FundTalk – จะดูผลการดำเนินงานกองทุนรวม…ยาวแค่ไหนดี?

InvestmentTalk – มองการชุมนุม, งาน Motor Show, และความคิดของนักลงทุนต่างชาติ ผ่านตลาดหุ้น
08/04/10
InvestmentTalk – นักลงทุนดันโด (The Dhandho Investor) ตอนที่ 1
25/04/10

           

นักลงทุนหลายๆท่านคงเคยถามตัวเอง หรือถามเพื่อนๆว่า ผลการดำเนินงานย้อนหลังกองทุนนี่ เชื่อถือได้แค่ไหนนะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนในตอนนี้ เมื่อเข้าไปดาว์นโหลด Fund Fact Sheet ของกองทุนหุ้นแต่ละบลจ. ออกมาดูก็คือ ผลการดำเนินงาน 1 ปี ดูสวยหรู ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นไทย หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ ใครเพิ่งเข้ามาในตลาด พอเห็นแบบนี้ ก็พูดกับตัวเองทันทีว่า ดีกว่าเงินฝากตั้งเยอะ ลุย!!

            แต่ช้าก่อนครับ…. ^^ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ที่หุ้นขึ้นไป peak แถวๆ 900 จุด ต้นๆ ตอนนั้น Fund Fact Sheet ของกองทุนหุ้นในไทย หรือในต่างประเทศกองไหนก็ดูดีเหมือนกันหมด ไม่มีใครในตลาดคาดได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกถึงจุดอิ่มตัวเสียแล้ว พอลงทุนปั๊ป เงินในกองทุนของเราก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ตัวเลขผลการดำเนินงานใน Fund Fact Sheet ก็ลดตามลงมาเรื่อยๆจนเราคิดไปว่า โดนผู้จัดการกองทุนหลอกเสียแล้วสิ

           ไม่ว่าใครจะเจอกับประสบการณ์แบบไหนมา ขออย่าให้คิดว่า “เราไม่สามารถนำผลการดำเนินงานในอดีตมาประกอบการตัดสินใจได้แล้ว” เรามาดูสาเหตุกันหน่อยนะครับ

1. ดูแค่เฉพาะกองที่ตัวเองคุ้นเคย ไม่ได้ดูเปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันของ บลจ.อื่น
2. คิดจะลงทุนแค่ 6 เดือน หรือ 1 ปี เลยดูย้อนหลังไปแค่ 6 เดือน กับ 1 ปี
3. ไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจ หรือภาวะตลาด เพราะคิดว่า ผู้จัดการกองทุนจะดูให้ทุกอย่าง
4. ไม่สนใจดูรายละเอียดการถือหุ้นของกองทุนว่าเป็นกลุ่ม เสี่ยงต่ำ หรือเสี่ยงสูง เลือกแค่ Performance ย้อนหลังเท่านั้น
5. ไม่ดูผลการดำเนินงานย้อนหลังเลย เห็นเพื่อนๆหรือคนรอบข้างบอกว่าได้กำไรจากหุ้นมาแล้ว เลยซื้อตาม

               จากสาเหตุทั้ง 5 ข้อ ดูแล้ว ใครติ๊กที่ข้อ 5. ด้วย ก็ถือว่าเหนื่อยกว่านักลงทุนคนอื่นเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพราะการลงทุนของคุณไม่ได้มาจากเหตุผล แต่มาจากอารมณ์และความอยากได้ (กิเลส) ล้วนๆ วิธีแก้ไขคือ ต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะตลาด นโยบายการลงทุน อีกซักหน่อย เพื่อให้มีข้อมูลอยู่ในหัวมากกว่าแค่ ซื้อเพราะคนอื่นเขาซื้อ แก้ไขนักลงทุนข้อ 5. ไปให้แล้ว เหลืออีก 4 ข้อนะครับ ต่อกันทีละข้อเลย ข้อที่ 1. ดูแค่เฉพาะกองที่ตัวเองคุ้นเคย ไม่ได้ดูเปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันของ บลจ.อื่น – ถึงเวลาที่หุ้นในตลาดตก NAV ของกองทุนประเภทเดียวกัน ก็คงจะตกลงมาเหมือนกัน แต่ % การลง นั้น แรงมาก แรงน้อยต่างกัน สาเหตุมาจาก แต่ละ บลจ. มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน วิธีแก้ไขก็คือ เราต้องดูว่า กองทุนแบบไหนเสี่ยงสูง เหมาะกับตลาดขาขึ้น กองทุนไหนเสี่ยงต่ำ เหมาะกับตลาดขาลง หรือกองทุนในไม่นิยมตามภาวะตลาด เน้นหุ้นพื้นฐาน ลงทุนระยะยาว จ่ายปันผลดีๆ แค่นี้ เราก็จะมีตัวเลือกมาขึ้น

