InvestmentTalk – ก้าวแรกสำหรับรายย่อยในการซื้อตราสารหนี้

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้คืออะไร ต้องย้อนกลับไปที่พื้นฐานว่า ไม่ว่าธุรกิจใด ๆ การดำเนินธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่ง ใช้เงินตัวเองคือเงินทุนเรือนหุ้น อีกส่วนหนึ่งก็ต้องใช้แหล่งเงินภายนอก เช่น การกู้ยืมเงิน (การรับฝากเงินก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินประเภทหนึ่ง ) สมมุติว่า ถ้าเรามีบริษัทที่ต้องบริหาร เมื่อต้องการเงินทุนเพื่อดำเนินกิจการ สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ ไปกู้ธนาคาร แต่ง่ายที่สุด ไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่ำที่สุด เพราะธนาคาร ก็จะตั้งดอกเบี้ยที่เขาได้กำไรพอสมควร และเราก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของเขา เช่น ต้องชำระคืนในกี่งวด ต้องมีหลักประกัน ต้องมีงบการเงินที่ดี หากทำไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ธนาคารก็จะไม่ปล่อยกู้เรา

ถ้าเราเป็นบริษัทเล็ก ๆ ก็คงไม่มีทางเลือก ที่จะต้องไปกู้ธนาคาร แต่ถ้าเราเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง ตัวอย่างเช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย บริษัทการบินไทย เป็นต้น เราก็สามารถที่จะนำความน่าเชื่อถือนั้นมาช่วยลดต้นทุนโดยการ ที่จะกู้ยืมบุคคลทั่วไปแทนที่จะไปกู้ยืมธนาคาร โดยการออกตราสารหนี้

ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกขาย ก็เหมือนกับตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือการกู้เงินธนาคาร เพียงแต่ผู้ขาย (หรือผู้ที่จะเป็นลูกหนี้) สามารถกำหนดเงื่อนไขเอง เช่น จะจ่ายดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี แบ่งจ่ายดอกเบี้ยกี่ครั้งต่อปี ระยะเวลาที่เป็นหนี้กี่ปี ถึงจะคืนเงินต้นให้  โดยใช้กลไกตลาดเป็นตัวตัดสินว่า ตราสารหนี้ที่เราเสนอขาย เช่น บริษัทA ต้องการหาเงินทุนในการบริหารงาน 100 ล้านบาท หากเขาไปขอกู้เงินกับธนาคาร ก็อาจต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ธนาคาร เช่น ต้องเสียดอกเบี้ย MOR หรือ 7.5% ต่อปี(อัตราสมมุติ) ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน ต้องจ่ายคืนเงินต้นภายใน 1 ปี ต้องเอาที่ดินค้ำประกัน

แต่ถ้าบริษัทA มีชื่อเสียงความน่าเชื่อถือสูง คนทั่วไปรู้จักดี บริษัทA ก็จะออกตราสารหนี้  โดยกำหนดเงื่อนไขเองว่า จะให้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2  ครั้ง คืนเงินต้นให้เมื่อครบ 2 ปี

คนทั่วไปที่ทราบข่าว ก็จะประเมินว่า ดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่บริษัท A ออก คุ้มไหม กับระยะเวลาที่ต้องเอาเงินไปจม 2 ปี ความเสี่ยงที่บริษัท A จะล้มละลาย ซึ่งโดยทั่วไป ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออก จะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากธนาคารอยู่แล้ว หากยอมรับความเสี่ยงได้ ผู้ซื้อก็จะขอซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า การออกตราสารหนี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งคนซื้อและคนขาย คนขายหรือลูกหนี้ สามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขที่ตนเองต้องการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดต้นทุนด้านดอกเบี้ย (แต่ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด และความเสี่ยงนะครับ ไม่ใช่ออกตราสารหนี้ 20 ปี ให้ดอกเบี้ย 3% ถ้าออกอย่างนี้ก็คงไม่มีใครซื้อแน่นอน) ในขณะที่คนซื้อ (เจ้าหนี้) ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินสถาบันการเงิน (และควรจะดีกว่าการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่อายุเท่ากันด้วย) ประเด็นที่สำคัญที่จะทำให้ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายนั้น ขายได้คือ ต้องมีความพึงพอใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเงื่อนไข ตราสารหนี้นั้น

