InvestmentTalk – ก้าวแรกสำหรับรายย่อยในการซื้อตราสารหนี้

InvestmentTalk – ลงทุนแบบ JOHN NEFF
26/07/10
InvestmentTalk – ผลทดสอบเครื่องมือชี้จุดซื้อขายยอดนิยม 3 ตัว กับ SET Index ย้อนหลัง 5 ปี
06/08/10

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้คืออะไร ต้องย้อนกลับไปที่พื้นฐานว่า ไม่ว่าธุรกิจใด ๆ การดำเนินธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่ง ใช้เงินตัวเองคือเงินทุนเรือนหุ้น อีกส่วนหนึ่งก็ต้องใช้แหล่งเงินภายนอก เช่น การกู้ยืมเงิน (การรับฝากเงินก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินประเภทหนึ่ง ) สมมุติว่า ถ้าเรามีบริษัทที่ต้องบริหาร เมื่อต้องการเงินทุนเพื่อดำเนินกิจการ สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ ไปกู้ธนาคาร แต่ง่ายที่สุด ไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่ำที่สุด เพราะธนาคาร ก็จะตั้งดอกเบี้ยที่เขาได้กำไรพอสมควร และเราก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของเขา เช่น ต้องชำระคืนในกี่งวด ต้องมีหลักประกัน ต้องมีงบการเงินที่ดี หากทำไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ธนาคารก็จะไม่ปล่อยกู้เรา

ถ้าเราเป็นบริษัทเล็ก ๆ ก็คงไม่มีทางเลือก ที่จะต้องไปกู้ธนาคาร แต่ถ้าเราเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง ตัวอย่างเช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย บริษัทการบินไทย เป็นต้น เราก็สามารถที่จะนำความน่าเชื่อถือนั้นมาช่วยลดต้นทุนโดยการ ที่จะกู้ยืมบุคคลทั่วไปแทนที่จะไปกู้ยืมธนาคาร โดยการออกตราสารหนี้

ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกขาย ก็เหมือนกับตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือการกู้เงินธนาคาร เพียงแต่ผู้ขาย (หรือผู้ที่จะเป็นลูกหนี้) สามารถกำหนดเงื่อนไขเอง เช่น จะจ่ายดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี แบ่งจ่ายดอกเบี้ยกี่ครั้งต่อปี ระยะเวลาที่เป็นหนี้กี่ปี ถึงจะคืนเงินต้นให้  โดยใช้กลไกตลาดเป็นตัวตัดสินว่า ตราสารหนี้ที่เราเสนอขาย เช่น บริษัทA ต้องการหาเงินทุนในการบริหารงาน 100 ล้านบาท หากเขาไปขอกู้เงินกับธนาคาร ก็อาจต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ธนาคาร เช่น ต้องเสียดอกเบี้ย MOR หรือ 7.5% ต่อปี(อัตราสมมุติ) ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน ต้องจ่ายคืนเงินต้นภายใน 1 ปี ต้องเอาที่ดินค้ำประกัน

แต่ถ้าบริษัทA มีชื่อเสียงความน่าเชื่อถือสูง คนทั่วไปรู้จักดี บริษัทA ก็จะออกตราสารหนี้  โดยกำหนดเงื่อนไขเองว่า จะให้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2  ครั้ง คืนเงินต้นให้เมื่อครบ 2 ปี

คนทั่วไปที่ทราบข่าว ก็จะประเมินว่า ดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่บริษัท A ออก คุ้มไหม กับระยะเวลาที่ต้องเอาเงินไปจม 2 ปี ความเสี่ยงที่บริษัท A จะล้มละลาย ซึ่งโดยทั่วไป ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออก จะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากธนาคารอยู่แล้ว หากยอมรับความเสี่ยงได้ ผู้ซื้อก็จะขอซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า การออกตราสารหนี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งคนซื้อและคนขาย คนขายหรือลูกหนี้ สามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขที่ตนเองต้องการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดต้นทุนด้านดอกเบี้ย (แต่ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด และความเสี่ยงนะครับ ไม่ใช่ออกตราสารหนี้ 20 ปี ให้ดอกเบี้ย 3% ถ้าออกอย่างนี้ก็คงไม่มีใครซื้อแน่นอน) ในขณะที่คนซื้อ (เจ้าหนี้) ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินสถาบันการเงิน (และควรจะดีกว่าการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่อายุเท่ากันด้วย) ประเด็นที่สำคัญที่จะทำให้ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายนั้น ขายได้คือ ต้องมีความพึงพอใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเงื่อนไข ตราสารหนี้นั้น