                ข้อที่ 2. คิดจะลงทุนแค่ 6 เดือน หรือ 1 ปี เลยดูย้อนหลังไปแค่ 6 เดือน กับ 1 ปี – ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า นักลงทุนทั่วไปที่ตอบข้อนี้ จะรู้สึกว่าตัวเองเจ็บตัวมากกว่านักลงทุนที่ผิดพลาดเพราะ 4 ข้อที่เหลือ เนื่องจาก สำหรับกองทุนหุ้นแล้ว ระยะเวลา 6-12 เดือน ถือว่าสั้นไปสำหรับการประเมิณผลตอบแทนกองทุนหุ้น ซึ่งถือว่ามีความผันผวนสูง และมีวัฏจักรที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 1 ปี ทำให้ หากนักลงทุนเข้ามาในตลาดช่วงที่เศรษฐกิจใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว มีโอกาสขาดทุนสุง เหมือนรอบปี 2008 ที่ผ่านมา วิธีแก้ไขคือ ต้องปรับวิธีคิดครับ หากจะลงทุนในกองทุนหุ้น ระยะเวลาต่ำกว่า 1 ปี นั้นหมายถึงคุณกำลังเสี่ยงกับโอกาสขาดทุน มากกว่าคนที่มี Time Horizon ในการลงทุน 3 ปี 5 ปี เพราะพวกเขาจะใจเย็นมากกว่า มองภาพที่ไกลมากกว่า และไม่โดนความผันผวนของตลาดเล่นงานจนเกิดอารมณ์และตัดสินใจผิดพลาด แต่หากใครยังคิดว่า อยากลงทุนในระยะเวลาสั้นๆในกองทุนหุ้นจริงๆ ก็อาจจำเป็นต้องมีความรู้ในตลาดหุ้น วงจรเศรษฐกิจ ที่ลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก หรืออาจจำเป็นต้องใช้ Technical Analysis เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ ก็น่าจะสามารถลดความเสี่ยงลงได้

               ข้อที่ 3. ไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจ หรือภาวะตลาด เพราะคิดว่า ผู้จัดการกองทุนจะดูให้ทุกอย่าง – ผู้จัดการกองทุนหุ้นไม่มีทางเลือกนะครับ เพราะเขาคิดว่า นักลงทุนที่ลงทุนกับเขา ต้องอยากได้หุ้น หากถือเงินสดเยอะเกินไป จะเข้าข่ายผิดกฎ กลต. เนื่องจากถือครองหุ้นต่ำกว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้ (ปกติกำหนดไว้ว่าห้ามต่ำกว่า 65% ในรอบปีบัญชีนั้นๆ) จริงๆแล้วสามารถตอบคำถามข้อ 3. ด้วยคำตอบข้อ 2. เหมือนกัน คือ ผู้จัดการกองทุนคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้นๆ เพราะในระยะสั้นความผันผวนจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะการเมือง โรคภัย หรือ ข่าวโคมลอย อะไรก็ตาม ล้วนทำให้ราคาหุ้นรายวันเปลี่ยนแปลงไปมาทั้งสิ้น แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเศรษฐกิจดีจริง บริษัทดีจริง ถึงแม้จะโดน Subprime ไปบ้าง ยอดขายลดลงไปบ้าง ก็น่าจะฟื้นกลับมาได้ ไม่ล้มหายตายจากตลาดไปอย่างตอนวิกฤตต้มยำปี 40 หากผู้จัดการกองทุนสามารถ Timing ตลาดได้ว่า นี่คือจุดสูงสุด นี่คือจุดต่ำสุดจริง ผมว่า เขาคงไม่ทำอาชีพนี้ ในทางตรงกันข้าม เป็นผม ผมก็ลาออกมาแล้วลงทุนเองดีกว่าที่จะต้องมานั่งวิเคราะห์งบ ทำ Company Visit ทั้งปี แล้วโดนนักลงทุนรายย่อยด่าใส่เมื่อตอนตลาดหุ้นลงแรงๆ ไม่มีใครในตลาด Timing ได้เก่งกว่ากันหรอกครับ มีแต่ว่า ใครสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่ากันมากกว่า

