KT-ASEAN-A – สร้างพอร์ตให้เติบโตแข็งแรงด้วยกองทุนหุ้นอาเซียน

กองทุน VI ระดับโลกที่ชนะตลาดด้วยหลักของปู่บัฟเฟตต์แท้ ๆ
04/05/18
แชร์บทความนี้

ใครที่มองหาการลงทุนในกองทุนในหุ้นต่างประเทศที่เติบโตเร็ว มักจะสนใจหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยนิยมลงทุนในประเทศยอดฮิตอย่างประเทศจีน และ อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มประเทศหนึ่งที่เรามักจะมองข้ามนั่นคือ ภูมิภาคอาเซียนของเรานั่นเอง โดยกองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคอาเซียนก็มีให้เลือกหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกองทุน KT-ASEAN ที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้นั่นเองครับ

กองทุน KT-ASEAN หรือในชื่อภาษาไทยว่า กองทุนเปิด เคแทม อาเซียน อิควิตี้ ฟันด์ (KTAM ASEAN EQUITY Fund) เป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุนของประเทศที่เป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน เช่น ประเทศไทย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามเป็นต้น

ทำไมต้องลงทุนในหุ้นอาเซียน

  1. GDP Growth อยู่ในระดับสูง

กลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศกลุ่ม Emerging market ยังคงมี GDP Growth เฉลี่ยอยู่ในระดับ 3-6% ต่อปี เมื่อเทียบกับกลุ่ม Developed Market ที่เติบโตได้เพียง 2-3% ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณที่ดีว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะยังสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้

ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 61

  1. ราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีต

การพิจารณาความถูกแพงหุ้น อีกวิธีหนึ่งที่ดีคือพิจารณาว่าในอดีตเคยเทรดกันที่เท่าใด เมื่อพิจารณาช่วงการเทรดตาม Price to Book Value ของหุ้นกลุ่มประเทศอาเซียนในอดีต 10 ปีย้อนหลังจะพบว่าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.82 เท่า ซึ่งถือว่าถูกกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่ 1.90 เท่า

ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 61

  1. มีปัจจัยบวกจากหลายๆประเทศในรอบหลายปี

ไทย

  • การลงทุนภาครัฐในปี 2017 อยู่ที่ 3.2 แสนล้านบาท มากกว่า 6 ปีก่อนหน้ารวมกัน
  • การท่องเที่ยวไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2017 ทำจุดสูงสุดในประวัติการณ์และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกในปี 2018 โดยเติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันประมาณ 15% ตั้งแต่ต้นปี

ที่มา: CSLA ณ วันที่ 25 กันยายน 2017

อินโดนีเชีย

  • รัฐบาลโจโควี มีนโยบายเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ โดยมีการลงทุนด้านการคมนาคม เช่น รถไฟฟ้าและทางด่วนยกระดับ เป็นต้น
  • ค่าจ้างรายวันเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ

ที่มา: Indonesia government budget และ DB, company reports ณ วันที่  31 ธันวาคม 2017

สิงคโปร์

ราคาอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากที่รัฐบาลผ่อนผันมาตรการควบคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยผู้ซื้อในสิงคโปร์มีแรงจูงใจในการซื้อมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าราคาที่อยู่อาศัยในสิงคโปร์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ที่มา: BofA Merrill Lynch Global Research ณ ตุลาคม 2017

ฟิลิปปินส์

รัฐบาลได้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อปลายปีที่แล้วโดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เกิดระบบภาษีที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ รวมถึงมีอัตราที่ต่ำลงกว่าเดิม เพื่อเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุนมากขึ้น มีการปฏิรูปภาษี 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ที่รวมถึงภาษีน้ำมันและรถยนต์ และภาษีอสังหาริมทรัพย์

ที่มา: JP Morgan Securities ณ วันที่ 20 กันยายน 2017

เวียดนาม

อัตราการเติบโตและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำให้ตลาดหุ้นน่าสนใจจากต่างชาติ เนื่องจากการเติบโตและปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยจาก Bloomberg Consensus ดัชนี VNIndex (The Vietnam Stock Index) ซึ่งประกอบด้วยหุ้นบริษัทจดทะเบียนในเวียดนาม จะมีการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 3 ปีราวๆ 18.1% เลยทีเดียว

ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 27 เมษายน 2018

ลงทุนผ่าน JPMorgan กองทุนระดับโลก

กองทุน KT-ASEAN-A จัดอยู่ในประเภท Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลักของ JPMorgan ซึ่งเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ผ่านกองทุน JPMorgan ASEAN Equity (USD) เพียงกองเดียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

โดยกองทุนหลักมีทีมลงทุน 5 ท่าน ทั้งผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ประจำภูมิภาคอาเซียนนั้นมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการเงินเฉลี่ยถึง 17 ปี โดยสไตล์การลงทุนของกองทุนนี้จะเลือกหุ้นโดยผสมผสานทั้งวิธี Bottom Up และ Top Down และมีการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ในระยะกลาง ก็มีการพิจารณาลงทุนหุ้นตามวัฏจักรเพื่อผลตอบแทนสูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนอีกด้วย

 

สัดส่วนการลงทุนกองทุนรวมหลัก

ที่มา: JPMorgan ณ วันที่ 31 มีนาคม 2018

การลงทุนในระดับประเทศจะมีการลงทุนแตกต่างจากดัชนี ตามมุมมองของผู้บริหารกองทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มแก่นักลงทุน โดยในปัจจุบัน กองทุนมีการ Overweight ในหุ้นสิงคโปร์เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่องหลายๆปีเริ่มกลับมาฟื้นตัว และหุ้นไทย จาก 3 ปัจจัยที่เติบโตโดดเด่น คือ การบริโภคภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการลงทุนภาครัฐ

ที่มา: JPMorgan ณ วันที่ 31 มีนาคม 2018

เมื่อพิจารณาในระดับอุตสาหกรรม จะพบว่ากองทุนนี้มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นหลุ่ม Financials และ Consumer Discretionary เนื่องจากสภาวะที่เศรษฐกิจประเทศอาเซียนกำลังฟื้นตัวพร้อมกันในด้านการส่งออก การบริโภค และการใช้จ่ายของรัฐบาลฯ ย่อมเป็นผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่างทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

หุ้น 5 อันดับแรกในกองทุน

อย่างที่ทราบกันดีว่ากองทุนเน้นการลงทุนหุ้นในกลุ่ม Financial และ Consumer Discretionary โดยหุ้นที่ถือ 5 อันดับแรก จัดอยู่ในประเภท Financial ถึง 4 บริษัททีเดียว

  • DBS Group Holding Ltd ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ให้บริการด้านธนาคารและธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ในหลายๆประเทศ อาทิเช่นประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน และประเทศกลุ่มเอเชียใต้
  • Oversea-Chinese Banking Corporation Limited ธนาคารที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ให้บริการทางการเงินทั้งส่วนรายย่อยและองค์กรในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเชีย เป็นต้น
  • United Overseas Bank Limited หรือที่เรารู้จักกันในนาม ธนาคาร UOB ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางด้านการเงินหลากหลาย มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ โดยดำเนินธุรกิจหลักอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชีย แปซิฟิก และโซนยุโรปบางส่วน
  • PT Bank Central Asia Tbk หรือ BCA มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเชีย ให้บริการด้านธนาคารและบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ดูแลผลประโยชน์ บริหารกองทุน สินเชื่อเช่าซื้อ เป็นต้น
  • CP ALL PCL หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือที่เรารู้จักกันในนามร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยแล้ว ยังมีธุรกิจห้างสรรพสินค้าในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนอีกด้วย

ที่มา: JPM, Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่  28 กุมภาพันธ์ 2018

 

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานย้อนหลังรายปีจะพบว่า กองทุน JPMorgan ASEAN Equity สามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดหรือ MSCI AC ASEAN Index (Total Return) ได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกปี แม้ว่าผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถสื่อถึงผลการดำเนินงานในอนาคตได้ แต่ก็สามารถบ่งชี้ถึงฝีมือของทีมบริหารกองทุนได้อย่างดี ทำให้เรามั่นใจในการลงทุนมากขึ้นนั่นเอง

 

ที่มา:JPMorgan ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2018
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลงานในอนาคต

เมื่อดูผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในเดือนเมษายน 2552 กองทุนสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 11% ขณะที่ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 8.4% แปลว่ากองทุนสามารถชนะดัชนีชี้วัดเฉลี่ย 2.6% ทุกปี ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเงินลงทุนมากในระยะยาว

ที่มา:JPMorgan ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2018
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลงานในอนาคต

 

นอกจากผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมแล้ว ในมิติอื่นก็โดดเด่นด้วย

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลงานในอนาคต

หลังจากเปรียบเทียบกองทุนเชิงคุณภาพแล้ว ลองเปรียบเทียบเชิงปริมาณโดยใช้ FINNOMENA 3D DIAGRAM เพื่อวิเคราะห์กองทุนนี้ใน 3 ด้าน จะพบว่านอกจากผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมแล้ว ค่า Maximum drawdown ถือว่าต่ำมาก ทำให้เมื่อคำนวณ Risk Adjusted Return นั้นนับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง

ความเสี่ยง

  • ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภายนอกภูมิภาคอาเซียน เช่น สงครามการค้า ตัวเลขเงินเฟ้อ ความตึงเครียดทางการเมือง ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
  • การเลือกตั้งในประเทศมาเลเซียในปี 2018 ประเทศอินโดนีเชีย และไทยปี 2019
  • ความเสี่ยงด้านความผันผวนของค่าเงินบางส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียน

สรุปกองทุน KT-ASEAN-A

กองทุน KT-ASEAN-A ลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตที่ค่อนข้างสูงผ่านบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกอย่าง JPMorgan สไตล์การลงทุนคือเน้นการลงทุนทั้ง Bottom up และ Top down แบ่งการลงทุนเป็นสองส่วนคือลงทุนทั้งในระยะยาวและระยะกลางเพื่อผลตอบแทนสูงสุด พิสูจน์โดยผลการดำเนินงานย้อนหลังที่เอาชนะ benchmark ได้ทุกปี ใครที่สนใจลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเรา ผมแนะนำให้พิจารณากองทุนนี้เป็นกองแรกเลยครับ !!

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงไทย โทร 0 2686 6100 หรือ www.ktam.co.th

 

ความเสี่ยงของกองทุนที่สำคัญ คือ ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุน, ความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน, ความเสี่ยงจากการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว เป็นต้น

มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

 

Facebook Comments

แชร์บทความนี้
FundTalk
FundTalk
คุณเจษฎา สุขทิศ, CFA | Twitter: @FundTalk | Line ID: @Jessada ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ “CIO” ที INFINITI Global Investors โดยคุณเจษฎา มีประสบการณ์ยาวนานในสายงานผู้จัดการทุน มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และการจัดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก (Global Asset Allocation) โดยก่อนที่จะมาก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ คุณเจษฎา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนที่ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นอกจากนี้คุณเจษฎา ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในตลาดทุน และการให้ความรู้เรื่องการลงทุนผ่านการเขียนบทความ /บล็อก ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com, FundManagerTalk.com และ jessada.net