีเดียว นักลงทุนบางท่านอาจคิดว่าการลงทุนในหุ้น 50 ตัวนั้นมันกระจายเกินไป แต่ส่วนตัวผมคิดว่าหุ้นขนาดเล็กเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นการกระจาย 50-100 ตัวนั้นเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายไม่มากในกรณีที่หุ้นที่เลือกไม่เป็นไปดังหวังนะครับ

 

“ผลตอบแทนที่ผ่านมา”

abags5

ตั้งแต่ตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559แม้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีความผันผวนสูงและเกิดความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐและผล Brexit ที่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกไปทั่วโลก แต่กองทุน Aberdeen American Growth – Smaller Companies Fund (เส้นสีฟ้า) ให้ผลตอบแทนสูงถึง 4%* ในขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กโดยรวม (Russell 2000 Total Return) ในเส้นสีเหลือง ให้ผลตอบแทนติดลบ -2.3% นับว่าผู้จัดการกองทุนมีฝีมือในการคัดเลือกหุ้นเข้าลงทุนได้ดีทีเดียว ถือได้ว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจอย่างยิ่งครับ

*แหล่งที่มา Bloomberg

abags6

สุดท้ายไปดูที่ผลตอบแทนกองทุนแม่ที่ต่างประเทศกันบ้าง Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund ถ้าลองดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2014 ผลตอบแทนกองทุนอยู่ที่ 24.64% (สีชมพู) เอาชนะได้ทั้งหุ้นขนาดใหญ่อย่าง S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 19% (สีส้ม) และเอาชนะดัชนี Russel 2000 ที่เป็นตัวแทนหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทน 1.4% (สีเหลือง) ไปแบบขาดลอย เรียกว่าถ้าเป็นเรื่องการเลือกหุ้น Aberdeen ของเค้าดีจริงครับ

 

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aberdeen-asset.co.th/fundtalk

 

*บทความข้างต้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้บ่งบอกถึงผลการดำเนินงานในอนาคต นักลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะและความเสี่ยงของกองทุนโดยละเอียดก่อนเข้าลงทุน

 

Fund Talk รายงาน

Facebook Comments

แชร์บทความนี้
FundTalk
FundTalk
คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net