InvestmentTalk – Sector Rotation

InvestmentTalk – Sector Rotation

ในหลายบทความที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงการทำ Asset Allocation ซึ่งหมายถึงการจัดพอร์ตการลงทุนให้มีการกระจายไปในหลายประเภทของสินทรัพย์โดยจัดพอร์ตโดยรวมให้มีระดับความเสี่ยง และอัตราผลตอบแทนคาดหวังที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน [อ่านเพิ่มเพิมได้ที่ http://fundmanagertalk.com/category/investment/asset-allocation/ ]

สำหรับวันนี้ผมขอนำเสนอกลยุทธ์การทำ “Sector Rotation” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการถือครองสินทรัพย์หลัก [Core Asset]ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ศึกษาแนวทางนี้มาจากกลยุทธ์การลงทุนของ PIMCO ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพของทีมงานบริหารและกลยุทธ์การลงทุน จนได้รับความไว้ใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดย PIMCO นั้นเป็นผู้บริหารกองทุนรวมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ชื่อว่า “PIMCO Total Return Bond Fund” มีขนาดใหญ่ถึงกว่า 7 ล้านล้านบาท ซึ่งผมจะนำมาเล่าในโอกาสถัดไปครับ

สำหรับการวิเคราะห์การทำ Sector Rotation ในวันนี้ สินทรัพย์หลักที่จะนำมาวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้

1. Treasuries หมายถึง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

2. Investment Grade Corporates หมายถึง ตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับ BBB- ขึ้นไป

3. Emerging Market Debt หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยประเทศกลุ่ม Emerging Market เช่น บราซิล, จีน

4. High Yield Bonds หมายถึงตราสารหนี้เอกชนระดับต่ำกว่า BBB- [Junk Bond]

5. Convertible Bonds หมายถึง หุ้นกู้แปลงสภาพ [ตราสารหนี้ที่มีสิทธิ์แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ]

6. Equities หมายถึง ตราสารทุน

clip_image002

จากการวิเคราะห์พบว่า วัฏจักรเศรษฐกิจแบ่งเป็น 5 ช่วงเวลาได้แก่

1. Early Expansion หมายถึ งช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มขยายตัว

2. Mid Expansion หมายถึง ช่วงกลางของภาวะเศรษฐกิจขยายตัว

3. Late Expansion หมายถึง ช่วงปลายของภาวะเศรษฐกิจขยายตัว

4. Early Recession หมายถึง ช่วงเริ่มต้นของภาวเศรษฐกิจชะลอตัว

5. Late Recession หมายถึง ช่วงปลายของภาวเศรษฐกิจชะลอตัว

จากการวิเคราะห์พบว่าสินทรัพย์คุณภาพสูงอย่างพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้คุณภาพสูง มักจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงต้นของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง High Yield Bonds, หรือตราสารทุนมักจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงปลายของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อเราวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนของแต่ละกลุ่มหลักทรัพย์ในช่วง 20 ปีย้อนหลังพบว่า หากเราสามารถคาดการณ์ถึงแนวโน้มของวัฎจักรเศรษฐกิจได้ถูกต้องว่าจะเข้าสู่ช่วงถดถอยในปี 2008 การทำ Sector Rotation โดยการปรับพอร์ตจากการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง High Yield Bonds ไปลงทุนสินทรัพย์คุณภาพเช่น Treasuries หรือ Investment Grade Corporates สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ถึงประมาณ 20% เช่นเดียวกันหากเราสามารถวิเคราะห์ได้ถึงการสิ้นสุดช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงปี 2003 และปรับพอร์ตจากการถือ Treasuries ไปถือครอง Emerging Market Debt จะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ถึง 25%

การวิเคราะห์ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าการทำ Sector Rotation จะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนของคุณครับ

Share this Story

Related Posts

Facebook Comments

Check Also

มนต์เสน่ห์ของการลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก – The Ultimate Choice by FundTalk

เวลาคุยกับเพื่อนๆนักลงทุนที่ได้กำไรเยอะๆจากการลงทุนในหุ้น 2 เด้งบ้าง 3 เด้งบ้าง มักมีคำถามตามมาเสมอว่าเค้าลงทุนหุ้นอะไรกัน คำตอบที่ได้แทบจะทั้งหมดคือการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับว่ามันน่าสนใจอย่างไร ...

About FundTalk

คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net