ตัวอย่างเงื่อนไขที่จะต้องมีในตราสารหนี้นั้น ๆ เช่น

  • หน่วยละเท่าใด (ปกติ หน่วยละ 1,000 บาท และซื้อขั้นต่ำ 1,000 หน่วยหรือ  1 ล้านบาท)
  • อายุตราสารหนี้ เป็นกี่ปี หรือกำหนดคืนเงินต้นเมื่อใด ปกติจะคืนเงินต้นเมื่อครบอายุตราสารหนี้ทีเดียว แต่บางครั้งอาจมีเงื่อนไขทยอยคืนเงินต้นเป็นงวด ๆได้
  • ดอกเบี้ยเท่าใด โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยจะคงที่ตลอดอายุตราสารหนี้ เช่นบอกว่าจะจ่าย 5 % ก็จะจ่าย 5% ไปตลอด ยกเว้นตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งเป็นข้อยกเว้น
  • จ่ายดอกเบี้ยกี่ครั้งต่อปี
  • การค้ำประกัน บางครั้งตราสารหนี้จะมีการหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน ว่าหากมีปัญหาอะไร จะมีทางจ่ายคืนเงินต้นได้อย่างไร
  • อัตราความน่าเชื่อถือ
  • ตราสารหนี้มีกี่ประเภท
  • การแบ่งตราสารหนี้เป็นประเภทต่าง ๆ ทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายที่สุดคือ แบ่งกลุ่มของผู้ออก คือภาครัฐ และเอกชน
  • ภาครัฐที่ออกตราสารหนี้ มี 3 กลุ่มคือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจ  ในส่วนภาครัฐจะมีการเรียกชื่อตราสารหนี้ที่ออกต่างกัน คือ ถ้าเป็นตราสารหนี้ที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ( ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย) จะเรียกว่าตั๋วเงินคลัง ถ้ามีอายุ 1 ปีขึ้นไป จะเรียกว่าพันธบัตร (อาจต่อท้ายด้วยชื่อผู้ออกเช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธปท. พันธบัตร(ชื่อรัฐวิสาหกิจ) ส่วนในกรณีที่ตราสารหนี้ออกโดยเอกชน ถ้าอายุสั้นกว่า 1 ปี จะเรียกว่าตั๋วเงิน (B/E) หากยาวกว่า 1 ปี จะเรียกว่าหุ้นกู้
  • ตราสารหนี้ที่มีหลักประกัน หมายถึง มีการกำหนดว่า หากบริษัทที่ออกตราสารหนี้นั้น เกิดล้มละลาย จะมีการกันหลักทรัพย์ส่วนหนึ่ง (ที่ระบุว่าเป็นหลักประกัน) เพื่อใช้ในชำระหนี้ให้แก่ผู้ซื้อ โดยที่เจ้าหนี้อื่น จะไม่สามารถเอาหลักประกันนั้นไปได้ หรืออาจเป็นกรณีที่มีการค้ำประกันจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น รัฐบาล ว่าจะจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้อย่างแน่นอน
  • ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ จะเป็นการบอกว่า สิทธิในการได้รับเงินคืนในกรณีที่บริษัทที่ออกตราสารหนี้ ล้มละลาย จะอยู่ในลำดับที่น้อยกว่า ผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ปกติ (ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ)
  • ตราสารหนี้ชนิดดอกเบี้ยลอยตัว บางครั้งบริษัทหรือหน่วยงานรัฐ อาจออกตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยไม่คงที่ โดยจะมีการอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยที่มีประกาศในตลาด เช่น พันธบัตรธปท. บางรุ่น จะใช้ดอกเบี้ย เงินฝากประจำ 6 เดือน (BIBOR) เป็นตัวอ้างอิง ซึ่ง จะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้ อาจไม่เท่ากันในทุกงวด โดยอาจมากขึ้นหรือน้อยลง แล้วแต่ดอกเบี้ยในตลาดการเงิน
  • ตราสารหนี้ที่สามารถเรียกคืนก่อนกำหนดได้ ตราสารพวกนี้ ผู้ออกสามารถเรียกคืน (ใช้เงินต้นคืน) ก่อนกำหนดได้ โดยทั่วไปหากมีการเรียกชำระหนี้ก่อนกำหนด ผู้ออกมักจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ถือ (เงื่อนไขจะถูกกำหนดในรายละเอียดของการออกตราสารตั้งแต่วันจำหน่าย)

ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้

ความเสี่ยงที่เข้าใจง่ายที่สุด คือความเสี่ยงของการที่ผู้ขาย ไม่ยอมจ่ายเงินต้น หรือดอกเบี้ยให้ผู้ซื้อ (default risk) ซึ่งจะเกิดในกรณีบริษัทเกิดวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง ความเสี่ยงนี้ จะไม่มีในกรณีที่เป็นตราสารหนี้ของภาครัฐ เพราะตามหลัก รัฐจะมีวิธีหาเงินมาจ่ายเงินต้นของพันธบัตรได้แน่นอน (โดยการออกพันธบัตรชุดใหม่ เมื่อชุดเก่าจะครบอายุ)  แต่กรณีรัฐวิสาหกิจ (ที่ไม่ได้ถูกค้ำประกัน) และ บริษัทเอกชน จะมีโอกาสดังกล่าวได้

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าตราสารหนี้ที่เราซื้อมีความเสี่ยงต่อการไม่ได้เงินคืน  ไม่ยากครับ ทุกครั้งที่บริษัทเอกชนจะออกตราสารหนี้ จะต้องมีการให้หน่วยงานภายนอกประเมินคุณภาพ และความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจ และแปลออกมาเป็นเครดิตเรตติ้ง เพื่อให้เราเข้าใจง่าย ๆ โดย เครดิตเรตติ้งของตราสารหนี้แต่ละตัว ก็จะมีตั้งแต่ AAA -> AA->A-> BBB->BB….. ตามลำดับ ตราสารหนี้ที่ได้อัตรา AAA ก็หมายถึงว่า มีความมั่นคงมาก  โอกาสที่จะล้มละลายน้อยมาก แต่ถ้าตราสารหนี้ที่ได้ BBB ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น  อัตราเครดิตเรตติ้ง จะมีเครื่อง + หรือ – กำกับด้วย เป็นการแยกลำดับย่อย เช่น A+ ดีกว่า A  เป็นต้น

เครดิตเรตติ้ง เปรียบเสมือนเทอร์โมมิเตอร์ ในการวัดความเสี่ยงของบริษัท โดยหน่วยงานที่ประเมิน อาจมีการปรับเปลี่ยนเครดิตเรตติ้งเมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น บริษัทคิงพาวเวอร์ ถูกลด เครดิตเรตติ้ง จากBBB+ เป็น BBB- เมื่อมีกรณีพิพาทกับ ทอท. และมีแนวโน้มถูกยึดสัมปทาน

ความเสี่ยงของการไม่ได้เงินต้นหรือดอกเบี้ยคืน เป็นความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย แต่จริง ๆ แล้วยังมีความเสี่ยงอย่างอื่นอีก เช่น ความเสี่ยงของดอกเบี้ย (interest risk) อธิบายง่าย ๆ คือ หากตลาดการเงินมีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยกำลังขึ้น หากเราใจร้อน ไปซื้อตราสารหนี้ที่อายุยาว ๆ ปรากฏว่า อีก 1-2 เดือน มีตราสารหนี้ตัวใหม่ ๆ ออกมา ที่อายุเท่ากัน เครดิตเรตติ้งเท่ากัน แต่ให้ดอกเบี้ยดีกว่า กลายเป็นว่าเราเสียจังหวะที่จะได้ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า  เงินลงทุนถูกล้อคไว้กับตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนไม่ดีนัก แล้วยังต้องถือยาวอีกด้วย

ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย อาจเรียกอีกชื่อว่า price risk หรือความเสี่ยงด้านราคา หมายความว่า เมื่อดอกเบี้ยตลาดขี้น ตราสารหนี้ที่เราถืออยู่ หากเราจะไปขาย จะได้ราคาที่ลดลง หรือขาดทุนได้ แต่หากผู้ซื้อ ไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อ ๆ ขาย ๆในตลาด หรือมีความสามารถที่จะถือจนครบกำหนดได้ ดังนั้นความเสี่ยงตรงนี้ก็คงไม่มี

ซื้อตราสารหนี้ได้ที่ไหน

การซื้อตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน เราจะแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ ซื้อกับผู้ออกตราสารโดยตรง กับซื้อต่อจากผู้อื่น

การซื้อกับผู้ออกตราสารโดยตรง เช่น การบินไทยต้องการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุน การบินไทยก็จะหาบริษัทช่วยขาย (เราเรียกบริษัทที่ทำหน้าที่ขายให้การบินไทยว่า underwriter) บริษัทที่ทำหน้าที่ขาย ก็จะออกข่าวให้คนที่สนใจมาจองซื้อ โดยทั่วไป การซื้อมือแรก (เราเรียกว่าซื้อในตลาดแรก) ราคาที่เขาเสนอจะเป็นราคาพาร์ หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า เป็นราคาเท่ากับ ที่เราซื้อ เช่น ราคาที่เขาตั้งไว้หน่วยละ 1 พันบาท เมื่อครบกำหนดก็จะได้เงินคืน 1 พันบาท (แต่ระหว่างนั้นเราก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นระยะตามที่เขากำหนดไว้)

หากเป็นตราสารหนี้ในภาครัฐ อาจมีทั้งกรณีที่รัฐจัดจำหน่ายเอง หรือฝากให้คนอื่นช่วยขาย เช่นกรณีพันธบัตรออมทรัพย์ในปี 2550 กระทรวงการคลังก็ให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ทำหน้าที่ขาย

กรณีที่ 2 การซื้อต่อจากผู้อื่น (เรียกว่าการซื้อในตลาดรอง) กรณีนี้จะค่อนข้างยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจหน่อย เช่น นาย ก. ซื้อตราสารหนี้บริษัท A ที่มีอายุ 5 ปี ให้ดอกเบี้ย 4% ราคาหน่วยละ 1,000 บาท เป็นจำนวน 1,000 หน่วย ต่อมาเวลาผ่านไป 1 ปี (ตราสารหนี้อายุเหลือ 4 ปี นาย ก. มีความจำเป็นต้องการใช้เงิน จึงหาทางที่จะขายตราสารหนี้ดังกล่าว โดยอาจทำได้โดย บอกคนที่รอบข้างที่รู้จัก ว่าจะช่วยซื้อให้ได้หรือไม่ (ซึ่งมักจะยาก) กับอีกวิธีที่นิยมกันคือไปบอกบริษัทหลักทรัพย์ ว่าต้องการขายตราสารหนี้ดังกล่าว ช่วยหาคนซื้อให้หน่อย

นาย ข. ได้ทราบข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ว่า มีคนจะขายตราสารหนี้บริษัท A ที่มีอายุคงเหลือ 4 ปี  นายข. ก็จะต่อรองราคากับบริษัทหลักทรัพย์ว่า ต้องการซื้อราคาเท่าใด หากตกลงได้ลงตัว (ได้ราคาซื้อที่นาย ข.ยอมรับได้ และนายก. ก็ยอมขาย โดยบริษัทหลักทรัพย์ ได้ผลประโยชน์พอสมควร) การซื้อขายเปลี่ยนมือก็จะเกิดขึ้น