ตัวอย่างเงื่อนไขที่จะต้องมีในตราสารหนี้นั้น ๆ เช่น

  • หน่วยละเท่าใด (ปกติ หน่วยละ 1,000 บาท และซื้อขั้นต่ำ 1,000 หน่วยหรือ  1 ล้านบาท)
  • อายุตราสารหนี้ เป็นกี่ปี หรือกำหนดคืนเงินต้นเมื่อใด ปกติจะคืนเงินต้นเมื่อครบอายุตราสารหนี้ทีเดียว แต่บางครั้งอาจมีเงื่อนไขทยอยคืนเงินต้นเป็นงวด ๆได้
  • ดอกเบี้ยเท่าใด โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยจะคงที่ตลอดอายุตราสารหนี้ เช่นบอกว่าจะจ่าย 5 % ก็จะจ่าย 5% ไปตลอด ยกเว้นตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งเป็นข้อยกเว้น
  • จ่ายดอกเบี้ยกี่ครั้งต่อปี
  • การค้ำประกัน บางครั้งตราสารหนี้จะมีการหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน ว่าหากมีปัญหาอะไร จะมีทางจ่ายคืนเงินต้นได้อย่างไร
  • อัตราความน่าเชื่อถือ
  • ตราสารหนี้มีกี่ประเภท
  • การแบ่งตราสารหนี้เป็นประเภทต่าง ๆ ทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายที่สุดคือ แบ่งกลุ่มของผู้ออก คือภาครัฐ และเอกชน
  • ภาครัฐที่ออกตราสารหนี้ มี 3 กลุ่มคือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจ  ในส่วนภาครัฐจะมีการเรียกชื่อตราสารหนี้ที่ออกต่างกัน คือ ถ้าเป็นตราสารหนี้ที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ( ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย) จะเรียกว่าตั๋วเงินคลัง ถ้ามีอายุ 1 ปีขึ้นไป จะเรียกว่าพันธบัตร (อาจต่อท้ายด้วยชื่อผู้ออกเช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธปท. พันธบัตร(ชื่อรัฐวิสาหกิจ) ส่วนในกรณีที่ตราสารหนี้ออกโดยเอกชน ถ้าอายุสั้นกว่า 1 ปี จะเรียกว่าตั๋วเงิน (B/E) หากยาวกว่า 1 ปี จะเรียกว่าหุ้นกู้
  • ตราสารหนี้ที่มีหลักประกัน หมายถึง มีการกำหนดว่า หากบริษัทที่ออกตราสารหนี้นั้น เกิดล้มละลาย จะมีการกันหลักทรัพย์ส่วนหนึ่ง (ที่ระบุว่าเป็นหลักประกัน) เพื่อใช้ในชำระหนี้ให้แก่ผู้ซื้อ โดยที่เจ้าหนี้อื่น จะไม่สามารถเอาหลักประกันนั้นไปได้ หรืออาจเป็นกรณีที่มีการค้ำประกันจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น รัฐบาล ว่าจะจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้อย่างแน่นอน
  • ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ จะเป็นการบอกว่า สิทธิในการได้รับเงินคืนในกรณีที่บริษัทที่ออกตราสารหนี้ ล้มละลาย จะอยู่ในลำดับที่น้อยกว่า ผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ปกติ (ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ)
  • ตราสารหนี้ชนิดดอกเบี้ยลอยตัว บางครั้งบริษัทหรือหน่วยงานรัฐ อาจออกตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยไม่คงที่ โดยจะมีการอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยที่มีประกาศในตลาด เช่น พันธบัตรธปท. บางรุ่น จะใช้ดอกเบี้ย เงินฝากประจำ 6 เดือน (BIBOR) เป็นตัวอ้างอิง ซึ่ง จะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้ อาจไม่เท่ากันในทุกงวด โดยอาจมากขึ้นหรือน้อยลง แล้วแต่ดอกเบี้ยในตลาดการเงิน
  • ตราสารหนี้ที่สามารถเรียกคืนก่อนกำหนดได้ ตราสารพวกนี้ ผู้ออกสามารถเรียกคืน (ใช้เงินต้นคืน) ก่อนกำหนดได้ โดยทั่วไปหากมีการเรียกชำระหนี้ก่อนกำหนด ผู้ออกมักจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ถือ (เงื่อนไขจะถูกกำหนดในรายละเอียดของการออกตราสารตั้งแต่วันจำหน่าย)

ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้

ความเสี่ยงที่เข้าใจง่ายที่สุด คือความเสี่ยงของการที่ผู้ขาย ไม่ยอมจ่ายเงินต้น หรือดอกเบี้ยให้ผู้ซื้อ (default risk) ซึ่งจะเกิดในกรณีบริษัทเกิดวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง ความเสี่ยงนี้ จะไม่มีในกรณีที่เป็นตราสารหนี้ของภาครัฐ เพราะตามหลัก รัฐจะมีวิธีหาเงินมาจ่ายเงินต้นของพันธบัตรได้แน่นอน (โดยการออกพันธบัตรชุดใหม่ เมื่อชุดเก่าจะครบอายุ)  แต่กรณีรัฐวิสาหกิจ (ที่ไม่ได้ถูกค้ำประกัน) และ บริษัทเอกชน จะมีโอกาสดังกล่าวได้

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าตราสารหนี้ที่เราซื้อมีความเสี่ยงต่อการไม่ได้เงินคืน  ไม่ยากครับ ทุกครั้งที่บริษัทเอกชนจะออกตราสารหนี้ จะต้องมีการให้หน่วยงานภายนอกประเมินคุณภาพ และความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจ และแปลออกมาเป็นเครดิตเรตติ้ง เพื่อให้เราเข้าใจง่าย ๆ โดย เครดิตเรตติ้งของตราสารหนี้แต่ละตัว ก็จะมีตั้งแต่ AAA -> AA->A-> BBB->BB….. ตามลำดับ ตราสารหนี้ที่ได้อัตรา AAA ก็หมายถึงว่า มีความมั่นคงมาก  โอกาสที่จะล้มละลายน้อยมาก แต่ถ้าตราสารหนี้ที่ได้ BBB ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น  อัตราเครดิตเรตติ้ง จะมีเครื่อง + หรือ – กำกับด้วย เป็นการแยกลำดับย่อย เช่น A+ ดีกว่า A  เป็นต้น

เครดิตเรตติ้ง เปรียบเสมือนเทอร์โมมิเตอร์ ในการวัดความเสี่ยงของบริษัท โดยหน่วยงานที่ประเมิน อาจมีการปรับเปลี่ยนเครดิตเรตติ้งเมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น บริษัทคิงพาวเวอร์ ถูกลด เครดิตเรตติ้ง จากBBB+ เป็น BBB- เมื่อมีกรณีพิพาทกับ ทอท. และมีแนวโน้มถูกยึดสัมปทาน

ความเสี่ยงของการไม่ได้เงินต้นหรือดอกเบี้ยคืน เป็นความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย แต่จริง ๆ แล้วยังมีความเสี่ยงอย่างอื่นอีก เช่น ความเสี่ยงของดอกเบี้ย (interest risk) อธิบายง่าย ๆ คือ หากตลาดการเงินมีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยกำลังขึ้น หากเราใจร้อน ไปซื้อตราสารหนี้ที่อายุยาว ๆ ปรากฏว่า อีก 1-2 เดือน มีตราสารหนี้ตัวใหม่ ๆ ออกมา ที่อายุเท่ากัน เครดิตเรตติ้งเท่ากัน แต่ให้ดอกเบี้ยดีกว่า กลายเป็นว่าเราเสียจังหวะที่จะได้ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า  เงินลงทุนถูกล้อคไว้กับตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนไม่ดีนัก แล้วยังต้องถือยาวอีกด้วย

ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย อาจเรียกอีกชื่อว่า price risk หรือความเสี่ยงด้านราคา หมายความว่า เมื่อดอกเบี้ยตลาดขี้น ตราสารหนี้ที่เราถืออยู่ หากเราจะไปขาย จะได้ราคาที่ลดลง หรือขาดทุนได้ แต่หากผู้ซื้อ ไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อ ๆ ขาย ๆในตลาด หรือมีความสามารถที่จะถือจนครบกำหนดได้ ดังนั้นความเสี่ยงตรงนี้ก็คงไม่มี

ซื้อตราสารหนี้ได้ที่ไหน

การซื้อตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน เราจะแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ ซื้อกับผู้ออกตราสารโดยตรง กับซื้อต่อจากผู้อื่น