               ข้อที่ 4. ไม่สนใจดูรายละเอียดการถือหุ้นของกองทุน ว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่ำ หรือเสี่ยงสูง เลือกแค่ Performance ย้อนหลังเท่านั้น – ข้อนี่ก็เข้าข่าย มีข้อมูลในการตัดสินใจน้อยเกินไป ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง ไม่ได้บอกเราทุกอย่างว่าในอนาคตแล้วกองทุนจะดีเหมือนเดิม บอกเราแต่ว่า ที่ผ่านมาบริหารดียังไง สิ่งหนึ่งที่ยากฝากไว้คือ ขอให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับดัชนีชี้วัด หรือ Benchmark ไว้เสมอ สำหรับกองทุนหุ้นไทยก็คือ SET Index นั้นหล่ะ เพราะหากกองไหนผลการดำเนินงานต่ำกว่า Benchmark เป็นระยะเวลายาวนาน แสดงว่า มีปัญหาเรื่องระบบการบริหารพอร์ตจริงๆแล้วละครับ แต่ถ้าเจอต่ำกว่าในระยะสั้นๆ แค่ 6 เดือน 1 ปี ก็ยังอาจตอบไม่ได้

                สุดท้าย ยังไม่ได้ตอบคำถามหัวข้อเลยว่า เลยควรดูยาวเท่าไหร่ คำตอบคือ ยาวเท่าที่จะเป็นได้ อย่าดูแค่ระยะสั้นๆ เพราะการขาดทุนจากการลงทุน จริงๆแล้วไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่เราดูผลการดำเนินงานย้อนหลังสั้นเกินไปเพียงอย่างเดียว ยังเกิดจาก เราขาดความรู้ ความเข้าใจในพฤติกรรมของตลาดหุ้น และพฤติกรรมการลงทุนที่เหมาะสมของตัวเราเองมากกว่าครับ

โชคดีในการลงทุนครับ

Mr.Messenger
Mr.Messenger
คุณ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ รู้จักกันในนามแฝงในเว็บบอร์ดพันทิพย์ ห้องสินธร ว่า “Mr.Messenger” ได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนทั้งในหุ้น และกองทุนรวมมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็น Strategy and Portfolio Performance Section Head ของฝ่ายธนบดี ธนาคารกรุงศรี

13 Comments

  1. FundTalk says:

    ยินดีต้อนรับ Author ท่านใหม่ที่จะมาร่วมแชร์ความรู้ดี ๆ ผ่านบทความ และการแลกเปลี่ยนกันใน http://fundmanagertalk.com/forum ให้กับคุณผู้อ่านครับ

    จริง ๆ แล้วหลายท่านที่เคยเล่น Pantip.com ห้องสินธร อาจจะคุ้นเคยกับคุณ Mr.Messenger โดยเฉพาะกระทู้ยอดฮิต คือ ผลการดำเนินงานของ Money Market Fund กันอยู่แล้วล่ะครับ

    ขอบคุณ และยินดีต้อนรับครับ ^_^

  2. Ponlotat says:

    พี่ๆ fund managers ครับ รบกวนสอบถามนิดนึงครับ

    กอง bond ที่มีนโยบายลงใน corporate bond เยอะๆ

    จะใช้อะไรเป็นตัว benchmark อ่ะครับ

    ใช้ ดอกเบี้ย/yield อันไหนครับ

    ขอบคุณมากครับ

  3. Anonymous says:

    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

  4. Mr.Messenger says:

    <blockquote cite="comment-407">

    พี่ๆ fund managers ครับ รบกวนสอบถามนิดนึงครับกอง bond ที่มีนโยบายลงใน corporate bond เยอะๆจะใช้อะไรเป็นตัว benchmark อ่ะครับ ใช้ ดอกเบี้ย/yield อันไหนครับขอบคุณมากครับ  <a title="Click here or select text to quote comment" href="void(null)" rel="nofollow">( REPLY )