ความยุ่งยากจะอยู่ที่ราคาที่เหมาะสมที่ทั้ง 2 ฝ่าย พึงพอใจ ลองนึกภาพดูว่า ถ้า ณ เวลานั้น อัตราดอกเบี้ยธนาคารหรือมีการลงทุนในระยะ 4 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 7% หากนาย ก. บอกว่าจะขายตราสารหนี้ A ในราคาพาร์(ราคา 1,000 บาทต่อหน่วย) นาย ข.คงจะไม่ซื้อ (จะซื้อทำไม เมื่อเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นได้ผลตอบแทน 7% แต่ถ้าไปซื้อตราสารหนี้A ของนาย ก. ได้แค่ 4%) หากในภาวะดังกล่าว นาย ก.อาจต้องยอมที่ตั้งราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมา นาย ข.อาจยอมซื้อเช่น ถ้าตั้งราคาที่หน่วยละ 900 บาท (ตอนครบอายุได้เงินคืนเต็ม 1,000 บาท) นาย ข.อาจสนใจ ( ในมุมของนายข. คือลงทุน 900 บาท ได้ดอกเบี้ย 4%หรือ 40 บาท ไปจนครบ 4 ปี และได้เงินต้นคืน 1,000 บาท)

ในทางตรงกันข้าม หากช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยทั่วไปลดลงเหลือ 2% ตราสารหนี้ A กลับเป็นการลงทุนที่ดี เพราะให้ผลตอบแทนตั้ง 4% ถ้านาย ก. จะขายที่ 1,000 บาท ก็จะเป็นการขายที่ได้ราคาน้อยไปหน่อย เพราะ บางทีตั้งราคาที่ 1,100 บาท (ตอนครบอายุได้เงินคืน 1,000 บาท)  ก็ยังมีคนยอมซื้อ

อาจมีผู้อ่านสงสัยว่า ทำไมในตัวอย่าง มีการซื้อขายที่ราคาไม่เท่ากับ 1,000  บาท เช่นกรณีแรก ซื้อที่ 900 บาท หรือกรณีที่ 2 ซื้อที่ 1,100 บาท แต่ตอนครบกำหนด ได้เงิน 1,000 บาท เอาตัวเลข 1,000 บาท มาจากไหน (ตัวเลข 900 บาทหรือ 1,100 บาท ได้มาจากการที่ผู้ซื้อและขายพึงพอใจที่จะซื้อขายในราคานั้น) คำตอบคือว่า 1,000 บาทเป็นคำสัญญาของบริษัท A ครับ ที่จะจ่ายเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดของตราสารหนี้ บริษัท A ไม่สนใจว่า ตราสารนั้นจะขายไปกี่มือ แค่บอกว่า ตอนนี้ใครเป็นเจ้าของตราสารหนี้หน่วยนั้น ๆ  บริษัทA ก็จะตามไปจ่ายดอกเบี้ย 4% ที่กำหนดไว้หน้าตราสาร ( ถ้าซื้อตราสารหนี้จากคนอื่นแล้วไม่แจ้งโอน ดอกเบี้ยก็ไม่ได้นะครับ เพราะเจ้าของเก่าเขาก็จะได้รับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ) และเมื่อตราสารหนี้นั้นครบอายุ บริษัทA ก็จะดูว่าใครเป็นเจ้าของและตามไปจ่ายเงิน 1,000 บาท ตามสัญญา

จะเห็นว่าการซื้อตราสารหนี้ในตลาดรองค่อนข้างจะยุ่งยาก และมีข้อมูลหลายอย่างที่ต้องมาตัดสินใจ บทความนี้เป็นเพียงแค่การให้ข้อมูลขั้นต้น ว่า การซื้อขายตราสารหนี้ มีรูปแบบเป็นอย่างไร ในเบื้องต้น ผมแนะนำว่า ถ้าสนใจลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ให้ซื้อในตลาดแรกเป็นหลักครับ และให้ถือจนครบกำหนด เมื่อใดคิดว่ามีความชำนาญพอ ค่อยขยับขยายมาใช้วิธีที่ซับซ้อนขึ้น

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

EconomicTalk – สหกรณ์ออมทรัพย์ ในมุมมองด้านการเงิน

ขออนุญาตเขียนเรื่องที่ไม่ in trend เท่าไหร่ เมื่อเทียบเรื่องของการลงทุน ภาวะเศรษฐกิจโลก ฯลฯ  แต่ถือว่าเป็นเรื่องนอกกระแส ...

About krit587

MBA CISA 2// in the middle of no where.// pantip : krit587// twitter : @krit587