การซื้อกับผู้ออกตราสารโดยตรง เช่น การบินไทยต้องการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุน การบินไทยก็จะหาบริษัทช่วยขาย (เราเรียกบริษัทที่ทำหน้าที่ขายให้การบินไทยว่า underwriter) บริษัทที่ทำหน้าที่ขาย ก็จะออกข่าวให้คนที่สนใจมาจองซื้อ โดยทั่วไป การซื้อมือแรก (เราเรียกว่าซื้อในตลาดแรก) ราคาที่เขาเสนอจะเป็นราคาพาร์ หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า เป็นราคาเท่ากับ ที่เราซื้อ เช่น ราคาที่เขาตั้งไว้หน่วยละ 1 พันบาท เมื่อครบกำหนดก็จะได้เงินคืน 1 พันบาท (แต่ระหว่างนั้นเราก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นระยะตามที่เขากำหนดไว้)

หากเป็นตราสารหนี้ในภาครัฐ อาจมีทั้งกรณีที่รัฐจัดจำหน่ายเอง หรือฝากให้คนอื่นช่วยขาย เช่นกรณีพันธบัตรออมทรัพย์ในปี 2550 กระทรวงการคลังก็ให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ทำหน้าที่ขาย

กรณีที่ 2 การซื้อต่อจากผู้อื่น (เรียกว่าการซื้อในตลาดรอง) กรณีนี้จะค่อนข้างยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจหน่อย เช่น นาย ก. ซื้อตราสารหนี้บริษัท A ที่มีอายุ 5 ปี ให้ดอกเบี้ย 4% ราคาหน่วยละ 1,000 บาท เป็นจำนวน 1,000 หน่วย ต่อมาเวลาผ่านไป 1 ปี (ตราสารหนี้อายุเหลือ 4 ปี นาย ก. มีความจำเป็นต้องการใช้เงิน จึงหาทางที่จะขายตราสารหนี้ดังกล่าว โดยอาจทำได้โดย บอกคนที่รอบข้างที่รู้จัก ว่าจะช่วยซื้อให้ได้หรือไม่ (ซึ่งมักจะยาก) กับอีกวิธีที่นิยมกันคือไปบอกบริษัทหลักทรัพย์ ว่าต้องการขายตราสารหนี้ดังกล่าว ช่วยหาคนซื้อให้หน่อย

นาย ข. ได้ทราบข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ว่า มีคนจะขายตราสารหนี้บริษัท A ที่มีอายุคงเหลือ 4 ปี  นายข. ก็จะต่อรองราคากับบริษัทหลักทรัพย์ว่า ต้องการซื้อราคาเท่าใด หากตกลงได้ลงตัว (ได้ราคาซื้อที่นาย ข.ยอมรับได้ และนายก. ก็ยอมขาย โดยบริษัทหลักทรัพย์ ได้ผลประโยชน์พอสมควร) การซื้อขายเปลี่ยนมือก็จะเกิดขึ้น

ความยุ่งยากจะอยู่ที่ราคาที่เหมาะสมที่ทั้ง 2 ฝ่าย พึงพอใจ ลองนึกภาพดูว่า ถ้า ณ เวลานั้น อัตราดอกเบี้ยธนาคารหรือมีการลงทุนในระยะ 4 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 7% หากนาย ก. บอกว่าจะขายตราสารหนี้ A ในราคาพาร์(ราคา 1,000 บาทต่อหน่วย) นาย ข.คงจะไม่ซื้อ (จะซื้อทำไม เมื่อเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นได้ผลตอบแทน 7% แต่ถ้าไปซื้อตราสารหนี้A ของนาย ก. ได้แค่ 4%) หากในภาวะดังกล่าว นาย ก.อาจต้องยอมที่ตั้งราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมา นาย ข.อาจยอมซื้อเช่น ถ้าตั้งราคาที่หน่วยละ 900 บาท (ตอนครบอายุได้เงินคืนเต็ม 1,000 บาท) นาย ข.อาจสนใจ ( ในมุมของนายข. คือลงทุน 900 บาท ได้ดอกเบี้ย 4%หรือ 40 บาท ไปจนครบ 4 ปี และได้เงินต้นคืน 1,000 บาท)

ในทางตรงกันข้าม หากช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยทั่วไปลดลงเหลือ 2% ตราสารหนี้ A กลับเป็นการลงทุนที่ดี เพราะให้ผลตอบแทนตั้ง 4% ถ้านาย ก. จะขายที่ 1,000 บาท ก็จะเป็นการขายที่ได้ราคาน้อยไปหน่อย เพราะ บางทีตั้งราคาที่ 1,100 บาท (ตอนครบอายุได้เงินคืน 1,000 บาท)  ก็ยังมีคนยอมซื้อ