    ปกติ Corporate Bond ก็มีการซื้อขายทุกวัน แต่ Volume ไม่มากเท่ากับ Government Bond นะครับ

    ลองเข้าไปดู website http://www.thaibma.or.th เลือก Home > Price & Yield > Quotation > Corporate Bonds Quoted และเลือกตรง Tools bar ที่ Corporate Bond

    จะมีบอกราคาล่าสุดที่มีการซื้อขายในตลาดวันนั้นครับ ก็พอจะทราบคร่าวๆว่า บริษัทไหน อายุตราสารประมาณไหนให้ Yield เท่าไหร่ สามารถเลือกวันย้อนหลังได้ด้วยครับ

  5. Mr.Messenger says:

    <blockquote cite="comment-412">

    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ  <a title="Click here or select text to quote comment" href="void(null)" rel="nofollow">( REPLY )

    แวะเข้ามาอ่าน และแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ตลอดนะครับ ยินดีต้อนรับเสมอ ^^

  6. Ponlatat says:

    ครับ…ขอบคุณมากเลยครับ

    เผอิญมีข้อสงสัยอีกนิดนึง เพิ่งไปอ่านเจอมา

    "ถ้าหากมีพอร์ตบอน 2 พอร์ตโดยที่มี duration เท่ากัน

    พอร์ต 1 ลงแบบ Bullet

    พอร์ต 2 ลงแบบ Barbell

    ทำไมเค้าจึงบอกว่าในกรณีที่ Yield Curve เปลี่ยนแปลงแบบชันน้อยลง แล้วพอร์ตที่ลงแบบ Barbell จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแบบ Bullet ทุกช่วงการเปลี่ยนแปลง ครับ

    เค้าอธิบายเพิ่มเติมว่าการจัดแบบ Barbell จะมี convexity สูงกว่าพอร์ต Bullet ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับ

    รบกวนด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ ผมยังเรียนโทนิด้าอยู่เลยครับ

  7. FundTalk says:

    สวัสดีครับ

    พอร์ต Bullet โดยมากจะหมายถึงลงทุนในช่วงกลาง Yield Curve เช่น 5 ปี ครับ

    พอร์ต Barbell ตัวอย่างโดยมากก็จะใช้ bond 2 กับ 10 ปีคู่กันครับ

    เวลา Yield Curve ความชันน้อยลง เช่น อายุยาว yield ลงแรง ระยะสั้น yield ลงไม่เยอะ พอร์ต Barbell จะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะ yield ตัวยาวปรับลงมาก

    ที่พอร์ต Barbell convexity สูงกว่าพอร์ต Bullet เป็นเพราะว่า Bond ตัวยาวมี convexity มากกว่า Bond ตัวสั้นครับ (convexity มันก็คือ differentiation ของ duration นั่นเอง)

    หากมีคำถามเพิ่มเติมไปคุยกันที่เวบบอร์ดก็ได้นะครับ http://fundmanagertalk.com/forum/

  8. Anonymous says:

    ผมยังเชื่อ นโยบายกองทุนเชิงรับPassive Fund เพราะในระยะยาว ไม่มีใครสามารถชนะตลาดไปได้ทุกๆรอบ ปี2551 กองทุนเชิงรับ NAVร่วงหนักเพราะถือหุ้นเต็มอัตรา

    แต่พอปี 52 ตั้งแต่ เม.ย.52เป็นต้นมา หุ้นเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว กองทุนเชิงรับที่ถือหุ้นเต็มมือ ก็วิ่งนำหน้าดัชนี ด้วยเงินปันผลที่ได้รับเดือน เมษา 52 ไปซื้อหุ้นเพิ่มเติม ส่งผลให้กองทุนเชิงรับชนะดัชนีเด็ดขาด ส่วนกองทุนเชิงรุกส่วนใหญ่ ก็ขายหุ้นออกไปเพราะคิดว่าตลาดจะตกลงมา

    แต่สุดท้ายกองทุนเชิงรับก็ชนะงดงาม

    การลงทุนก็ทยอยซื้อเป็นระยะๆ อย่างน้อยทุกๆสัปดาห์ จะได้ค่าเฉลี่ยถูกแพงกันไปจะดีกว่า

