เทคนิคเลือกการลงทุน “กองทุนหุ้น”

แชร์บทความนี้

เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนมีประสบการณ์การลงทุนในกองทุนหุ้น โดยเฉพาะกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งเป็นที่แพร่หลายมากในปัจจุบัน สิ่งที่ทุกท่านต้องพิจารณา คือการเลือกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ท่านจะไว้วางใจให้บริหาร ซึ่งปัจจัยที่ใช้ในการเลือก บลจ. มีทั้งเรื่องคุณภาพของบริการ, ความรู้สึกไว้วางใจต่อ บลจ., ทีมงานแ ละผลประกอบการในอดีต เป็นต้น สำหรับบทความฉบับนี้จะเป็นการนำเสนอแนวทางเลือก “กองทุนหุ้น” ในแง่มุมของสไตล์การบริหาร เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ใช้เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณา


สไตล์การบริหารกองทุนหุ้น

ถ้าดูตามบทความ หรือหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน มักจะเห็นการแบ่งสไตล์การลงทุนออกเป็น 2 แบบ คือแบบ Growth และแบบ Value (ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Investment_style ) แต่วันนี้ผมจะขอแบ่งสไตล์ในอีกแบบหนึ่ง ดังนี้

1. สไตล์ Passive – คือการบริหารโดยอิงกับดัชนี ซึ่งราคาของหน่วยลงทุนจะเคลื่อนไหวกับดัชนี เช่น SET, SET50 เป็นต้น แนวทางนี้เหมาะกับผู้ที่พอใจกับผลตอบแทนของดัชนี และรับไม่ได้หากผลตอบแทนของกองทุนหุ้นที่ลงทุนจะแพ้ดัชนี ขณะเดียวกันก็ยอมสละโอกาสที่ผลตอบแทนจะชนะดัชนีไปด้วยเช่นกัน

2. สไตล์ Trading – มีปริมาณการซื้อขายเยอะเมื่อเทียบกับขนาดกองทุน เช่น กองทุนขนาด 100 ล้านบาท แต่ปีนึงซื้อ ๆ ขาย ๆ  500 ล้านบาท กล่าวคือ ผู้จัดการกองทุนพยายามที่จะปรับพอร์ตบ่อยครั้งให้เข้ากับจังหวะและโอกาสในแต่ละช่วงเวลา เช่น เวลาน้ำมันเป็นขาขึ้นก็ไปลงหุ้นพลังงาน เวลาดอกเบี้ยลดก็ไปซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาฯ เวลา Loan growth สูงก็ซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นต้น ผลตอบแทนของกองทุนลักษณะนี้มักจะมีความผันผวนพอสมควร กรณีที่ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองส่วนใหญ่ถูกต้อง ผลตอบแทนก็มีโอกาสชนะดัชนีอย่างมาก กลับกันถ้ามุมมองในปีนั้นส่วนใหญ่ผิดก็มีโอกาสที่จะแพ้ตลาดได้มากเช่นกัน โดยมากแนวทางการบริหารของกองทุนลักษณะนี้จะเป็นแบบ Top – Down  กล่าวคือดูจากภาพเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เป็นหลัก และปรับพอร์ตให้สอดคล้องในแต่ละช่วงเวลา จากการสังเกตของผม พบว่าแนวทางนี้ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่ดีในปีที่หุ้นเป็นขาขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากผู้จัดการกองทุนสามารถปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจในปีนั้น ๆ

3. สไตล์ Buy and Hold – มีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขนาดกองทุน เช่น กองทุนขนาด 100 ล้านบาท ทั้งปีมีปริมาณการ trade ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยมากจะเป็นแนวทางการบริหารแบบ Bottom – Up คือการเลือกหุ้นเป็นรายบริษัท และลงทุนแบบระยะยาวเช่น 3 – 5 ปี แนวทางนี้มักจะมีความผันผวนของผลตอบแทนที่น้อยกว่าแบบ Trading ซึ่งจากการสังเกตส่วนตัว ผมพบว่าแนวทางนี้มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีในปีที่ตลาดหุ้นติดลบ เนื่องจากหุ้นที่ผู้จัดการกองทุน ลงทุน เป็นหุ้นที่ผลประกอบการระยะยาวมีความผันผวนน้อย และไม่เหวี่ยงมากไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

เจาะลึก “หนังสือชี้ชวน” จับสไตล์ผู้จัดการกองทุน

ด้วยมาตรฐานการเผยแพร่ข้อมูลที่ดีของกองทุนไทย ทางสำนักงานกลต. ได้จัดทำระบบเผยแพร่ข้อมูลหนังสือชี้ชวนและรายงานกองทุนรวม ซึ่งคุณสามารถหามูลค่า commission ที่กองทุนจ่ายให้กับบริษัทหลักทรัพย์ได้ หากค่า commission ดังกล่าวเป็นสัดส่วนที่เยอะเมื่อเทียบกับขนาดกองทุน เช่น > 1 % ขณะที่ค่า commission เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.25% ก็เป็นตัวแสดงว่ากองทุนนั้นจัดอยู่ในสไตล์ Trading หากค่า commission คิดเป็นสัดส่วนที่น้อย เช่น < 0.25% ก็เป็นตัวแสดงได้ว่ากองทุนนั้นจัดอยู่ในประเภท Buy and Hold

เจษฎา สุขทิศ, CFA.

Facebook Comments

แชร์บทความนี้
เจษฎา สุขทิศ, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FINNOMENA & นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย คุณเจษฎา เคยปฏิบัติงานในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล และเคยร่วมงานเป็นผู้จัดการกองทุนกับกลุ่ม เจพี มอร์แกน, ไทยพาณิชย์ และยูโอบี นอกจากนี้ ในปัจจุบัน คุณเจษฎา รับหน้าที่เป็นวิทยากรด้านการเงิน และฟินเทค ให้กับภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ คุณเจษฎา เคยได้รับรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์, รางวัล Most Astute Investor จากนิตยสาร The Asset และรางวัล Morningstar Fund Award
Posts created 103

Related Posts

Begin typing your search term above and press enter to search. Press ESC to cancel.

Back To Top