อาจมีผู้อ่านสงสัยว่า ทำไมในตัวอย่าง มีการซื้อขายที่ราคาไม่เท่ากับ 1,000  บาท เช่นกรณีแรก ซื้อที่ 900 บาท หรือกรณีที่ 2 ซื้อที่ 1,100 บาท แต่ตอนครบกำหนด ได้เงิน 1,000 บาท เอาตัวเลข 1,000 บาท มาจากไหน (ตัวเลข 900 บาทหรือ 1,100 บาท ได้มาจากการที่ผู้ซื้อและขายพึงพอใจที่จะซื้อขายในราคานั้น) คำตอบคือว่า 1,000 บาทเป็นคำสัญญาของบริษัท A ครับ ที่จะจ่ายเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดของตราสารหนี้ บริษัท A ไม่สนใจว่า ตราสารนั้นจะขายไปกี่มือ แค่บอกว่า ตอนนี้ใครเป็นเจ้าของตราสารหนี้หน่วยนั้น ๆ  บริษัทA ก็จะตามไปจ่ายดอกเบี้ย 4% ที่กำหนดไว้หน้าตราสาร ( ถ้าซื้อตราสารหนี้จากคนอื่นแล้วไม่แจ้งโอน ดอกเบี้ยก็ไม่ได้นะครับ เพราะเจ้าของเก่าเขาก็จะได้รับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ) และเมื่อตราสารหนี้นั้นครบอายุ บริษัทA ก็จะดูว่าใครเป็นเจ้าของและตามไปจ่ายเงิน 1,000 บาท ตามสัญญา

จะเห็นว่าการซื้อตราสารหนี้ในตลาดรองค่อนข้างจะยุ่งยาก และมีข้อมูลหลายอย่างที่ต้องมาตัดสินใจ บทความนี้เป็นเพียงแค่การให้ข้อมูลขั้นต้น ว่า การซื้อขายตราสารหนี้ มีรูปแบบเป็นอย่างไร ในเบื้องต้น ผมแนะนำว่า ถ้าสนใจลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ให้ซื้อในตลาดแรกเป็นหลักครับ และให้ถือจนครบกำหนด เมื่อใดคิดว่ามีความชำนาญพอ ค่อยขยับขยายมาใช้วิธีที่ซับซ้อนขึ้น

krit587
krit587
MBA CISA 2// in the middle of no where.// pantip : krit587// twitter : @krit587

8 Comments

  1. […] This post was mentioned on Twitter by nanosec and Chariya Pimolpaiboon, Jessada Sookdhis. Jessada Sookdhis said: FMT Blog: ก้าวแรกสำหรับรายย่อยในการซื้อตราสารหนี้ http://bit.ly/aW5UTG โดย author คนล่าสุด @krit587 ครับ […]

  2. KKK says:

    keep up your good work

  3. Keng says:

    ครบถ้วนทุกมุมมองสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้จริงๆ ครับ

    ในฐานะผู้ที่ชอบหาความรู้ด้านการลงทุน ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ

    และในฐานะผู้ร่วมเขียนใน FundManagerTalk.com ขอกล่าวสวัสดีและยินดีต้อนรับครับ 🙂

  4. krit587 says:

    <blockquote cite="comment-534">

    keep up your good work  <a title="Click here or select text to quote comment" href="void(null)" rel="nofollow">( REPLY )

    thx krub

    will try another issue soon

  5. krit587 says:

    <blockquote cite="comment-537">

    ครบถ้วนทุกมุมมองสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้จริงๆ ครับในฐานะผู้ที่ชอบหาความรู้ด้านการลงทุน ขอบคุณมากครับสำหรับบทความและในฐานะผู้ร่วมเขียนใน FundManagerTalk.com ขอกล่าวสวัสดีและยินดีต้อนรับครับ   <a title="Click here or select text to quote comment" href="void(null)" rel="nofollow">( REPLY )

    ขอบคุณครับ 😉

  6. Matongnoi says:

    ขอบคุณค่า

  7. MeMie says:

    ไม่เห็นยุ่งยากเลยค่ะ อ่านเข้าใจ ชัดเจน ทุกประเด็น ….พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง งมเข็มตั้งนาน มาเจอบทความอันนี้ สว่างโล๊ดดด อะแหล่มมากค่ะ จากสมัยก่อนที่เคยกะมานาน เหอๆๆๆ

    กราบขอบพระคุณมั๊กๆๆๆ คร้าาาาาา

  8. MeMie says:

    krit587 (author) said:

    yield ขึ้นคือราคา(บอนด์)ลด yield ขึ้น 10bp จะมีผลให้บอนด์อายุ 10ปี ราคาลดไป 1% ซึ่งถือว่าแรงมากในวันเดียวครับ