  9. Mr.Messenger says:

    ขอบคุณสำหรับ Comment คุณสมหวังครับ

    กองทุนที่เน้นการลงทุนแบบ Active management Portfolio ในตลาดกองทุนมีเยอะจาก Passive หลายเท่าตัว ดังนั้น หากนักลงทุนส่วนใหญ่จะพบกับประสบการณ์แย่ๆใน Active Fund ก็ไม่แปลกครับ แต่ที่อยากจะบอกก็คือ Active Fund ที่ชนะ Passive Fund หรือ เรียกว่าสามารถชนะดัชนี SET Index ได้ ก็มีให้เห็นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า กองทุนประเภทไหน ชนะ อีกประเภท ไปตลอด 100% ก็คงง่ายเกินไปที่จะตอบอย่างนั้นครับ

    ผมยกตัวอย่างกองทุน Aberdeen Growth ของ บลจ.อเบอร์ดีน กองนี้ให้ดูเปรียบเทียบกับ SET TRI ให้ดู หากไม่รู้จัก SET TRI ลองดูตามลิงค์นี้ครับ ว่าคำนวนมาจากไหน http://www.set.or.th/th/products/index/tri_p1.htm

    Thanks: gamethai showpic

    จะเห็นว่า Aberdeen Growth ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด หากเทียบเป็น % แล้วก็สูงกว่า SET TRI ราวๆ 23% หากนับไป 7 ปีย้อนหลัง

    อาจจะเถียงผมว่า เลือกระยะเวลามายาวไปหรือเปล่า

    ผมก็ตอบว่า 1 ปี 2 ปี 3 ปี ย้อนหลัง ก็มีกองทุนที่ชนะ SET TRI อยู่ทุก period ครับ

    ปัญหาคือ เราหามันเจอหรือเปล่า ก็แค่นั้น ^^

  10. Mr.Messenger says:

    Up รูปไม่ขึ้นแหะ

    ลองไปดูตามลิงค์นี้แล้วกันครับ Aberdeen Growth Vs. SET TRI
    http://www.showpic.in.th/show.php?id=8cfbaa837e48

  11. Anonymous says:

    กองทุนเชิงรับ ไม่มีทางที่ผลตอบแทยได้ท็อป 5 ดอก มิฉะนั้น กองทุนเชิงรุกก็คงเสียแรงไปเปล่าๆ

    แต่สังเกตุดู กองทุนเชิงรับ เปรียบเหมือนกับเด็กที่สอบได้ ที่ 8 ที่ 9 ไม่เกินที่ 13 เสมอๆจากเด็กนร.ในห้อง

  12. Anonymous says:

    กองทุนเชิงรับ ไม่มีทางที่ผลตอบแทนได้ท็อป 5 ดอก มิฉะนั้น กองทุนเชิงรุกก็คงเสียแรงไปเปล่าๆ

    แต่สังเกตุดู กองทุนเชิงรับ เปรียบเหมือนกับเด็กที่สอบได้ ที่ 8 ที่ 9 ไม่เกินที่ 13 เสมอๆจากเด็กนร.ในห้อง

  13. Anonymous says:

    เมื่อดัชนีหุ้นสูงจนเกินความคาดหมาย พวกกองทุนเชิงรุก ก็จะลดพอร์ตขายไปก่อน ดังนั้น ผลดำเนินการActive Fund ก็แพ้Passive Fund ดังตัวอย่าง วันที่ 5 พ.ย.53

    TMB SET 50 +1.13%

    TMB JUMBO 25 LTF +1.21%

    AYF SET 50 LTF +1.16%

    ทั้ง 3 กองเป็นกองทุนเชิงรับ Passive Fund

    ลองดู ต.ย.กองทุนเชิงรุกบ้างในวันเดียวกัน

    Aberdine LTF +0.14%

    AYF Dividen LTF -0.29%(ก่อนหน้าเคยได้อันดับ 1)

    SCB Target LTF +0.70%

    K-20 LTF +0.72%

    K-LTF +0.69%

    บัวหลวง LTF +0.82%

    เพราะพวกแอคทีพ ก็จะชิงขายหุ้นลดพอร์ตออกไปก่อนส่วนหนึ่ง แต่เมื่อตลาดไปต่อ จึงแพ้กองทุนเชิงรับที่ถือหุ้นเต็มอัตรา

    ผมตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า ถ้าดัชนี เกิน 1000 จุดเมื่อไร Active Fund < passsive Fund

Leave a Reply

Your email address will not be published.