    ———————————————————————

    คุณหมอค่ะ จากด้านบน คุณหมอก็ตอบกลับมาต้องขอขอบคุณมากค่ะ แต่ยังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงทำให้ yield ขึ้นสูงได้เพราะสาเหตุอะไรค่ะ ฝากคณหมอกรุณาแนะนำด้วยค่ะ (รอตอนคุณหมอว่างงงง ค่อยตอบก็ได้ค่ะ)

    ขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะ ___/\___

    ———————————————————————

    krit587 (author) said:

    bond ก็เหมือนหุ้น คือมี 2 สาย คือ fundamental และ technical หรืออาจเรียกว่า psychological ก็ได้
    กรณี fundamental ก็คือ การที่เราประเมินว่า ราคาหุ้นกู้ตัวนี้ควรจะมีราคาเท่าไร เทียบตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ ก็จะได้ราคามาราคหนึ่ง ถ้ามันถูกกว่าในตลาด เราก็ซื้อ หรือถ้าเรามีอยู่ แล้วราคาในตลาดมันแพงกว่าราคาที่ควรจะเป็น เราก็ขาย ก็คงคล้าย ๆ กับการประเมิน undervalue หรือ overvalue ในหุ้น

    ส่วน สาย technical ก็จะมีเรื่องความคาดหวังของตลาดมาด้วย เช่นถ้ามองว่าดอกเบี้ยมันจะขึ้น คนที่ซื้อขายในตลาดเขาก็ไปตั้งผลตอบแทนที่สูง เพราะมันมีแนวโน้มอย่างนั้น เช่นเดียวกับหุ้น ถ้าเราคิดว่ามีข่าวที่น่าจะทำให้พื้นฐานดีขึ้น ราคามันก็ไปดักรอแล้ว (แต่อาจไม่เต็มมูลค่าที่คิดว่าจะขึ้น)

    ตรา สารหนี้มันมีความแตกต่างจากหุ้นนิดนึงคือ เวลาเราซื้อขายหุ้น เราจะใช้ ราคา เป็นตัววัด เช่นหุ้นละ 5 บาท เป็นต้น คงไม่มีใครใช้ ratio เช่้น ขอซื้อหุ้น xx ที่ PE 11.3 แต่ในตราสารหนี้เราไม่นิยมใช้ราคา เป็นตัวบอก แต่จะใช้ผลตอบแทน (yield) ซึ่งอาจเปรียบได้กับ EPS ในหุ้น

    การ ใช้ yield มันมีข้อดีคือ สามารถเปรียบเทียบสินค้า ที่อายุ ไม่เท่ากัน ความเสี่ยงไม่เท่ากัน บน scale เดียวกันได้ เพราะตราสารหนี้ไม่ซับซ้อนเท่าหุ้น ที่เราไม่รู้ว่าผลตอบแทนในแต่ละปีเป็นเท่าไหร่ แต่ตราสารหนี้เรารู้ว่าผลตอบแทนเป็นเท่าไหร่ ทันที่ที่ซื้อ (แต่ทีเราไม่รู้คือ ผลตอบแทนนั้น เมื่อเทียบกับตลาด ในอนาคต จะดีกว่าหรือด้อยกว่า

    กลับมาที่คำถาม พอเราเห็นว่า yield สูง ก็อาจมาจาก 2 ส่วนคือ fundamental หมายถึงโครงสร้างของอัตราดอกเบียทั้งระบบมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่สูงขึ้น ก็จะทำให้yield ที่ quote ซื้อขายกันโดนบังคับให้สูงขึ้น หรืออีกส่วนนึงคือ มีการคาดหวังกันว่ามันจะสูงขึ้น ราคามันก็เลยร่วงไปก่อนที่จะมี fundamental มา support จริง ๆ ซึ่งในกรณีนี้น่าจะเกิดจากอย่างหลังมากกว่า

    จบครับ ไม่รู้ตอบตรงคำถามหรือเปล่า

    ปล อย่าลืมว่า yield ขึ้น หมายถึงราคาลง เพราะ yield= ผลตอบแทนหารด้วยเงินต้น แต่เนื่องจากผลตอบแทนคงที่ ดังนั้น yield จึงแปรผกผันกับเงินต่้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ราคาซื้อขายของตราสารหนี้นั่นเอง

    ———————————————————————

    ชัดเจน ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ __/\__

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *